ตอนที่ 2772
บทที่ 1041.5 บอกเล่าข่าวคราวของดอกเหมย
October 21, 2026
ต้นสนโบราณในภูเขาเขียวครึ้มรกหนากลายเป็ นผืนป่า เดินอยู่ บนเส้นทาง เสื้อผ้าของคนที่มาเยือนก็สะท้อนกลายเป็ นสีเขียวไปด้วย หยวนอิ๋งร ้องอุทานด้วยความตกตะลึง “ว้าว ทิวทัศน์งดงามนัก น่ามอง น่ามองจริงๆ” มือหนึ่งของลู่ไถจูงลู่เฉิน อีกมือหนึ่งถือไม้เท้าเดินป่า เอ่ยสัพยอก ว่า “จะดีจะชั่วเจ้าก็เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวที่หลิ่วชี เฉาจู่ เป็ นผู้อบรมสั่งสอนมา เห็นทิวทัศน์นี้แล้วก็ได้แต่ร ้องว้าว ว้าว ว้าว เท่านั้นหรือ?” หยวนอิ๋งยิ้มตาหยี “ก็เพราะว่ามีเจ้าอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ไม่ถึงคราว ที่ข้าต้องร่ายบทกวีหรอก” ทุกวันนี้นางเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปี มาจากพื้นที่มงคลสือไผ ซึ่งมี อีกชื่อหนึ่งว่า “พื้นที่มงคลชื่ออวี๋” หยวนอิ๋งมีอาจารย์สองคนคือหลิ่วชี และเฉาจู่ ล้วนเป็ นผู้ฝึกตนของไพศาลที่มาท่องเที่ยวในใต้หล้ามืด สลัว พวกอาจารย์กลับบ้านเกิดกันไปแล้ว แม้หยวนอิ๋งจะเป็ นขอบเขต หยกดิบ แต่กลับไม่ใช่เต้ากวาน ตอนที่นางติดอันดับยังอายุไม่ถึงยี่สิบ ปี เดินขึ้นฟ้ าด้วยก้าวเดียวจากขอบเขตเส้นเอ็นหลิว กลายเป็ น ขอบเขตหยกดิบได้โดยตรงเมื่อหลายปีก่อนนางได้ร่วมกับลู่ไถเปิดเหลาสุราแห่งหนึ่งใกล้กับ ตลาดปลาบนตั้งท่าเรือของพวกชาวบ้าน หยวนอิ๋งเรียกตัวเองว่าเถ้า แก่เนี้ยะอย่างภาคภูมิใจมาโดยตลอดใครเรียกนางว่าเถ้าแก่เนี้ยะ นาง จะลดให้แปดส่วนทุกคน! หากใครถามว่านางจะจัดงานเลี้ยงมงคล เมื่อไหร่ จะลดให้หกส่วน! พวกเขาเดินเล่นกันไปเช่นนี้จนถึงยอดเขารุ่นเยว่ ตอนนั้นซินขุ่ ก าลังท าหมึกซงแยนอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง ลู่ไถกอดไม้เท้าไผ่เขียว ไว้ในอ้อมอก เอนตัวพิงกรอบประตู เพียงแค่ยิ้มไม่ได้พูดอะไร หยวนอิ๋งมีนิสัยร่าเริง นางตรงไปที่กองหินระเกะระกะที่อยู่ใกล้กับ หน้าผา มีหินประหลาดก้อนหนึ่งที่ถูกหินกองหนึ่งดันให้ลอยสูง แกะสลักด้วยตัวอักษรใหญ่สี่คาว่า “พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอายุยืน” อยู่บนยอดเขาถูกขนานนามว่า “จุดพักเท้าของมรรคาจารย์เต๋า หยวนอิ๋งดีดปลายเท้าเล็กน้อย เรือนกายก็พลิ้วเข้าหาก้อนหินแผ่นนี้ นางกระโดดลงบนก้อนหินสองสามที่แล้วก็หัวเราะฮ่าๆ เสียงดังอยู่กับ ตัวเอง ลู่ไถยิ้มกล่าว “ขอแนะนาตัวเองสักหน่อย ข้ามาจากสกุลลู่ แผ่นดินกลางใต้หล้าไพศาลแซ่ลู่นามไถ ขอบเขตต่ามาก แต่เป็ นคน ที่มีอารมณ์ขันอย่างมาก ความสามารถในการแก้เบื่อของข้าก็น้อย คนนักที่จะมีได้ในใต้หล้าแห่งนี้” หมาพื้นบ้านตัวนั้นนอนหมอบอยู่ข้างเท้าของลู่ไถแต่โดยดีคนหนุ่มที่อยู่ในห้องแค่ตั้งใจทาก้อนหมึกอยู่หลังโต๊ะเท่านั้น ลู่ไถหยิบก้อนหมึกก้อนหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อแล้วโยนไป บนโต๊ะเบาๆ “ต้นสนโบราณในอ าเภอเขียนหยางภูเขาจงหนาน คุณภาพดีกว่าต้นสนโบราณของยอดเขารุ่นเยว่พวกเจ้ามากนัก บอกไว้ก่อนนะว่า ข้าไม่ได้ยกให้เจ้า ดูแล้วก็จ าไว้ว่าต้องคืนให้ข้าด้วย คนหนุ่มเหลือบมองก้อนหมึก พยักหน้าเอ่ยว่า ‘ดีจริงๆ สมกับค า เล่าลือ ลู่ไถหัวเราะร่า “สามารถหยุดแต่พอสมควรได้ ขอบเขตของเจ้า สูง ข้าก็จะถือเสียว่าเป็ นการจ่ายค่าเช่าก้อนหนึ่งให้กับเจ้าของที่ดิน อย่างเจ้าก็แล้วกัน ชายหนุ่มส่ายหน้า เพียงแค่รวบรวมสมาธิทุบและต าวัตถุดิบก้อน นั้นซ้าไปซ้ามา ลู่ไถถาม “บนภูเขา นอกจากเหล้าซงฮวาที่หมักเองแล้ว ยังมีของ กินอีกไหม?” ดูจากท่าทางก็คงได้แต่กินเมล็ดต้นสน กินเผือกหรือไม่ก็พวก เห็ดผู้หลิงกระมัง แต่รสชาติออกจะจืดชืดเกินไปหน่อยหรือไม่? ซินขู่เงียบไม่ตอบ อู่ไถเหลือบตามองขลุ่ยไม้ไผ่เลาเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะ ถามชวนคุย ว่า “ยังเอาชนะหลินซือไม่ได้อีกหรือ?”ซินขู่แสร ้งทาเป็ นไม่ได้ยิน ในห้องที่เส้นแสงมืดสลัวมีเพียงเสียง เคาะตีเท่านั้น ลู่ไถยกเท้าดันหมาพื้นบ้านตัวนั้นให้ขยับออกเบาๆ “ลู่เฉิน อย่า มัวอึ้งอยู่สิ รีบทักทายพี่ซินขู่เร็วเข้า หมาพื้นบ้านส่งเสียงงึมง า อาหารบนภูเขาแย่ไปสักหน่อย จึง ค่อนข้างจะไร ้ชีวิตชีวาแล้ว ซินขู่เงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัยไม่เข้าใจเจ้าที่เป็ นลูกหลานสกุลลู่ จะงัดข้อกับบรรพบุรุษบ้านตัวเองเช่นนี้ ไปไย หลังจากนั้นลู่ไถก็ท าหน้าหนาอยู่ต่อ ใช่ว่าซินขู่จะไม่ลังเลใจ พูด โน้มน้าวดีๆ แล้วก็ยังไร ้ประโยชน์ ออกคาสั่งไล่แขกก็ยังไม่ได้ผล เขา จึงหิ้วตัวลู่ไถ หยวนอิ๋ง แน่นอนว่ายังมีหมาพื้นบ้านตัวนั้นโยนไปที่ตีน เขาพร ้อมกันเหมือนหิ้วลูกเจี๊ยบ ผลคือพวกลู่ไถก็ยังวิ่งตุปัดตุเป๋ ขึ้น เขามา ซินขู่อยากจะสั่งสอนพวกเขาสักหน่อย ไอ้หมอนั่นกลับทิ้งตัว นอนหงายลงบนพื้นแสร ้งท าเป็ นนอนตายไม่กระดุกกระดิก ซินขู่อด ประหลาดใจไม่ได้จึงถามเขาว่าต้องการอะไรกันแน่ ลู่ไถบอกว่า มารอคน ซินขู่ถามว่าต้องรอนานแค่ไหน ลู่ไถบอกว่านานสุดคือหนึ่ง เดือนซินขู่ก็ไม่เอ่ยอะไรอีก ผลคือหนึ่งเดือนผ่านไปแล้วก็ยังไม่มีคนที่ลู่ไถรอคอยมาเยือนซินขู่รู ้สึกว่าไอ้หมอนี่คิดหาข้ออ้างส่งเดชมาหลอกเขาเพื่อที่จะ ได้กินเปล่าอยู่เปล่าที่นี่หรือไม่ ผลคือลู่ไถกลับยกมือขึ้น ประกบสอง นิ้วเอ่ยว่า “ขอสาบานต่อฟ้ า หากข้าโกหก ตั้งแต่บรรพบุรุษจนมาถึง รุ่นของข้าล้วนจะต้องถูกฟ้ าผ่า ถูกฟ้ าผ่าห้ารอบ! ผู้ฝึกตนหญิงที่ชื่อว่าหยวนอิ๋งคนนั้นยังร ้องสนับสนุนอยู่ด้านข้างปากพูดว่าเปรี้ยงๆๆซินขู่จึงบอกว่าจะให้เจ้ารออีกครึ่งเดือน หากยังไม่มีใครมาหาก็ ลงเขาไปซะ วันหน้าพวกเจ้าอย่าหวังจะขึ้นเขามาอีก จะเชื่อหรือไม่ก็ ตามใจเจ้าลู่ไถพยักหน้าเหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก ตอบตกลงอย่าง ว่องไว จากนั้นก็ไปนั่งที่ธรณีประตู เอ่ยด้วยน้าเสียงที่เต็มไปด้วยความ ปรารถนาดีว่า “พี่ซินขู่ จะปล่อยให้ยอดเขารุ่นเยว่เป็ นอย่างนี้ต่อไป ไม่ได้จริงๆ นะ แต่ละคนต่างก็อาศัยสถานะที่น่าตกใจและขอบเขตที่ สูงคิดว่าที่นี่คือหอโคมเขียวหรืออย่างไร นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา แล้วยังไม่จ่ายเงินอีก!”ซินขู่เหลือบมองตะพาบผู้นี้ แล้วเจ้าล่ะ?ลู่ไถพูดอย่างหนักแน่นว่า “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น!”ยกเท้าขึ้นแล้วลู่ไถก็กระทืบเท้าหนักๆ “จะลงหลักปักฐานที่นี่ ไม่ ย้ายไปไหนแล้ว”ซินขู่ที่อยู่ในห้องเอ่ยด้วยน้าเสียงเฉยชา “เจ้าก็ยังไม่จ่ายอะไรอยู่ ดีสินะลู่ไถตบมือ “ข้าก็ว่าแล้วว่าพี่ซินขู่เป็ นคนมหัศจรรย์เหมือนกันกับ ข้า ถูกชะตากันเช่นนี้ไม่สาบานเป็ นพี่น้องกันก็ช่างน่าเสียดายจริงๆซินขู่กล่าว “เหลืออีกแค่วันเดียวแล้ว หากยังไม่มีใครมาอีกก็อย่า มาโทษว่าข้าไม่เกรงใจล่ะลู่ไถพยักหน้า แล้วก็ถึงกับไปจุดธูปไม่รู ้ว่าจับผลัดจับผลูหรืออย่างไร วันต่อมาก็มีคนขึ้นเขามาจริงๆ อีกทั้งยังไม่ใช่แค่คนเดียวด้วยซินขู่เดินออกมาจากกระท่อมอย่างที่หาได้ยาก ยืนเคียงไหล่กับลู่ ไถอยู่ริมหน้าผา มองไปที่ตีนเขาหยวนอิ๋งนั่งยองอยู่ห่างไปไม่ไกล กาลังเล่นกับหมาคนที่ขึ้นภูเขามามีสามคน ลู่ไถยิ้มแนะนาให้ทุกคนได้รู ้จักกัน “จางเฟิ งไห่แห่งนครอวี้ซูป๋ ายอวี้จิง ขาดอีกแค่ครึ่งก้าวก็จะได้เป็ น ขอบเขตสิบสี่แล้ว รอคอยให้ถึงช่วงเวลาที่สายฝนเทกระหน่าลงมา เขาก็น่าจะข้ามครึ่งก้าวที่เหลือนั่นไปได้แล้ว ร ้ายกาจใช่ไหมล่ะ คนที่ เดินตามกันจางเฟิงไห่มาคือหลวี่ปี้เสียเซียนอิสระหนึ่งในตัวสารอง ของใต้หล้า จะเรียกเขาว่าเนี่ยปี้เสียก็ได้ ขาดอีกนิดเดียวก็จะเป็ น ขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ ขอบเขตต่าสุดกลับเป็ นคนที่เดินเคียงบ่ามากับจางเฟิงไห่ คือซือสิงหยวนบรรพจารย์หญิงแห่งพรรค เซียนจั้ง ฉายาว่า “เซ่ออวิ๋น” …ว้าว สมกับเป็ นสาวงามจริงๆหยวนอิ๋งลุกขึ้นยืนทันใด วิ่งไปหยุดอยู่ข้างกายลู่ไถ ไหนๆๆลู่ไถยื่นนิ้วชี้ไปยังเส้นทางภูเขา สตรีผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายจางเฟิง ไห่ เรือนกายของนางโปร่งอรชร แต่กลับสวมชุดผ้าป่าน สวมรองเท้า สาน ปักปิ่นไม้ อีกทั้งเนื่องจากต้องทางานใช ้แรงงานอยู่ในถ้าแยนเสีย ตาหนักเจิ้นเยว่มานานหลายปีจึงทาให้ผิวของนางดาคล้า หากจะ บอกว่าเป็ นสาวงามก็พอจะใกล้เคียงอยู่บ้าง แต่พอหลุดออกมาจาก ปากของลู่ไถที่รูปโฉมงามล้าแล้วกลับเหมือนว่าจะไม่สมกับคากล่าว สักเท่าไรซือสิงหยวนคือคนที่มีขอบเขตต่าสุดในบรรดาคนทั้งสาม ดังนั้น จึงมิอาจได้ยินบทสนทนาของคนที่อยู่บนยอดเขาแต่หลวี่ปี้เสียกลับเงยหน้าขึ้นมองมา ผลคือเจ้าคนที่ยากจะ แยกแยะได้ว่าเป็ นชายหรือหญิงผู้นั้นกลับเผ่นหนีไปเสียแล้วนางหายตัวไปในใต้หล้ามืดสลัวนานมาก ยืมอาศัยอยู่ หรือควร จะพูดว่าซุกซ่อนตัวอยู่ในจิตวิญญาณของ ซือสิงหยวน มานานมากส่วนซือสิงหยวนนั้นกลับหาวิธีแฝงเข้าไปในถ้าแยนเสียด้วย ตัวเองออกมาจากกรงขังแห่งนั้นได้ แน่นอนซือสิงหยวนต้องแอบยินดี ชั่วชีวิตนี้นางไม่อยากจะหวนกลับคืนไปยังสถานที่เดิมอีกแล้วในถ้าแยนเสียแห่งนั้น ขอบเขตเซียนเหรินของซือสิงหยวนได้ถูก ลดทอนไปทีละนิดจนกลายมาเป็ นขอบเขตหยกดิบแล้วความเสียดายเล็กน้อยเพียงอย่างเดียวก็คือจะไม่ได้เห็นทุ่งข้าว สาลีที่การเติบโตของมันช่างน่ามอง และผลเก็บเกี่ยวก็น่าจะดีกว่าปี ก่อนๆ ถึงสามส่วนอีกแล้วลู่ไถนั่งยองอยู่บนพื้น ลูบหัวหมาพันธ ์พื้นบ้านตัวนั้นแล้วเงยหน้า ยิ้มกล่าว “พี่ซินขู่ ไม่สู้พวกเรามาเดิมพันกันดีไหม?”ซินขู่ส่ายหน้า