ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 พระราชทานสมรสกับองค์หญิง ใครจะไปแต่งแทนข้า?
September 23, 2026
จู๋อิ่งจะบุกเข้าไปในเรือน ใครจะคิดว่าแม่เฒ่าสองสามคนมาขวางอยู่ที่หน้าประตู ผลักไสอย่างแรง
ทำให้จู๋อิ่งทรงตัวไม่ได้จนล้มลงไป
“ใครกล้าแตะต้องเรือนของคุณหนู?” พวกแม่เฒ่าสีหน้าโหดเหี้ยมดุร้าย
จู๋อิ่งมีสภาพทุลักทุเล หันกลับไปมองสวี่จิ้งยาง
กลับเห็นสวี่จิ้งยางไม่ขยับเลยสักนิด สีหน้านิ่งเฉยเย็นชา
จู๋อิ่งตัดสินใจแน่วแน่ ลุกขึ้นมาทันที หยิบก้อนหินในกระถางดอกไม้ที่อยู่ด้านข้าง ปาใส่แม่เฒ่าพวกนั้น
“ในจวนมีเพียงคุณหนูใหญ่ของพวกข้าคนเดียวเท่านั้น!” จู๋อิ่งใช้แรงสุดกำลัง ทำให้พวกแม่เฒ่าต่างวิ่งหนีกระจาย
นางบุกเข้าไปทุบตีทำลาย ความพึงพอใจได้พาดผ่านแววตาของสวี่จิ้งยาง
ที่นี่ไม่ใช่บ้านของนาง แต่เป็นถ้ำสัตว์ป่าที่ดุร้าย กลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
หากจู๋อิ่งต้องพึ่งพานางทุกอย่าง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ก็ไม่เหมาะสมที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ และไม่คู่ควรที่จะเป็นสหายร่วมรบกับนาง
ภายในห้องของเรือนหลัก
ฮูหยินสวี่กับสวี่โหรวเจิงกำลังโอบกอดกัน ร้องไห้ฟูมฟายพร้อมกัน
“ท่านแม่ หากไม่ใช่เพราะข้าเสแสร้งหมดสติ วันนี้คาดว่าคงไม่มีชีวิตกลับมาพบหน้าท่านกับท่านพ่อได้อีกแล้ว”
“เด็กดี เจ้าต้องเผชิญเรื่องชอกช้ำใจที่หนักหนาเช่นนี้ อย่าเอ่ยอะไรอีกเลย นอนพักผ่อนให้ดีๆ”
“แต่ว่า…พี่หญิงไม่ยอมรับข้า ข้าไม่ควรทำให้ท่านกับท่านพ่อต้องหนักใจ ท่านส่งข้าออกไปเถอะ”
“ไม่ได้!” ฮูหยินสวี่อารมณ์เสียขึ้นมา “ที่นี่ก็คือบ้านของเจ้า อย่าเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้อีก หัวใจของแม่เจ็บปวดเจียนตาย!”
สวี่โหรวเจิงซบอยู่ในอ้อมอกของฮูหยินสวี่ แล้วก็ร้องไห้ฟูมฟายขึ้นมาอีกครั้ง
เวยกั๋วกงขมวดคิ้วอยู่ด้านข้าง สีหน้าเยือกเย็นโหดเหี้ยม
“นึกไม่ถึง จิ้งยางจะใจกล้าถึงเพียงนี้ นางแกล้งตายที่ชายแดนแล้วกลับมาบ้าน ไม่บอกกล่าวพวกเราสักคำ ทำให้พวกเราตั้งรับไม่ทัน!”
เสียงร้องไห้สวี่โหรวเจิงค่อยๆเงียบลง เอ่ยอย่างอ่อนแรงว่า “ใช่แล้ว พี่หญิงอายุยังน้อย หากอยู่ที่ชายแดนต่อไป สร้างผลงานอีกสิบปี ก็ถือว่าเพียงพอ”
ได้ยินดังนี้ เวยกั๋วกงก็ตบโต๊ะอย่างแรง เอ่ยอย่างเสียดาย ความโกรธในใจสามส่วน ก็พลุ่งขึ้นมาเป็นเจ็ดส่วน
ถ้าสร้างผลงานอีกสิบปี เขาก็มีหวังได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางชั้นสูงสุด
เวยกั๋วกงมีเพียงแค่ชื่อเสียงเท่านั้น หากได้กลายเป็นไท่ฟู่หรือไท่ซือ ถึงจะถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงแท้จริงที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์!
แต่ทว่า สวี่จิ้งยางก็ดันกลับมาในเวลานี้ และยังไม่ปรึกษาเขาสักคำ!
ฮูหยินสวี่หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาที่หางตา
“นางได้กลับมาแล้ว อย่างไม่มีทางให้ถอย ไม่อาจส่งกลับชายแดนได้อีก ส่งนางไปยังบ้านแม่ของข้าที่จี้โจวให้สิ้นเรื่อง”
“ไม่ได้ องค์หญิงใหญ่รู้ว่านางคือน้องสาวฝาแฝดของหานเอ๋อร์ หากส่งนางไป อาจจะถูกครหาได้” เวยกั๋วกงส่ายหน้า
“แล้วควรจะทำอย่างไร?” ฮูหยินสวี่ร้อนใจ “จะส่งเจิงเอ๋อร์ไปไม่ได้ นางอยู่กับพวกเรามาสิบปี ยังรักษาขาของท่านจนหายดี”
เวยกั๋วกงเอามือไขว้หลัง เดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง
สวี่โหรวเจิงมองดูสีหน้าสองสามีภรรยา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ให้พี่หญิงอยู่ต่อเถอะ ข้าจะไม่แย่งชิงอะไรกับนางและยอมนางทุกอย่าง”
ฮูหยินสวี่ตาแดงขึ้นมาฉับพลัน โอบไหล่ของสวี่โหรวเจิง “เช่นนี้จะทำให้เจ้าชอกช้ำใจจนเกินไป”
“ขอเพียงทำให้พ่อแม่ไม่ลำบากใจ เจิงเอ๋อร์ทนชอกช้ำใจเล็กน้อยจะเป็นไร? ครอบครัวเดียวกันอยู่อย่างปรองดองจะดีกว่า”
สองแม่ลูกโอบกอดกันร้องไห้ขึ้นมา
“พอแล้ว! หยุดร้องได้แล้ว นางกลับมาก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร ขอแค่นางเชื่อฟังทำตัวดีๆไม่สร้างปัญหา เจ้าส่งคนเฝ้าดูนางให้ดี” เวยกั๋วกงเอ่ย
ฮูหยินสวี่กำลังจะพยักหน้า พ่อบ้านก็คุกเข่าเอ่ยรายงานอยู่หน้าประตู
“นายท่าน ฮูหยิน แย่แล้ว คุณหนูใหญ่ให้คนทุบทำลายเรือนของคุณหนูโหรวเจิง!”
“อะไรนะ?” เวยกั๋วกงลุกขึ้นมาอย่างตกใจ
สวี่โหรวเจิงดึงแขนเสื้อเขาไว้ “ท่านพ่อ ท่านอย่าโกรธพี่หญิงเลย ข้าจะสละเรือนให้นาง”
เวยกั๋วกงสะบัดแขน ตวาดอย่างโมโห “เพิ่งกลับมาก็วางอำนาจบาตรใหญ่ ครั้งนี้หากข้าไม่จัดการนาง นางก็จะยิ่งเหิมเกริมกันไปใหญ่!”
เอ่ยจบ ก็ให้พ่อบ้านไปเชิญกฎตระกูลมา และก้าวฝีเท้าใหญ่ออกไป
ฮูหยินสวี่ประคองสวี่โหรวเจิงอย่างสงสาร “เอาล่ะ เรื่องนี้เจ้าอย่าห้ามอีกเลย นางทำให้เจ้าต้องอับอายต่อหน้าองค์หญิงใหญ่ พ่อเจ้าไปสั่งสอนนางสักครั้งก็ถือว่าเป็นเรื่องสมควร”