ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 องค์หญิงโมโห สั่งให้ถอดเสื้อของนาง
September 23, 2026
ข้างกายแม่ทัพเทพยุทธ์มีผู้ช่วยสองคนที่ร้ายกาจ
หานเป้าก็คือหนึ่งในนั้น
ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของเขา
สิบปีที่ผ่านมา แม่ทัพใหญ่เทพยุทธ์ปกป้องชายแดน ไม่เคยกลับเมืองหลวงมาก่อน
ทุกสามปีเมื่อแม่ทัพต้องกลับมารายงานการทำงานที่เมืองหลวง ล้วนเป็นหานเป้าที่กลับเมืองหลวงแทนแม่ทัพเทพยุทธ์ เข้าเฝ้าฮ่องเต้ รายงานสถานการณ์ในชายแดน
แน่นอนว่าองค์หญิงใหญ่ต้องรู้จักเขา นางเบิกตากลมโต มองดูหานเป้าคุกเข่าลงต่อหน้าสวี่จิ้งยางอย่างตาค้าง
เขาประสารมือคารวะ “คุณหนูใหญ่ยกโทษด้วย ข้าปกป้องได้ไม่ดี จึงทำให้ท่านต้องกลับเมืองหลางตามลำพัง”
สวี่จิ้งยางนวดข้อมือ มีจู๋อิ่งคอยประคองให้ลุกขึ้นมา
“ไม่เป็นไร พวกเจ้าต้องดูแลกองทัพ ยังต้องเตรียมงานศพ ข้าไม่อยากเพิ่มเติมภาระให้วุ่นวาย ฉะนั้นจึงเดินทางมาก่อน”
หานเป้าเงยหน้าขึ้น สบตาสวี่จิ้งยางหนึ่งที
เขาหันไปมองแม่นมชิงอย่างดุร้าย “ตอนแม่ทัพใหญ่มีชีวิตอยู่เป็นห่วงคุณหนูใหญ่ที่สุด พวกเจ้าถึงขั้นกล้าทำร้ายนาง!”
หานเป้าสูงแปดฉื่อ ร่างกายบึกบึนน่ายำเกรง อายุสามสิบปี ถือเป็นแม่ทัพเก่าแก่ในสนามรบที่เคยฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วน
เขาจ้องเขม็งไปหนึ่งที แม่นมชิงรู้ตัวว่าไม่อาจปกปิดต่อไปได้ จึงหันมาคุกเข่าลงต่อหน้าสวี่จิ้งยาง
ตบหน้าตนเองไปสองที ร้องไห้ไม่หยุด
“คุณหนู ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ถึงจำหน้าท่านไม่ได้ ข้าน้อยอายุมากแล้ว สมควรตายจริงๆ!”
องค์หญิงใหญ่จับมือของแม่นมจาง ลงจากรถม้าอย่างรีบร้อน
หานเป้าเห็นนาง ก็รีบคารวะก้มหน้านอบทักทาย “ข้าน้อยคารวะองค์หญิงใหญ่!”
เมื่อได้ยินคำว่าองค์หญิงใหญ่สามคำนี้ สีหน้าแม่นมชิงก็ตะลึงจนซีดขาวยิ่งกว่าหิมะเสียอีก
ตายแล้ว…ตายแล้ว! องค์หญิงใหญ่ก็อยู่ด้วย คุณหนูโหรวเจิง จะทำอย่างไรดี?
องค์หญิงใหญ่เดินเข้าไปหาสวี่จิ้งยางอย่างรวดเร็ว “นังหนูซื่อบื้อ จวนสวี่ไม่ได้ส่งคนไปรับเจ้ากลับมา เจ้ากลับไม่เอ่ยความจริงกับข้า หรือกลัวว่าข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้างั้นหรือ?”
สวี่จิ้งยางก้มหน้าลง น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนสงบ แฝงด้วยความเศร้าใจ
“ท่านพี่เสียแล้ว พ่อแม่กำลังโศกเศร้าเสียใจ หากละเลยไปบ้างก็พอจะเข้าใจได้”
หานเป้าเอ่ยขึ้นอย่างรู้จังหวะ “คุณหนูใหญ่กับแม่ทัพใหญ่เป็นแฝดชายหญิง คุณหนูใหญ่อยู่กับแม่ทัพใหญ่ที่ชายแดน อาศัยอยู่ร่วมกันสามสี่ปี มีความผูกพันแน่นแฟ้น ทั้งสองยังได้นัดแนะกันว่าจะกลับบ้านด้วยกัน”
“นึกไม่ถึง… ครั้งนี้ข้ากลับต้องนำเสื้อผ้าของพี่ชายกลับมา” ขณะที่เอ่ยน้ำตาของสวี่จิ้งยางก็ไหลรินลงมา
นางกอดเสื้อเปื้อนเลือดไว้ในอ้อมอก ในมือกำพู่แดงไว้แน่น
เวลานี้องค์หญิงใหญ่ก็ยิ่งเกิดความสงสารเอ็นดู
เมื่อนึกถึงพวกบ่าวรับใช้ในจวนที่เข้าใจนางผิดไป องค์หญิงใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะโมโห
“ใครก็ได้ ลากตัวบ่าวสารเลวพวกนี้ไปลงโทษอย่างหนัก! ห้ามลงโทษที่นี่ กลัวจะทำให้เส้นทางกลับบ้านของแม่ทัพเทพยุทธ์ต้องแปดเปื้อน”
“ขอรับ!” องครักษ์ลงมือ ในตรอกก็มีเสียงโอดโอยดังขึ้นมา
ผ่านไปไม่นาน พ่อแม่ของสวี่จิ้งยางก็พาคนทั้งตระกูลเดินออกมาอย่างรีบร้อน
ที่ยืนอยู่ด้านข้างพวกเขายังมีฮูหยินชางผิงโหว แต่ไม่เห็นเงาของสวี่หมิงเจิงน้องชายของสวี่จิ้งยาง
สวี่จิ้งยางยิ้มอย่างเย็นชา
ในที่สุดก็ยอมออกมาแล้วหรือ?
ทั้งตระกูลสีหน้าไม่เลว แต่งกายสวยงามหรูหราด้วยเสื้อขนสัตว์อย่างดี
โดยเฉพาะสวี่โหรวเจิง นางสวมชุดสีชมพูทั้งตัว ข้างนอกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีแดงใหญ่ ผ้าขนสัตว์อย่างดีหุ้มอยู่รอบคอ
นางเหมือนดอกไม้ที่สวยงาม สว่างดั่งแสงจันทร์
เมื่อเทียบกับสวี่จิ้งยางที่ผิวพรรณซีดเซียวแต่งกายเรียบง่ายบาดแผลเต็มตัว สวี่โหรวเจิงถึงจะเหมือนคุณหนูใหญ่ของตระกูลสวี่ที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีจนเติบโต
เวลานี้ สวี่โหรวเจิงถูกฮูหยินสวี่จับมือเอาไว้ สองแม่ลูกยืนอยู่ข้างหลังของเวยกั๋วกงสวี่ฮั่นซาน
ใบหน้ารูปไข่ของสวี่โหรวเจิง มีน้ำตาคลออยู่ในเบ้าตา หันมองไปทางสวี่จิ้งยาง
สายตาของนางมองพิจารณาจากหัวจรดเท้า จากนั้นก็เมินสายตาไปอย่างไม่สนใจ ทำให้สวี่จิ้งยางที่เฉลียวฉลาดสามารถรับรู้ได้ว่ากำลังถูกดูแคลน
อยู่ในวินานั้น สวี่โหรวเจิงจะต้องกำลังเปรียบเทียบตนเองกับสวี่จิ้งยางอยู่ในใจอย่างแน่นอน
นางรู้ดีว่า หากสวี่จิ้งยางกลับมาจากชายแดน ไม่มีอะไรที่โดดเด่นเหนือกว่า
“องค์หญิงใหญ่ รองแม่ทัพหาน” เวยกั๋วกงเดินก้าวเท้าใหญ่เข้ามา ประสานมือคารวะนอบทักทายองค์หญิงใหญ่ “เมื่อครู่บ่าวรับใช้ได้รายงานเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด โหรวเจิง มานอบทักทายองค์หญิงใหญ่”
เขาเพิ่งจะเอ่ยจบ สวี่โหรวเจิงก็เดินเข้าไปย่อตัวลง