ตอนที่ 2737
บทที่ 1031.2 พบเจอในยุทธภพบอกกล่าวถึงความ ยากล าบาก
October 21, 2026
คนพายเรือเฒ่าบอกลาซิ่วไฉเฒ่าแล้วหันหัวเรือกลับ ร ้องเพ้ย อย่างดัง “ข้าผู้อาวุโสหวังดีวิ่งมาอวยพรเจ้าถึงที่นี่ ผลคือดวงตาเจ้า กลับไปงอกอยู่บนหัวกบาล น่าหงุดหงิดนักเจ้ามันไม่ใช่คน”
ใบหน้าอวี๋เสวียนเต็มไปด้วยรอยยิ้มจืดเขื่อน ไม่กล้าด่ากลับ
ซิ่วไฉเฒ่าตามองจมูก จมูกมองใจ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
กู้ชิงซงพลันหันหน้ากลับมา “ซิ่วไฉเฒ่า เจ้าเป็ นคนดีมาก เมื่อ เทียบกับคนบางคนแล้วตาแหน่งของพวกเจ้าสองคน อันที่จริงต้อง สลับกัน นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าหนึ่งคือฟ้ าหนึ่งคือดินอย่างสมชื่อ หากว่าไม่มีคนบางคนเป็ นสหายก็จะดียิ่งกว่านี้ วันหน้าไปหาข้า พวก เราสองพี่น้องดื่มสุราดีๆ ด้วยกันสักมื้อ ไม่เมาไม่เลิกรา ไม่แน่ว่าอาจ ได้ดื่มสุรามงคลของข้าก็ได้”
ซิ่วไฉเฒ่ารีบกล่าว “ได้เลยๆ แน่นอนๆ”
รอกระทั่งกู้ชิงซงถ่อเรือกลับไปยังโลกมนุษย์แล้วก็ตรงดิ่งไปที่เรือ ข้ามฟากเกาะกุ้ยฮวาลานั้น
ซิ่วไฉเฒ่าถึงได้กลับมาอยู่ข้างกายอวี๋เสวียน ยิ้มถาม “เกิดอะไร ขึ้น เมื่อก่อนท่านเคยมีเรื่องกับสหายเซียนฉาหรือ?”
ใบหน้าของอวี๋เสวียนเต็มไปด้วยความอัดอั้น “ปัญหาคือจนถึง ตอนนี้ผินเต้าก็ยังไม่รู ้ว่าทาไมปีนั้นเจ้าหมอนี่ถึงต้องไปดักหน้าประตู รอด่าข้าด้วย”
ซิ่วไฉเฒ่าถามอย่างประหลาดใจ “ด่าอะไรท่าน?”
อวี๋เสวียนกล่าว “ความหมายคร่าวๆ ก็คือด่าว่าผินเต้าคานบนไม่ ตรงคานล่างเอียง”
ซิ่วไฉเฒ่ายิ้มเอ่ย “ใครให้พี่ใหญ่อวี๋มีศิษย์ลูกศิษย์หลานมากมาย ขนาดนั้นกันเล่า ถูกสหายเซียนฉาด่าแบบนี้ ก็คงรู ้สึกใจฝ่ ออยู่บ้าง จริงๆ สินะ”
อวี๋เสวียนทอดถอนใจ
คนที่สามที่มาแสดงความยินดีคือจื้อเซิ่งแห่งเส้าหลิง อาจารย์ผู้ เฒ่าสวี่ที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้า แม้ว่าผู้เฒ่าจะไม่ติดอันดับ อริยะปราชญ์ผู้มีเทวรูปของศาลบุ๋น แล้วก็ไม่อยู่ในระบบสืบทอดสายบุ๋ นของลัทธิขงจื๊อ แต่อาจารย์ผู้เฒ่าสวี่กลับเป็ นบัณฑิตที่มีคุณูปการ ยิ่งใหญ่อย่างมาก ไม่ต่างจากผู้เฒ่าคนที่นั่งบัญชาการณ์อยู่ในป๋ า ยอวี้จิงจ าลองของแจกันสมบัติทวีปทุกวันนี้ ต่างก็ถือว่าเป็ นคนที่เก็บ ตัวสันโดษอย่างแท้จริง
รอกระทั่งอาจารย์สวี่ทักทายปราศรัยกับอวี๋เสวียนเสร็จแล้ว ใน ที่สุดซิ่วไฉเฒ่าก็มีโอกาสเปิดปาก เขายกนิ้วโป้ งเอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “อาจารย์สวี่ ท่านไม่รู ้อะไร ทุกครั้งที่ลูกศิษย์ปิดส านักของข้าพูดถึง
ท่าน ความนับถือเลื่อมใสนั้นก็เอ่อล้นออกมาจากทั้งคาพูดและสีหน้า คืออย่างนี้เลยนะ!”
อาจารย์ผู้เฒ่าสวี่ยิ้มเอ่ยเรียบๆ ว่า “เหวินเซิ่งเรียกชื่อข้าก็พอ แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้าเองก็ไม่คู่ควรกับค าชมของเฉินอิ่นกวาน ด้วย”
ซิ่วไฉเฒ่าถอนหายใจ พูดด้วยสายตาฉายแววไม่พอใจว่า “อิ่นก วานอะไรกัน ห่างเหินเกินไปแล้ว ในเมื่อพวกเราสองคนที่นับ ตามลาดับอาวุโสแล้วก็เป็ นพี่น้องกันได้ ท่านก็คิดเสียว่าเฉินผิงอันคือ เด็กในตระกูลแล้วกัน วันหน้าเจอหน้ากันเรียกเขาว่าหลานชายก็ได้ แล้ว”
พอคาพูดนี้หลุดออกมา อาจารย์สวี่ก็ไม่รู ้แล้วว่าควรจะตอบ อย่างไรดี
คนทั้งใต้หล้าล้วนรู ้จักนิสัยและการเข้าข้างคนกันเองของเหวิน เซิ่งเป็ นอย่างดี หากเจ้าเกรงใจเขา เขาจะไม่เกรงใจเจ้าแน่นอน
จากนั้นก็เป็ นเจ้าขุนเขาคนปัจจุบันของสานักต้าผู้ใบถงทวีป มี ชาติก าเนิดเป็ นเจียวเฒ่าหมื่นปี เฉิงหลงโจว
เคยเป็ นแขกประจ าของนอกฟ้ า
แล้วพวกเขาก็พูดคุยกันไปถึงเรื่องของการขุดเจาะลาน้าใหญ่ใน ใบถงทวีปอย่างเป็ นธรรมชาติ
ซิ่วไฉเฒ่าปลาบปลื้มอย่างยิ่ง “หากจะพูดถึงคาพูดห้าวเหิม วีรกรรมยิ่งใหญ่ ลูกศิษย์ปิดสานักของข้าคนนี้พูดไม่เยอะ แต่กลับลง มือท าเยอะกว่า”
เฉิงหลงโจวยิ้มเอ่ย “เรื่องชดเชยความเสียหายให้กับใบถงทวีป เฉินอิ่นกวานช่างท าให้คนนับถือยิ่งนัก”
ซิ่วไฉเฒ่าเงียบไปพักใหญ่ ก่อนยิ้มเอ่ย “ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน เป็ นภาระหน้าที่ที่มิควรเกี่ยงงอน ครามเกิดจากต้นครามแต่สีเข้มกว่า คราม”
จากนั้นก็เป็ นเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป ผู้ฝึกตนมีพรสวรรค์คนหนึ่ง ที่เคยถูกมองว่าขอบเขตสิบสี่คือของในกระเป๋ าของเขา
หลังจากที่เจ้าแห่งยอดเขาเจ็ดสิบสองแห่งจากไปก็มีผู้ฝึ กตน ใหญ่ทยอยมาแสดงความยินดีที่นี่อีกเรื่อยๆ แม้กระทั่งขอบเขตบิน ทะยานลัทธิเต๋าของใต้หล้ามืดสลัวก็ยังมากันหลายคน
คนสุดท้ายที่มาร่วมแสดงความยินดีคือภิกษุเสินชิงที่มีฉายาว่า หลวงจีนน้าแกงไก่
“ท่านภิกษุใหญ่ ในใจของพวกเราต้องมีใช่กับไม่ใช่ ต้องมีถูกผิด ก่อน ใช่ไหม?”
“ใช่กระมัง”
……
ภูเขาลั่วพั่ว โต๊ะหินริมหน้าผานอกเรือนไม้ไผ่
เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูกับแม่นางน้อยชุดดาที่สะพายกระเป๋ า ผ้าฝ้ ายกาลังนั่งชมดวงจันทร ์ด้วยกัน พวกนางกระซิบพูดคุยกันราว กับมีเรื่องให้คุยไม่จบสิ้น
ของกินเล่นในคืนนี้ไม่ใช่ขนมกับเมล็ดแตง แต่เป็ นกลีบดอกไม้ ที่มาจากดอกชบาแดงล้วนเป็ นของรางวัลที่ผู้พิทักษ์ฝ่ ายขวาได้มา จากการออกลาดตระเวนภูเขาเพียงล าพังในค่าคืนนี้
ม้านั่งหินข้างโต๊ะไม่เตี้ย หน่วนซู่สามารถวางสองเท้าแนบพื้นได้ พอดี แต่แม่นางน้อยที่ตัวเตี้ยกว่าหน่อยกลับต้องนั่งเท้าลอยพื้น
หมี่ลี่น้อยพลันฟุบกายลงบนโต๊ะ บอกให้พี่หญิงหน่วนซู่ยื่นมือ ออกมา หน่วนซู่ไม่เข้าใจแต่ก็ยังยื่นมือออกไป หมี่ลี่น้อยยกฝ่ ามือขึ้น เป่ าลมใส่เบาๆ ก าเป็ นหมัดแล้วแกว่งแรงๆ สองสามที จากนั้นตบลง บนมือของพี่หญิงหน่วนซู่ พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เผยเฉียนบอกว่า ยอดฝี มือทั้งหลายที่เดินบนหลังคาไต่กาแพงได้ สามารถถ่ายทอด ก าลังภายในหกสิบร ้อยปีให้คนอื่นได้อย่างง่ายดาย ข้าน่ะเรียนวรยุทธ ไม่เก่ง แต่ว่า! ฝ่ามือนี้ของข้ามีกลิ่นอายเซียนนะ พี่หญิงหน่วนซู่ มอบ ให้ท่านแล้ว รับไว้ให้ดี รับไว้ให้ดี!”
หน่วนซู่ยังคงมึนงงอยู่เหมือนเดิม แต่กระนั้นก็ยังกาฝ่ ามือเป็ น หมัด ยิ้มพูดด้วยน้าเสียงอ่อนโยนว่า “รับไว้แล้ว”
แม่นางน้อยพยักหน้า ยกสองแขนกอดอก ผินตัวเบี่ยงข้าง หัน หน้าไปนอกหน้าผาแกว่งเท้าทั้งสอง ส้นเท้าเคาะกับม้านั่งหินครั้งแล้ว ครั้งเล่า พูดอย่างใส่อารมณ์ว่า “อันที่จริงน่ะ เดิมทีคิดจะมอบให้เผย เฉียน แต่นางไม่ลับบ้านนานขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็จะโทษข้าไม่ได้ แล้วนะ”
้