ตอนที่ 2743
บทที่ 1032.4 เสี่ยงดวงแพ้ไปครึ่งหนึ่ง
October 21, 2026
“ปี นี้เจ้ามองหนิงจื๋อย่างไร ปี นั้นพวกเราก็มองเจ้าเฉินผิงอัน เช่นนั้น” ลู่เฉินกล่าว “หากตอนที่ข้าตั้งแผงดูดวงอยู่ในเมืองเล็กแล้วบอก กับเจ้าว่า เจ้าจะมีสภาพการณ์อย่างในทุกวันนี้ เจ้าจะกล้าเชื่อไหม?” ในความเป็ นจริงแล้วคนรุ่นเยาว์ของถ้าสวรรค์หลีจู มีหลายคนที่ ได้นั่งลงบนโต๊ะเดิมพันมานานแล้ว ถึงขั้นที่ว่ายังมีลูกรักแห่งสวรรค์ หลายคนที่จนถึงนาทีสุดท้ายถึงจะเดิมพันแพ้ทั้งหมด เฉินผิงอันเอ่ย “ประสบผลสาเร็จอย่างในวันนี้ได้ เดินทีละก้าวจน มาถึงขั้นนี้ ความโชคดีมีส่วนมากที่สุด” ลู่เฉินหัวเราะ “ในหลายใต้หล้าของทุกวันนี้ บางทีในคนร ้อยคน อาจมีคนเก้าสิบเก้าคนที่คิดเช่นนี้ คนที่เหลืออยู่หากไม่ใช่คนรู ้จักเก่า อย่างข้า ก็เป็ นคนที่ใกล้ชิดกับภูเขาลั่วพั่วเพราะถึงอย่างไรสุภาษิตก็ บอกไว้ว่า ในชะตาควรมีข้าวแค่แปดเซิง เดินไปทั่วใต้หล้าก็ไม่เต็ม โต่ว” (ภาชนะส าหรับใส่ข้าวสาร) เฉินผิงอันพยักหน้า ลู่เฉินยกตะเกียบขึ้น เหลือบตามองเกาเนี่ยง ยิ้มเอ่ยว่า “วันหน้า เจ้าก็เตือนเขาสักหน่อยว่า นิสัยเสียๆ อย่างตอนคีบกับข้าวออกจากจานแล้วต้องสะบัดกลางอากาศสามทีควรจะปรับปรุงได้แล้ว คนนั่ง ร่วมโต๊ะเห็นบ่อยเข้าจะรังเกียจเอาได้” เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก็แค่ดื่มจนเมาเท่านั้น” ลู่เฉินวางตะเกียบลง เคี้ยวอาหารที่อยู่ในปากอย่างละเอียด “ชีวิต คนเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีดอกไม้นับพันเบ่งบานพร ้อมกัน เพียงแค่ ว่าเมื่อหล่นร่วงไปตามสายลม แต่ละดอกก็จะมีที่ให้ร่วงหล่นลงไป มี ทั้งที่พอหล่นลงพื้นแล้วก็ถูกเหยียบย่ากลายเป็ นฝุ่ นใต้ต้นไม้ เหมือน คนตายที่ต้องกลับสู่บ้านเกิด แล้วก็มีทั้งที่ลอยไปตามน้ากระทั่งลอย ไปห่างไกลเหมือนนักเดินทางที่ไม่ได้กลับบ้านเกิด มีทั้งที่พัดผ่าน หน้าต่างหล่นลงบนเตียงนอน แล้วก็มีทั้งข้ามกาแพงรั้วไปหล่นอยู่ใน กองน้าครา มีไกลมีใกล้ มีสูงศักดิ์มีต่าต้อย อริยะปราชญ์ลัทธิขงจื๊อ ของพวกเจ้ากล่าวไม่ว่านี่ไม่ใช่ผลกรรม แต่อันที่จริงตามความเห็น ของข้า ไยจะไม่ใช่รูปแบบตายตัวอย่างหนึ่งเล่า แม้กระทั่งอริยะสมัย โบราณที่ใช ้มหามรรคาบ่มเพาะหมื่นสรรพสิ่งก็ยังมิอาจหลุดพ้น” เกาเนี่ยงคล้ายจะสะดุ้งตื่นขึ้นมากะทันหัน อยู่ดีๆ ก็ตะเบ็งเสียงดัง ลั่น “หากโชคชะตามาเยือน ก็จงพร ้อมรับและควบคุมมัน!” พูดจบก็ทิ้งหัวนอนหลับไปอีกครั้ง นายท่านเทพลาคลองไม่ลืม ยื่นมือไปคลากาเหล้าตรงเอวแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า รวยแล้ว รวยแล้ว เฉินผิงอันตกใจสะดุ้งโหยง เมาจริงหรือไม่จริง? หลับจริงหรือ แกล้งหลับ?ลู่เฉินกลั้นขาไม่ไหว ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าก็ว่าแล้วเชียว พี่ใหญ่เกาคือ คนที่มีความสามารถที่แท้จริง พูดจาจากใจจริงหลังเมามายก็หนีไม่ พ้นเช่นนี้เอง” ภูเขาลั่วพั่วแห่งหนึ่งที่เป็ นดั่ง “น้าลดหินผุด” คนเฝ้ าประตูสองรุ่น เจิ้งต้าเฟิง นักพรตเซียนเว่ย เสี่ยวโม่ ป๋ ายจิ่งแห่งเปลี่ยวร ้างที่ใช ้นามแฝงว่าเซี่ยโก่ว ผู้ฝึกกระบี่ ขอบเขตบินทะยานสองคน คนหนึ่งยอดเขาคนหนึ่งขั้นสมบูรณ์แบบ ยังมีเด็กชายผมขาว คงโหวที่รับหน้าที่เป็ นขุนนางผู้เรียบเรียง ต ารา คือเทวบุตรมารนอกโลกขอบเขตบินทะยานตนหนึ่ง บวกกับคนหนุ่มสาวและพวกเด็กๆ ที่ทยอยกันเข้ามาสู่ภูเขาถั่ว ทั่ว ล้วนเป็ นดั่งพืชพรรณที่แตกหน่ องอกงามรับฤดูใบไม้ผลิ เจริญรุ่งเรืองอย่างมีชีวิตชีวา คือช่วงเวลาอันดีงามของหมื่นสรรพสิ่ง ลู่เฉินกล่าว “ก่อนหน้านี้อยู่ที่ยอดเขาโพโม่ เฉาหรงถามคาถาม ข้อหนึ่งกับข้าว่าศึกตรีจตุภายในของศาลบุ๋นครั้งนั้น ข้าโน้มเอียงไป ทางเหวินเซิ่งใช่หรือไม่” เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ความจริงเป็ นเช่นไร”ลู่เฉินพึมพ ากับตัวเอง “เล่าลือกันว่าในยุคบรรพกาล ในสายตา ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีการแบ่งแยกกลางวันกับกลางคืน”“เวลาหมื่นปีในยุคหลัง บนภูเขาของทุกวันนี้ต่างก็รู ้กันแค่ว่าจอม ปราชญ์น้อยที่สร ้างตัวอักษร หลี่เซิ่งแห่งไพศาลผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ เป็ นผู้แยกฟ้ าและดินออกจากกัน ถึงได้สะบั้นการเชื่อมติดกันของฟ้ า ดิน”“ในความเป็ นจริงแล้วการกระทานี้ของหลี่เซิ่งได้สะบั้นโอกาสที่ผู้ ฝึกตนบนโลกมนุษย์จะเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบหกไปอย่างสิ้นเชิง”“สาหรับเรื่องนี้บรรพจารย์สามลัทธิต่างก็รู ้กันดีอยู่แก่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์ของข้า เมื่อหมื่นปีก่อน ก่อนที่จะมี การประชุมริมล าคลองครั้งนั้น เขาก็อนุมานได้ผลลัพธ ์นี้แล้ว”“เมื่อโลกมนุษย์และจิตใจคนมีการแบ่งแยกความดีความเลว ก็มี ความต่างระหว่างฟ้ าและดินอย่างแท้จริงแล้ว”“ดังนั้นการที่เหวินเซิ่งบอกว่าสันดานเดิมของมนุษย์นั้นชั่วร ้าย มองดูเหมือนคุมเชิงอยู่กับหย่าเซิ่งที่บอกว่าสันดานเดิมของมนุษย์ดี งาม แต่แท้จริงแล้วกลับอาศัยสิ่งนี้มาร่วมแรงกับหย่าเพิ่งยันฟ้ าดินให้ ออกห่างจากกันไปอีกครั้ง”ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หยิบเหล้า ออกมาในโรงเรียนแห่งนี้ ตนได้ตั้งกฎข้อหนึ่งไว้ให้กับตัวเอง นั่นคือจะไม่ ใช ้เวทคาถาลู่เฉินยิ้มบางๆ กล่าวว่า “รู ้หรือไม่ว่าทาไมเหวินเซิ่งถึงลาเอียงรัก ลูกศิษย์ปิดส านักอย่างเจ้ามากที่สุด?”เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบลู่เฉินเอ่ยเนิบช ้าว่า “ชุยฉานฉลาดเกินไป ดังนั้นเขาจึงไม่มีความ อดทนต่อคนโง่บนโลกบวกกับที่เขามองการณ์ไกลมาก ดังนั้นจึงเต็ม ไปด้วยความกังวลต่อวิถีทางโลก เขาเคยต้องการอยากสะสางกับโลก ใบนี้ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะจับมือพูดคุยกันอย่างปรองดองกับโลกที่ ทาให้เขาผิดหวังอย่างถึงที่สุดใบนี้ ไปจากคนทุกคนที่เขาใส่ใจโดย ไม่บอกลา”“ซุยฉานควรจะมุ่งมั่นศึกษาพระธรรม ปฏิบัติต่อสรรพชีวิตด้วย จิตใจที่เท่าเทียมกันจากนั้นก็ข้ามผ่านอุปสรรคด้านตัวอักษร หลุด พ้นจากกรงขังฟ้ าดินไปอย่างสิ้นเชิง สาหรับเขาแล้วนี่เป็ นเรื่องที่ง่าย มาก”“จั่วโย่วใจกว้างกับมนุษย์ล่างภูเขามาโดยตลอด หาไม่แล้วก็ไม่มี ทางออกทะเลไปเยี่ยมเยือนเซียนเพียงลาพังเพียงแค่เพราะกังวลว่า ปราณกระบี่บินร่างจะไปส่งผลกระทบต่อโชคชะตาแห่งภูเขาสายน้า ของสถานที่ต่างๆ แต่เขากลับนิสัยไม่ดีต่อผู้ฝึ กลมปราณบนภูเขา เพราะส่วนลึกในจิตใจของเขารู ้สึกมาโดยตลอดว่าผู้ฝึกลมปราณควร มีจิตแห่งมรรคาที่คู่ควรกัน พูดง่ายๆ ก็คือการกระทาของคนคนหนึ่ง ต้องเท่าเทียมกับวิชาความรู ้ ดังนั้นจั่วโย่วที่หลังจากได้เรียนกระบี่ ยิ่ง เวทกระบี่สูงเท่าไร กลับยิ่งกลายเป็ นว่าเขามีชีวิตอย่างคิดไม่ตกมากเท่านั้น เพราะเขารู ้สึกว่าต่อให้เวทกระบี่จะสูงแค่ไหนก็มิอาจช่วยเหลือ อะไรใครได้”“เดิมจั่วโย่วควรฝึกบาเพ็ญตนอยู่ในภูเขาลึก ทิ้งคาว่าความรัก เพื่อนมนุษย์ ความถูกต้อง พิธีกรรมความเคารพ สติปัญญาความรู ้ และความไว้เนื้อเชื่อใจ (หลักคุณธรรมห้าประการของลัทธิขงจื๊อ) แสวงหาเพียงมรรคาและคุณธรรมเท่านั้น”“หลิวสือลิ่วนั้นเนื่องจากชาติกาเนิดและอายุขัย เขาจึงเป็ นคนที่ มองโลกมนุษย์อย่างไม่มีการแบ่งแยกดีเลวมากที่สุด ต่อให้ปีนั้นเขา จะกราบซิ่วไฉเฒ่าเป็ นอาจารย์ ก็แค่ยอมรับคนอย่างซิ่วไฉเฒ่า เพียงแค่นี้เท่านั้น”“ดังนั้นอันที่จริงศิษย์พี่จวินเชี่ยนคนนี้ของเจ้าจึงกลายเป็ นเทพ เจ้าได้ อย่างน้อยที่สุดก็มีระดับสูงได้ถึงสิบสองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงของ ยุคบรรพกาล”“ฉีจิ้งชุน น่าเสียดายที่สุด”“ส่วนเจ้า”กล่าวมาถึงตรงนี้ ลู่เฉินก็หยิบกาเหล้าว่างเปล่าบางใบบนโต๊ะ ขึ้นมา แหงนหน้าขึ้นเขย่าอย่างแรง ขยับปากจุ๊บจั๊บ ยิ้มตาหยี “เฉิน ผิงอัน เจ้าน่าสงสารมากจริงๆ”เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ลู่เฉิน เป็ นสหายกันมานานหลายปีแล้ว อย่า หวังว่าจะท าให้จิตแห่งมรรคาของข้าวุ่นวาย”“เยาว์วัยไม่เคยตามกระแสประเพณี นิสัยดั้งเดิมก็คือรักใน ธรรมชาติ วัยกลางคนสนใจในมรรคา ยามถึงวัยชราจึงตั้งรกรากอยู่ ชายแดนจงหนัน แม้อายุมากแล้วจะขี้หลงขี้ลืมแต่ไม่เคยลืมความรัก ความผูกพัน”้