ตอนที่ 2690
บทที่ 1017.2 กวานเต๋าของใครเหมือนดอกบัวผลิบาน
October 21, 2026
บทที่ 1017.2 กวานเต๋าของใครเหมือนดอกบัวผลิบาน
ลู่เฉินร ้อนใจจนเกือบจะยกเท้าขึ้นมาแคะเล็บ “อย่ามัวอึ้งอยู่สิ เงิน เกล็ดหิมะถุงหนึ่งมอบให้ปรมาจารย์ชีและพี่หญิงหลวี่เป็ นค่าใช ้จ่ายใน การคุ้มกัน เงินร ้อนน้อยถุงหนึ่งคืนให้กับแม่นางโจว”
ชีซ่งหัวเราะหึหึ ยื่นมือมาลูบหน้าทองกลมป่องของตัวเอง
หลวี่โม่ขมวดคิ้วน้อยๆ นักต้มตุ๋นสองคนนี้โผล่มาจากไหน เด็ก หนุ่มแซ่เฉินผู้นั้นคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่จริงๆ หรือ?
โจวชิวยิ้มเอ่ย “บางทีนักพรตลู่อาจจาผิดไป เงินร ้อนน้อยถุงนั้น จึงจะเป็ นค่าคุ้มกันที่ข้าตกลงกับคุณชายเฉินเอาไว้”
“พี่น้องกันเองก็ยังหลอกกันได้ลงคอหรือ?! ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอก ว่าได้เงินเกล็ดหิมะมาแค่ถุงเดียวหรือไร?”
นักพรตหนุ่มถลึงตาใส่ แต่จากนั้นใบหน้าก็เต็มไปด้วยความ กระเหี้ยนกระหือรือสายตาร้อนระอุ ถูมือเอ่ยว่า “คนตายเพราะ ทรัพย์สิน นกตายเพราะอาหาร เวลาปกติเอาศีรษะไปผูกไว้กับเข็ม ขัดกางเกง กาจัดปีศาจปราบมารไปทั่วเพิ่งจะได้เงินเกล็ดหิมะมากี่ เหรียญเอง เงินร ้อนน้อยหนึ่งถุง! การคุ้มกันครั้งนี้ ผินเต้ารับไว้แล้ว! ไม่รบกวนพี่หญิงหลวี่ให้ต้องออกเดินทาง…”
หลวี่โม่สีหน้าไร ้อารมณ์ ยกชามเหล้าขึ้น แต่กลับบิดหมุนปลาย เท้าเบาๆ ทันใดนั้นนักพรตหนุ่มก็กระเด็นออกไปทั้งคนทั้งเก้าอี้ นาง ประหลาดใจเล็กน้อย นักพรตผู้นี้อ่อนแอมิอาจทานแรงลมได้ถึงเพียง นี้เชียวหรือ?
นางเพียงแค่พลิกหมุนข้อมือ พายุลมกรดระลอกหนึ่งก็เข้าไป “รองรับ” ระหว่างนักพรตและผนังไว้ได้อย่างพอเหมาะพอดี ร่าง นักพรตหนุ่มกระแทกลงพื้น ลุกขึ้นได้ก็ใช ้มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือหนึ่ง ยกขึ้น พูดเสียงสั่น “ไม่เป็ นไร…โอ้ย ไม่เป็ นไร ไม่ถือว่าไม่เป็ นไร แค่ เอวเคล็ดเล็กน้อย เรื่องเล็ก เรื่องเล็กน้อย!”
เด็กหนุ่มสะพายกระบี่ไม่สะทกสะท้าน เพียงแค่เงยหน้าขึ้นกล่าว “แม่นางหลวี่ละลาบละล้วงหยั่งเชิงเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะเจอตะปูแข็งบ้าง หรือไร? หรือจะบอกว่าผู้ฝึกยุทธที่เป็ นเค่อชิงของสกุลจางเขตเทียน เฉาล้วนนิสัยเจ้าอารมณ์กันแบบนี้?”
ชีซ่งพยักหน้ายิ้มกล่าว “หาเงินด้วยความปรองดอง หาเงินด้วย ความปรองดอง หลวี่โม่ รีบขอโทษนักพรตลู่เร็วเข้า สหายน้อยเฉิน พูดได้ถูกต้องออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอกต้อง ทาดีกับคนอื่น จะเอา แต่รู ้สึกว่าคนทั้งใต้หล้าเป็ นพวกชั่วช ้ามีแต่เจตนาร ้ายไม่ได้”
หลวี่โม่ลุกขึ้นกุมหมัดเอ่ย “ล่วงเกินแล้ว”
นักพรตหนุ่มหิ้วม้านั่งเล็กตัวหนึ่งขึ้นมา เดินโซเซกลับมานั่งที่ เดิม ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “คนครอบครัวเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน ตีเพราะ สนิทใจด่าเพราะรัก พี่หญิงหลวี่…”
ปากพูดจาไม่เป็ นการเป็ นงาน แต่จู่ๆ นักพรตหนุ่มกลับหน้า เปลี่ยนสี แม่นางน้อยกล้าสามหาวใส่นายท่านเช่นนี้ เล็งให้แม่นยา แล้ว…กระโดดพรวดออกไป เอาม้านั่งเป็ นอาวุธลับกระแทกเข้าใส่ หลวี่โม่ ผลคือถูกสตรีที่เป็ นผีเดินอ้อมโต๊ะมาแค่ไม่กี่ก้าว มือหนึ่งยื่น มาคว้าม้านั่ง โยนลงพื้น จากนั้นเดินมาหยุดตรงหน้านักพรต ถอง ศอกใส่หน้าอกของอีกฝ่ าย ถองจนสองเท้าของนักพรตลอยพ้นผืน ร่างทั้งร่างลอยอยู่กลางอากาศแล้วไปหล่นอยู่ในห้องหลักของเรือน แผ่นหลังกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะแปดเซียน เกิดเสียงลั่นดังตุ้บ หน้า คว่ากระแทกพื้น นักพรตร ้องโอดโอยอยู่พักใหญ่ก็ยังลุกไม่ขึ้น พูด เสียงอู้อี้ว่าเอวหักแล้ว น้องเฉินช่วยข้าด้วย
เด็กหนุ่มสะพายกระบี่ควักเงินเทพเซียนสองถุงออกมา โยนไว้บน โต๊ะ “ในเมื่อชอบหาเรื่องนักก็เอาไป”
โจวชิวเหลือบมองถุงเงินสองใบที่อยู่บนโต๊ะ คิ้วกิ่งหลิวของนางตั้ง ชัน สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งกว่าจะข่มกลั้นอารมณ์ไว้ได้อย่างไม่ ง่าย ไม่ได้เปิดปากพูดแฉอีกฝ่ าย ช่างเถอะเงินร ้อนน้อยหายไปแค่ ไม่กี่เหรียญก็ถือเสียว่าเป็ นค่าเดินทางที่เฉินเหรินคุ้มกันหนีชิงมาส่งที่ เมืองเล็กแล้วกัน
หลวี่โม่เก็บเงินร ้อนน้อยถุงนั้นใส่ไว้ในชายแขนเสื้อแล้วค่อยโยน เงินเทพเซียนอีกถุงหนึ่งให้กับหนีชิง ยิ้มเอ่ยว่า “นังหนู พวกเรา สามารถออกเดินทางกันได้แล้ว”
โจวชิวกล่าว “หลิวเถี่ย ไปส่งหน่อย”
ชายฉกรรจ์สวมเสื้อเกราะวางชามเหล้าลง
หนีชิงท าท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด เห็นว่าพี่หญิงโจวเหมือนจะโกรธก็ ได้แต่หยิบร่มกระดาษน้ามันและห่อสัมภาระขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ติดตาม สตรีออกไปจากเรือนด้วยกัน หันกลับไปมอง พี่หญิงโจวพยักหน้าให้ นาง เด็กหนุ่มสะพายกระบี่ตีหน้าเคร่งดื่มเหล้า นักพรตที่สวมกวาน เต๋าดอกบัวไว้บนศีรษะนอนฟุบอยู่ที่ธรณีประตูห้องหลัก โบกมือมา ทางนาง ถึงกับยังยิ้มได้อีก
เดินอยู่ในตรอกเล็ก เด็กสาวนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ก็ฝืนร่ายวิชา เสียงในใจ เอ่ยว่า “ท่านลุงหลิว นักพรตลู่ผู้นั้น กวานเต๋าบนศีรษะของ เขาประหลาดนัก ข้าไม่เคยเห็นในเมืองเล็กมาก่อน”
เคยได้ยินพี่หญิงโจวพูดว่านักพรตที่มีเอกสารรับรองการออก บวชอย่างถูกต้องล้วนมีข้อพิถีพิถันในการแต่งกาย มิอาจล้าเส้นได้ แม้แต่น้อย หาไม่แล้วหากถูกจับได้ก็จะต้องกินข้าวแดงในคุก เหมือน อย่างกวานเต๋าของฉีเทียนจวินแห่งสานักโองการเทพที่เป็ นรูปหาง ปลา หนึ่งสานักมีสายผู้สืบทอดหลากหลาย เพียงแต่ว่านักพรตหนุ่ม แซ่ลู่กลับเป็ นกวานดอกบัว ทางฝั่งของเมืองเล็กแห่งนี้ก็มีผู้ฝึ ก
ลมปราณบางส่วนที่มีชาติกาเนิดมาจากภูตที่ชอบแต่งกายเป็ น “นาย ท่านนักพรต” อยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยมีใครสวมกวานเช่นนี้
หลิวเถี่ยหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย ยิ้มถามว่า “หมายความว่าไง?”
หนีชิงกล่าว “กวานเต๋าเหมือนดอกบัวที่ผลิบาน”
หลิวเถี่ยหยุดเดิน สีหน้าซับซ ้อน รู ้สึกสองจิตสองใจขึ้นมา กะทันหัน
หากเขาจาไม่ผิด ในแจกันสมบัติทวีปแห่งนี้ นักพรตที่มี คุณสมบัติจะสวมกวานดอกบัว นอกจากอารามเต๋าเล็กไม่กี่แห่งบน ภูเขาของสานักโองการเทพที่ไม่มีชื่อเสียง ควันธูปบางเบาแล้วก็มีแค่ อารามหลิงเฟยของราชวงศ์ต้าซวงเก่าเท่านั้น อดีตเจ้าอารามคือ เซียนจวินเฉาหรง เพียงแค่เพราะเขาคือลูกศิษย์ของเจ้าลัทธิลู่ของป๋ า ยอวี้จิงจึงสวมกวานดอกบัวไว้บนศีรษะด้วยเหตุนี้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ ได้รับธรรมโองการในอารามจึงได้รับเกียรตินี้ไปด้วย และนี่ยังเป็ น เรื่องลับบนภูเขาที่หลิวเถี่ยได้ยินมาจากโจวชิวอีกที
จุดที่ลี้ลับมากที่สุดนั้นอยู่ที่ในสายตาของหลิวเถี่ยแล้ว นักพรต หนุ่มผู้นั้นไม่ได้สวมกวานเต๋าอะไรเลย!
หากเขามองเวทอ าพรางตาไม่ออกก็ยังไม่เท่าไร แต่โจวชิวคือผู้ ฝึกตนขอบเขตประตูมังกรที่มีวิชาสืบทอดลึกล้า นางจะมองพลาดได้ อย่างไร?
คนแซ่ลู่ผู้นั้น หากไม่ใช่ผู้ฝึกตนอิสระที่ขวัญกล้าเทียมฟ้ าไม่กลัว ตาย ก็ต้องเป็ นนักพรตบนทาเนียบที่มาจากอารามหลิงเฟย?!
หลิวเถี่ยเป็ นคนคิดอ่านรอบคอบ เขายังคงเดินหน้าต่อไปแต่ถาม เหมือนไม่ใส่ใจว่า “แม่นางหลวี่มองระบบสืบทอดและรากฐานบนภูเขา ของนักพรตคนนั้นออกไหม?”
หลวี่โม่ยิ้มกล่าว “ก็คือนักต้มตุ๋นยากจนคนหนึ่ง แต่เป็ นผู้ฝึ ก ลมปราณจริงๆ เป็ นศาสตร ์ชักนาและวิชาการหายใจที่ช่วยให้ร่างกาย แข็งแรงอยู่บ้าง การลงมือสองครั้งของข้าในจานบ้านก่อนหน้านี้ออก แรงอย่างเหมาะสม หากเป็ นผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลางจริงก็ไม่น่าจะมี สภาพกระเซอะกระเซิงเช่นนั้น หากจะบอกว่าเขาแสร ้งทา ก็คงไม่ถึง ขั้นนั้น ด้วยความสามารถในการมองคนของอาจารย์ข้า นอกจาก เซียนดินแล้วก็ไม่มีใครที่จะหลอกท่านผู้อาวุโสได้ หากจะบอกว่าเขา เป็ นเทพเซียนพสุธาที่ชอบท่องเที่ยวพเนจรจริงๆ ไม่ว่าจะคาพูดและ การกระทา คิดดูแล้วก็คงไม่น่าจะลดเกียรติตัวเองถึงขนาดนี้”