ตอนที่ 2754
บทที่ 1036.2 ย่อมต้องมีเส้นทางที่กว้างขวาง
October 21, 2026
เฉินผิงอันขนลุกชันอยู่ในใจ ลู่เฉินเอ่ยประโยคพวกนี้จบก็อดด่ามารดาไปคาหนึ่งไม่ได้ ยื่นนิ้ว ออกมาเช็ดจมูก เขาถึงกับเลือดกาเดาไหล ลู่เฉินเงยหน้าขึ้นนวด คลึงจมูกเบาๆ หยุดเลือดก่อน แล้วคราวนี้ก็สบถด่าอย่างเต็มที่ ด่า ว่าโจวมี่คือวิญญาณสุนัขตามติดไม่ยอมไปไหน โจวมี่เจ้าแน่จริงก็มา สู้กับผินเต้าที่โลกมนุษย์สักครั้งสิ เจ้าตะพาบเอ้ย อาศัยว่ามีสรวง สวรรค์บรรพกาลเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม รังแกลู่เฉินที่ทั้งจิตหยิน และจิตหยางต่างก็ยังไม่กลับสู่ต าแหน่งจะถือว่ามีความสามารถได้ อย่างไร… เฉินผิงอันหันหน้ามามองลู่เฉิน ลู่เฉินโบกมือ หัวเราะร่าเอ่ยว่า “ไม่เป็ นไร ถึงอย่างไรก็อยู่ห่างกันไกลมาก เจ้าสุนัขโจวมี่ผู้นี้ออกแรง เต็มกาลังไม่ได้ เพียงแค่การโจมตีอย่างเต็มที่ของผู้ฝึกตนบนยอดเขา ขอบเขตสิบสี่เท่านั้น เหมือนฝนโปรยๆ ไม่เจ็บไม่คัน….. เฉินผิงอันเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “นักพรตลู่ เลือด ก าเดาไหลอีกแล้วเช็ดหน่อยเถอะ” ลู่เฉินยกมือเช็ดเลือดกาเดาอีกครั้งอย่างขุ่นเคือง จากนั้นก็ร่าย ยาวเหมือนสตรีปากร ้ายที่ชอบไปยืนด่าอยู่ริมถนน สาปแช่งให้ลูกชายของโจวมี่ไม่ได้พกไอ้จ้อนมาด้วย เดินบนถนนขอให้ถูกฟ้ าผ่า ตายไปแล้วก็ไม่มีเงินซื้อโลงศพ… เฉินผิงอันก าลังจะพูด ลู่เฉินพลันเปลี่ยนจากท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงมาเป็ นเปี่ยมไป ด้วยชีวิตชีวา พละกาลังเปี่ยมล้น “คิดอะไรน่ะ หากเปลี่ยนลู่เฉินใน สภาพจิตใจของเจ้าให้เป็ นโจวมี่ ยังเร็วเกินไปนัก เจ้าจะเอาโอกาส ชนะมาจากไหน อยู่บนสนามรบ หากทาอะไรใช ้แต่อารมณ์ เรื่อง อย่างการเอาหัวคนไปมอบเป็ นคุณความชอบทางการสู้รบให้ผู้อื่น เช่นนี้ ห้ามทาเด็ดขาดเลยเจ้าเคยเป็ นอิ่นกวานมาก่อน หลักการ เหตุผลที่ตื้นเขินแคนี้คงไม่ต้องให้ข้ามาคอยพูดให้ฟังกระมัง” เฉินผิงอันถาม “อาการบาดเจ็บเป็ นอย่างไร ลู่เฉินเดินอาดๆ พลางกล่าวว่า “ต่อให้จะสนิทกันแค่ไหน จะเป็ น มิตรสหายกันอย่างไรวันหน้าพวกเราสองพี่น้องก็ยังเลี่ยงที่จะไม่ ประลองมรรคกถากันไม่ได้ มีหรือจะปล่อยให้เจ้าได้รู ้ความตื้นลึกด้าน ความสามารถในการทนรับการทุบตีของผินเต้าแต่เนิ่นๆ” เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเมื่อนักพรตสู่พูดแบบนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้า ก็จะเชื่อตามนี้แล้วกัน” ลู่เฉินพยักหน้ารับอย่างแรง “เป็ นห่วงใครก็ไม่ต้องเป็ นห่วงผินเต้า วันนี้ผินเต้าขอคุยโวไว้ตรงนี้เลย!”เพราะเคยเข้าไปในหัวใจของเฉินผิงอันมาก่อน และลู่เฉินก็ยิ่ง เคยเผชิญหน้ากับบุคคลผู้นั้นมาแล้ว เขารู ้ดีว่ากุญแจสาคัญในการกักขังตัวเองของเฉินผิงอัน การที่ เขาสร ้างนครแห่งต าราขึ้นมาแห่งแล้วแห่งเล่า ภูเขาหนังสือทอดยาว หลายต่อหลายสาย ล้วนยังเป็ นเรื่องรองลงมาแต่เค้าโครงเส้นสายของ “ราวรั้ว” ที่ตัดสลับกันอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่านั่นต่างหากจึงจะเป็ นกุญแจ สาคัญที่ล้อมขังบุคคลผู้นั้นเอาไว้ เพราะเส้นสายทุกเส้นล้วนเป็ นการ “หลงลืม” ที่เฉินผิงอันจงใจ อาศัยสิ่งนี้ทาให้ลู่เฉินรู ้ว่าเหตุใดสองครั้งที่เฉินผิงอันพยายามจะ หวนกลับไปยังขอบเขตหยกดิบถึงได้ล้มเหลวทุกครั้ง ลู่เฉินเคยเอ่ยประโยคไร ้เจตนาประโยคหนึ่งว่า ความเคยชินที่ เกิดขึ้นใหม่ทุกอย่างล้วนเป็ นการหลงลืม เป็ นการทรยศตัวเองอย่าง หนึ่ง อีกทั้ง “จิตมาร” ของเฉินผิงอันก็ยิ่งอยู่ลึกลงไปอีกขั้น การที่เป็ น ศัตรูกับมันก็ต้องให้เฉินผิงอันเป็ นฝ่ ายหลงลืมบุคคลและเรื่องราวอันดี งามทั้งหลายที่อยู่บนเส้นทางชีวิตไปด้วยตัวเอง จิตมารนี้สามารถพูดได้ว่าเบาเหมือนขนห่าน ขอแค่ตัวเฉินผิง อันเองยินดีข้ามก้าวนั้นออกไป ผ่านด่านในใจนี้ไปได้ ทุกอย่างก็จะ ง่ายดายดุจน้ามาคูคลองก่อเกิดแต่เฉินผิงอันท าได้หรือไม่?นี่ก็น่าจะเป็ นจุดที่รับมือได้ยากและน่ากลัวอย่างแท้จริงของจิต มารที่ผู้ฝึกตนทุกคนต้องเผชิญแล้วก็เหมือนอย่างปีนั้นที่โจวจื่อไปตั้งแผงขายของอยู่ในตรอกซิ่งฮวา ถังหูลู่ไม้ที่มอบให้เปล่าไม่คิดเงิน บางทีเด็กทั่วทั้งถ้าสวรรค์หลีจูอาจ กินได้ไม่เป็ นอะไร มีเพียงเด็กก าพร ้าของตรอกหนีผิงคนเดียวเท่านั้น ที่กินไม่ได้พูดง่ายๆ ก็คือ บางทีพวกเราอาจเดินออกไปจากทะเลสาบชูเงี่ยน ที่รายล้อมไปด้วยความล าบากยากเข็ญได้ แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่า จะเดินออกไปจากภูเขาลั่วทั่วที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันดีงามได้เรื่องในอดีตไม่อยากจะหันกลับไปมอง เดินหันหลังให้กับมัน ทุก ก้าวที่เดินไปบนเส้นทางของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็แค่ไม่หันกลับไปมอง เท่านั้น สุดท้ายจะยิ่งเดินก็ยิ่งห่างไปไกลกระทั่งปล่อยวางได้อย่าง แท้จริงลู่เฉินพลันกล่าวว่า “มนุษย์ธรรมดา ใครจะกล้าพูดว่าพรุ่งนี้ จะต้องมีฝนตกหรือฝนไม่ตกอย่างแน่นอน? ออกไปนอกบ้าน จะมีสัก กี่คนที่จะพกร่มติดตัวไว้ตลอดเวลา?”เฉินผิงอันพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”เมื่อครู่ตอนที่อยู่ในซากปรักวังมังกร ฝนภูเขาที่ตกลงมาอย่าง กะทันหันนั้น แน่นอนว่าเป็ นความตั้งใจของลู่เฉินตอนนั้นเฉินผิงอันไปหาโจวไห่จิ้งปรมาจารย์หญิงด้านการฝึกวร ยุทธในตรอกเก่าโทรมของเมืองหลวงต้าหลี ตอนนั้นเขาเองก็สวม รองเท้าผ้าเหมือนกัน ทว่าเดินทางไปกลับรองเท้าผ้าของเฉินผิงอัน กลับไม่เปื้อนดินโคลนแม้แต่น้อยด้วยเหตุนี้โจวไห่จิ้งที่จิตใจละเอียดอ่อนดุจเส้นผมถึงได้เข้าใจผิด คิดว่าเฉินผิงอันเป็ นผู้ฝึ กตนบนภูเขาที่ทุกครั้งที่ลงจากภูเขา หาก ไม่ใช่เพื่อมาหาประสบการณ์โดยมองคนอื่นอย่างคนที่อยู่สูงกว่า ก็ เป็ นพวกคนที่ชอบออกมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์ตามภาพจาของ ตัวเองตามความเห็นของลู่เฉิน เจ้าเฉินผิงอันก็แค่ต้องเก็บรักษารองเท้า ผ้าคู่หนึ่งที่มิอาจนามาสวมใส่ให้ดีไปนานๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วรองเท้าผ้าคู่อื่น ควรสวมก็สวม ไม่ว่าฟ้ าจะใสฝนจะตกก็ควรสวม ออกมาจากบ้าน เดินอยู่บนเส้นทางน้อยใหญ่ สกปรกก็สกปรกไป สกปรกก็แค่ชัก หากทะนุถนอมเห็นค่ามากเกินไปกลับจะกลายเป็ น ผิดต่อความตั้งใจเดิมของคนที่มอบรองเท้าให้ลู่เฉินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หากความงดงามทุกอย่างในใจล้วน กลายเป็ นภาระอย่างหนึ่งถ้าอย่างนั้นความหมายของความงดงามจะ อยู่ตรงไหน หากเป็ นเช่นนี้จะต้องเป็ นพวกเราที่ท าอะไรไม่ถูกอย่าง แน่นอน”เฉินผิงอันพยักหน้า “เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเจ้าลัทธิลู่คือมือดีใน การใช ้หลักการเหตุผลเหมือนกัน”ลู่เฉินหัวเราะร่า “เพิ่งจะรู ้หรือ”หลังจากนั้นก็เดินพลางคุยเล่นกันไปคุยกันไปถึงเงินเทพเซียนสามชนิดบนภูเขาที่รวบรวมปราณ วิญญาณฟ้ าดินเอาไว้ว่าเคยเป็ นโครงกระดูกของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ ล่องลอยอยู่ในแม่น้าแห่งกาลเวลา ก่อนจะมารวมตัวกันกลายเป็ นของ ที่จับต้องได้จริงภูเขาลั่วพั่วสร ้างสานักเบื้องล่างเป็ นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ใน ความเห็นของลู่เฉิน ใบถงทวีปมีสานักกระบี่ชิงผิง การกระทาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ฉุกละหุก กลับกันยังคว้าโอกาสเหมาะไว้ได้พอดี ไม่อย่างนั้นหากทุกคนไปเบียดกันอยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ต่อให้ที่นั่นจะมี ภูเขาใต้อาณัติอยู่หลายลูกก็จริง แต่ลาพังแค่พวกเสี่ยวโม่ ป๋ ายจึง ต่อ ให้พวกเขาไม่ดึงเอาปราณวิญญาณในพื้นที่มาใช ้แต่เจ้าและข้าล้วน รู ้ชัดเจนดีว่า ผู้ฝึกตนใหญ่ก็คือผู้ฝึกตนใหญ่ ต่อให้พวกเขาอยู่นิ่งๆ ไม่ทาอะไร ไม่ฉกฉวยสิ่งที่อยู่นอกกายมาสักเศษสักเสี้ยว แต่ก็ยัง ส่งผลกระทบต่อโชคชะตาภูเขาสายน้าอย่างลึกล้ายาวไกลและ ยิ่งใหญ่น่าดูชมอยู่ดี หากภูเขาลั่วพั่วไม่แยกสานักเบื้องล่างออกไป ถ้าอย่างนั้นบวกกับพวกชุยตงซาน หมื่ออวี้ที่อยู่บนภูเขา สานักแห่งนี้ ก็จะอึดบวมเกินไป ยึดครองความเป็ นใหญ่เพียงล าพังเกินไป จะเป็ นการลดทอนโชคชะตาของภูเขาลั่วพั่วหรือแม้กระทั่งภูเขาพือวิ๋นและ ตลอดทั้งอาณาเขตของขุนเขาเหนือให้เจือจางลงอย่างที่มองไม่เห็น คิดถึงใครบางคนมากๆ ความคิดถึงก็คือบ้านเกิดแห่งความเมามายที่ไม่จาเป็ นต้องดื่ม เหล้า ทางสายเดียวที่จะออกไปจากบ้านเกิดแห่งความเมามายนี้ได้ก็มี เพียงดื่มเหล้าคนหนุ่มสาวเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ชอบและก็กล้าที่จะปฏิเสธ ความไม่สมเหตุสมผลมากมายของโลกใบนี้