ตอนที่ 2756
บทที่ 1037.1 ต่างคนต่างฝึกตน
October 21, 2026
เงาร่างสองเงาพลิ้วกายจากทะเลเมฆลงมายังสันเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ ในอาณาเขตน่านน้าของลาคลองซี่เหมย คนผู้หนึ่งคือเด็กชายชุด เขียวที่เอาสองมือไพล่หลัง อีกคนหนึ่งสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว ถือไม้เท้าไม้ไผ่ เฉินหลิงจวินถามด้วยสีหน้าร ้อนรนเป็ นกังวลใจ “เสี่ยวโม่ เสี่ยว โม่ ว่าอย่างไร?” ที่แท้เมื่อครู่นี้อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เดิมทีก็ดีๆ กันอยู่ ทุกคนมารวมตัว ฟังพี่น้องต้าเพิ่งคุยโวฟุ้ งฟ้ าอยู่ที่เรือนของพ่อครัวเฒ่า จู่ๆ เสี่ยวโม่ก็บอกว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่โรงเรียนแห่งนี้ ดู เหมือนจู่ๆ ลมปราณของคุณชายจะหายไป ตามหลักแล้วที่นี่ไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้แน่นอน แม้จะบอก ว่าเฉินผิงอันจงใจเก็บลมปราณและปณิธานหมัดยามอยู่ที่นี่จนแทบ ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป แต่ในฐานะของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง ต่อให้อยู่ในภาวะหลับสนิทก็จะยังอยู่ในสภาพการณ์อันลี้ลับที่คล้ายมี เทพเจ้าคอยปกป้ องอยู่ตลอด อยู่ดีๆ จะหายตัวไปได้อย่างไร อีกอย่าง ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วก็รู้กันดีว่าเจ้าขุนเขามาเป็ นอาจารย์สอน หนังสืออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ โดยทั่วไปแล้วเขาไม่มีทางเปิ ดเผย สถานะของตัวเองอย่างแน่นอนดังนั้นเสี่ยวโม่จึงอยากจะแวะมาดูสักหน่อย เฉินหลิงจวินจึง ติดตามมาดูให้รู ้สถานการณ์ที่แน่ชัดด้วย เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไรแล้ว เป็ นนักพรตลู่ที่ไปท่องซากปรักวัง มังกรเป็ นเพื่อนคุณชายมา” พอได้ยินชื่อของเจ้าลัทธิลู่แห่งป้ ายอวี้จิง แม้จะโล่งใจแต่เฉินหลิง จวินก็อดรู ้สึกหัวโตเพิ่มอีกสองเท่าตัวไม่ได้ หากเป็ นไปได้ เฉินหลิงจวินก็ไม่อยากพบเจอกับลู่เหล่าซานที่ “ต้องรีบหาหมอมาช่วยดูให้ดีๆ เสียหน่อยว่าสมองมีปัญหาหรือไม่” ผู้ นั้นอีกแล้ว ถ้าจะพูดกันถึงความจงรักภักดีที่มีต่อนายท่านบ้านตน กวาดตา มองไปทั่วภูเขาลั่วพั่วเฉินหลิงจวินก็คิดว่ามีเพียงเสี่ยวโม่เท่านั้นที่ พอจะงัดข้อกับตัวเองได้ ดังนั้นพอได้ยินเสี่ยวโม่พูดกับปากตัวเองว่าไม่มีอะไรแล้ว เฉิน หลิงจวินก็วางใจได้แล้วเหตุผลก็เรียบง่ายมาก เสี่ยวโม่บอกว่าเป็ น เรื่องเล็ก สาหรับเฉินหลิงจวินที่ตอนนี้ยังไม่ใช่ห้าขอบเขตบนแล้วอาจ ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็ นเรื่องเล็กจริงๆ แต่หากเสี่ยวโม่บอกว่าไม่เป็ นไร ก็ต้องไม่เป็ นไรแน่นอน แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับตนด้านประสบการณ์แล้ว เสี่ยวโม่ยังตื้น เขินไปหน่อย เพราะถึงอย่างไรก็ขึ้นเขามาช ้ากว่าไม่ใช่แค่ปี สองปี เท่านั้นมองไกลๆ ไปเห็นว่าคุณชายกับนักพรตลู่อยู่ระหว่างเส้นทางหวน กลับมายังหมู่บ้านเสี่ยวโม่ก็คิดจะกลับไปยังภูเขาลั่วพั่วเงียบๆ แต่ อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที เฉินหลิงจวินย่อมไม่อยากจะกลับภูเขาลั่วพั่ว เร็วขนาดนี้ จึงบอกให้เสี่ยวโม่กลับไปก่อน ถึงอย่างไรมีเขาคอย ควบคุมสถานการณ์ ต่อให้ดีสุนัขของลู่เฉินจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่กล้า ก่อเรื่องก่อราวอะไร เสี่ยวโม่คิดแล้วก็หวนกลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วเพียงล าพัง เพียงแค่ บอกให้เฉินหลิงจวินระมัดระวังตัว มีเรื่องอะไรก็บอกกล่าวกับตนสัก ค า หากเป็ นคนอื่นที่พูดจาไร ้สาระเช่นนี้ เฉินหลิงจวินย่อมไม่สบ อารมณ์ คงต้องถกเถียงกันสักสองสามประโยค ระวัง? ระวังอะไร อยู่ ในอาณาเขตขุนเขาเหนือ ใครกล้ามาหาเรื่องนายท่านใหญ่เฉินที่ เพียงแค่เพราะตั้งใจฝึกอบรมจิตใจตัวเองถึงได้ไม่มีชื่อเสียงเลื่องลือ มากถึงเพียงนั้น? คิดว่าตบะขอบเขตก่อก าเนิ ดของข้าเป็ น เครื่องประดับเท่านั้นหรือ? อย่าไม่เห็นเทพเซียนก่อก าเนิดอยู่ใน สายตานักสิ เพียงแต่ว่าพอเปลี่ยนเป็ นเสี่ยวโม่ที่พูด เฉินหลิงจวินก็ ยอมอดทนข่มกลั้นเอาไว้ อยู่บนภูเขา ดูเหมือนว่าเฉินหลิงจวินจะยุ่งมากทุกวัน อันที่จริงไม่ มีใครรู ้เลยว่าเขายุ่งกับเรื่องอะไรอยู่กันแน่ บางทีตัวของเด็กชายชุด เขียวเองก็คงไม่รู ้ด้วยกระมัง?พอเสี่ยวโม่จากไป เฉินหลิงจวินก็สะบัดชายแขนเสื้อสองข้าง แกว่งแขนเดินลงจากภูเขาไป เพราะมีข้อตกลงกับนายท่านบ้านตนไว้ก่อนแล้ว เฉินหลิงจวินจึง ไม่คิดจะขยับเข้าไปใกล้โรงเรียนและซากปรักวังมังกรแห่งนั้น พอลง จากภูเขาก็เดินเล่นไปตลอดทาง ใช ้เวลาไปประมาณครึ่งชั่วยามก็ มาถึงข้างสะพานหินแห่งหนึ่ง ริมน้ามีต้นเหมยโบราณที่อยู่มานาน หลายร ้อยปีอยู่ต้นหนึ่ง เฉินหลิงจวินมองเห็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ข้างกายของเขามีเด็กรับใช ้แบกพิณจูงลาติดตามมาด้วย ชมดอกเหมยริมลาธารใต้แสงจันทร ์ ช่างสง่างามยิ่งนัก เพียงแต่ ว่าเฉินหลิงจวินสังเกตดูการหายใจของอีกฝ่ าย ท่าทางน่าจะเป็ นผู้ฝึก ลมปราณ ไม่ได้เรียบง่ายว่าเป็ นแค่ปัญญาชนเท่านั้น ส่วนขอบเขตสูง หรือต่า มองไม่ออก เฉินหลิงจวินจึงคิดว่าจะเดินอ้อมไปทางอื่น คิดไม่ถึงว่าบุรุษที่ลักษณะคล้ายปัญญาชนผู้นั้นจะหันหน้ามายิ้ม กล่าว “เป็ นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับ สหายที่ฝึกหลอมลมปราณมีชีวิตเป็ นอมตะในชนบทห่างไกลเช่นนี้ ไม่ทราบว่ามีฉายาว่าอะไร”เฉินหลิงจวินได้ยินแล้วก็ไม่หมุนตัวกลับ เพียงแค่ยกมือขึ้น หัน หลังให้เจ้าคนที่เป็ นฝ่ ายชวนเขาคุย โบกฝ่ ามือ “ไม่สนิทกัน แล้วก็ไม่ ต้องมาตีสนิท ต่างคนต่างเดินไปเถิด”เด็กหนุ่มสะพายพิณลักษณะเหมือนเด็กรับใช ้ใช ้เสียงในใจถาม “อาจารย์ เขาก็คือ…”ไม่รอให้เด็กหนุ่มกล่าวจบก็พบว่าอาจารย์หันมามองตนด้วย สายตาเฉียบคมอย่างถึงที่สุด ท าเอา “เด็กหนุ่ม” ตกใจจึงเงียบกริบ เหมือนจักจั่นในหน้าหนาว แม้กระทั่งเสียงในใจก็ยังไม่กล้าพูดต่อเขาเป็ นใคร ยังต้องให้เจ้าเป็ นคนแนะน าด้วยหรือ?ในใจของปัญญาชนลัทธิขงจื๊อโมโหอย่างหนัก ไฟโทสะลุกโชน สามจัง ระหว่างผู้ฝึกตนบนยอดเขา เสียงในใจที่มองดูเหมือนปิดบัง อ าพรางจะนับเป็ นอะไรได้?!“ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ” เริ่มรู ้สึกเสียใจภายหลังแล้วที่พาลูกศิษย์ผู้ เป็ นที่ภาคภูมิใจคนนี้มาเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสบนภูเขาท่านนั้นเขาก็คือจิงเฮา บุคคลอันดับหนึ่งบนภูเขาของหลิวเสียทวีป ฉายา ว่า “ชิงกงไท่เป่า”ก่อนหน้านี้ไปแสดงความยินดีกับอวี๋เสวียนที่ผสานมรรคาสาเร็จ อยู่นอกฟ้ า ได้เจอกับเหวินเซิ่ง จิงเฮาจึงอยากจะแวะมาดูที่นี่เสีย หน่อย ปมแค้นควรคลี่คลายไม่ควรผูกให้แน่นต่อไป เรื่องอย่างการ ล้อมคอกเมื่อวัวหายก็ควรจะรีบทาเสียแต่เนิ่นๆผู้ฝึ กตนขอบเขตบินทะยานผู้ยิ่งใหญ่ กลับจากนอกฟ้ ามายัง ไพศาล พอมาถึงแจกันสมบัติทวีป จิงเฮาก็ไม่กล้าตรงดิ่งไปที่อาเภอ ไหวหวง ยิ่งไม่กล้าละลาบละล้วงไปเป็ นแขกที่ภูเขาลั่วพั่วส่วนลูกศิษย์ที่มีศาสตร ์คงความเยาว์ผู้นี้ ขอบเขตหยกดิบ เดิมที่ ควรจะเป็ นหนึ่งในตัวสารองเจ้าสานักคนถัดไป ช่วงนี้รับผิดชอบเก็บ รวบรวมรายงานลับเกี่ยวกับ “ราชามังกรน้อยแห่งภูเขาลั่วพั่ว” ของ ราชสานักต้าหลีแห่งนี้ ตอนนี้ดูแล้ว ไม่เพียงแต่ทางานไม่ได้เรื่อง การ ฝึกอบรมจิตใจยังไม่ดีพอ ก็คือเศษสวะที่ประคับประคองไม่ขึ้นจิงเฮาคิดแล้วก็อยากจะลองเสี่ยงดู บอกให้ลูกศิษย์รออยู่ที่เดิม ส่วนเขาก้าวเร็วๆ ตามเด็กชายชุดเขียวคนนั้นไปไม่รู ้ว่าเหตุใด ไม่ว่าจะมองอย่างไร เฉินหลิงจวินที่ถูกเฉินเซียนจวิ นเรียกขานเป็ นพี่เป็ นน้องผู้นี้ก็เป็ นแค่เจียวน้าขอบเขตก่อกาเนิดตัว หนึ่งเท่านั้นเฉินหลิงจวินหยุดเดิน หมุนตัวกลับมา ใบหน้ามองดูคล้ายสงบ เยือกเย็น แต่แท้จริงในใจเป็ นกังวลยิ่งนักมารดามันเถอะ คงไม่ใช่ว่าอุตส่าห์ได้ออกจากบ้านทั้งที อยู่ดีๆ ก็ ต้องมาถูกคนต่อยตายด้วยหมัดเดียวหรอกนะไม่เป็ นไร ขอแค่ทนรับได้สองหมัด เสี่ยวโม่ก็จะต้องตามมาที่นี่ทัน แน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับที่นายท่านบ้านตนก็อยู่ใกล้ๆ กันนี้ อีก อย่างที่นี่ก็เป็ นถิ่นของเว่ยซานจวิน เฉินหลิงจวินคิดไปคิดมา ไม่ว่า อย่างไรก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องใจฝ่ อเลยนี่นา เขาจึงสงบจิตใจได้ทันที สะบัดชายแขนเสื้อ เอาสองมือไพล่หลัง อยากจะรู ้นักว่าเจ้าหมอนี่คิด จะท าอะไรกันแน่จิงเฮากุมหมัดยิ้มเอ่ย “สหาย ข้าเป็ นคนต่างถิ่น มาจากสถานที่ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าภูเขาเฟินอวิ๋น เป็ นพรรคเล็กๆ แห่งหนึ่ง สหายอาจจะ ไม่เคยได้ยินมาก่อน นี่เป็ นครั้งแรกที่ข้ามาเที่ยวเยือนต้าหลี เป็ น เกียรติที่ได้พบ เป็ นเกียรติที่ได้พบ”เฉินหลิงจวินกุมหมัดเขย่าสองสามที เอ่ยตามมารยาทว่า “เป็ น เกียรติที่ได้พบ”จิงเฮายิ้มถาม “สหายก็ออกมาเที่ยวชมทัศนียภาพในอาณาเขต ของลาคลองซี่เหมยเหมือนกันหรือ? หรือว่าจะเป็ นเซียนอิสระคนหนึ่ง …ที่ไม่ถูกวิถีทางโลกและสานักพันธนาการ?”