ตอนที่ 2785
บทที่ 1044.5 เหนือศีรษะขึ้นไปสามจื่อมีใครอยู
October 21, 2026
เซี่ยโก่วใช ้สองมือจับประคองหมวกขนเตียว ไม่มีเรื่องก็หาเรื่อง มาชวนคุย เสี่ยวโม่ มีใครที่เจ้ากลัวหรือไม่? เสี่ยวโม่บอกว่ามีไม่มาก จอมปราชญ์น้อยต้องถือเป็ นหนึ่งในนั้น ได้แน่นอน ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล ผู้ฝึกกระบี่เสี่ยวโม่กับป๋ ายจิ่งต่างก็ เป็ นคนประเภทที่ไม่กลัวว่าจะมีเรื่องมากที่สุด มีสหายน้อย ผูกปมแค้น กับคนอื่นไปทั่ว เซี่ยโก่วหน้ามุ่ย รู ้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง บอกว่าข้าเอาชนะหลี่เซิ่ง ไม่ได้หรอกนะ ศักดิ์ศรีครั้งนี้กอบกู้คืนมาไม่ได้แล้ว เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ยว่าศักดิ์ศรีประเภทนี้ไม่จาเป็ นต้องกอบกู้คืนมา หรอก เซี่ยโก๋วบอกว่าคราวหน้าที่ไปพื้นที่มงคลรากบัว ข้าจะตามเจ้าไป ด้วยนะ เสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อย บอกว่าขอให้ข้าได้คุยกับคุณชายก่อน เซี่ยโก่วกระโดดโลดเต้นอยู่บนทะเลเมฆจนหมวกขนเตียวส่าย สะบัด เสื้อผ้าพลิ้วไสวเสี่ยวโม่ยิ้มพลางเดินทางไปร่วมกับนาง เพียงแต่ว่าการกระทาที่ เหมือนเด็กน้อยเช่นนี้ของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว เสี่ยวโม่ย่อมไม่ ทาด้วย เพียงแค่มองตามนางไปเท่านั้น ชายแดนของอ าเภอลุ้ยอันจังหวัดเหยียนโจว ริมลาน้าซี่เหมย หยวนเทียนเฟิงที่สวมชุดขาวผู้ซึ่งเป็ นเค่อชิงแห่งกองโหราศาสตร ์ต้า หลีเดินทางมาพร ้อมกับผู้อาวุโสบนภูเขาท่านหนึ่งแซ่หลิวชื่อเสี่ยง นามจื่อจวิ้น และยังมีนามอีกอย่างหนึ่งคือจวี้จวิน ฝ่ ายหลังมีรูปโฉมอ่อนเยาว์ ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายตารา เข้มข้น ต่อให้จงใจจะเก็บซ่อนไว้ก็ยังซ่อนได้ไม่มิด ดังนั้นจึงจาต้อง ใช ้วิธีการอันยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งที่สกัดกั้นฟ้ าดินแต่ก็ไม่ขัดต่อการ เชื่อมโยงกันของแม่น้ายาวแห่งกาลเวลาสองจุดอย่าง “น้าบ่อและน้า คลอง” ด้วย สภาพการณ์เช่นนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับจั่วโย่วตอนที่ออกทะเล ไปเยี่ยมเยือนเซียน เวลาเดินหลิวเสี่ยงมักเคยชินที่จะเดินหลังค่อม เอวไม่เคยยึดตรง เมื่อปรากฏอยู่ในสายตาของชาวบ้านทั่วไป บางทีอาจเป็ นเด็กรุ่น หลังคนหนึ่งที่รูปโฉมดี แต่อายุน้อยๆ กลับต้องมาหลังค่อมเสียแล้ว ก่อนหน้านี้หยวนเทียนเฟิงได้อ่านต าราภูมิศาสตร ์ฮวงจุ้ยก็เลย เสนอแนะให้นักปราชญ์ในท้องถิ่นที่มีชาติกาเนิดจากตระกูล ปัญญาชนสร ้างหอขุยซิงเพื่อรวบรวมปราณม่วง สุดท้ายยังทิ้งคาทานายไว้สามประโยค “ปั้งเหยี่ยนเป็ นทัพหน้า จ้วงหยวนย่อมตาม ติด” “หนึ่งตระกูลติดสองอันดับ สามหยวนในร ้อยลี้” “ปราณม่วงมา จากทิศบูรพา ดาวขุยชิงสาดแสงสี่ทิศ ตั้งแต่ต้นจนจบหลิวเสี่ยงเพียงแค่ยืนยิ้มมองดูอยู่ข้างๆ ไม่พูดไม่ จา หยวนเทียนเฟิงถาม “อาจารย์จื่อจวิ้น หรือรู ้สึกว่าการที่ข้ายืมใช ้ ค าว่าปราณม่วงมาจากมรรคาจารย์เต๋าไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไร?” หลิวเสี่ยงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีอะไรไม่เหมาะ ดีมากเลยล่ะ อาจารย์หยวนคือยอดฝีมือ” หยวนเทียนเฟิงเอ่ยอย่างจนใจ “คนอื่นบอกว่าข้าเป็ นยอดฝีมือก็ ช่างเถิด แต่ท่านเป็ นคนพูดกลับรู ้สึกว่ากาลังเย้ยหยันที่ฝีมือผู้เยาว์ไม่ ช านาญมากพอ” หลิวเสี่ยงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นอาจารย์หยวนก็คิดมากเกินไปแล้ว” หยวนเทียนเฟิ งเปลี่ยนเรื่องคุย “ทาไมอาจารย์ถึงได้ชอบเรียก ตัวเองว่าขุนนางต่าต้อย?” หลิวเสี่ยงยิ้มกล่าว “ความรู ้ที่ถูกละทิ้งไม่เอามาใช ้ยิ่งเป็ นช่วงท้าย ก็ยิ่งยากจะเดินเข้าสู่ห้องโถงอันโอ่อ่า เป็ นทั้งโอกาสและชะตากรรม” หยวนเทียนเฟิงกล่าว “นับแต่โบราณตราบจนปัจจุบัน บัณฑิต ของโลกยุคหลังไม่ควรเดินไปบนทางสุดโต่งเช่นนี้”หลิวเสี่ยงยิ้มอย่างสง่างาม “คาชื่นชมของเมื่อก่อน ข้าในเวลานั้น ไม่มีโชคมากพอที่จะรู ้จักเสวยสุขกับมัน ค าด่าในโลกยุคหลังก็มิอาจ แบกรับไว้ได้ไหวเหมือนกัน ผลลัพธ ์น่ะหรือ ก็เป็ นอย่างข้าในทุกวันนี้ อย่างไรเล่า” ก็เหมือนว่าเล็กเท่าภาษาทางการของหนึ่งแคว้น ใหญ่เท่า ภาษากลางของหนึ่งทวีปอันที่จริงเคยมีครั้งหนึ่ง แล้วก็เป็ นเพียงครั้ง เดียวที่ศาลบุ๋นป่าวประกาศชื่อรัชสมัยที่เก้าทวีปในไพศาลใช ้ร่วมกัน แก่ใต้หล้า เป็ นปีแห่งการเริ่มต้นหยวนเทียนเฟิงถอนหายใจ มีคาถามหนึ่งที่เขาสงสัยใคร่รู ้มาก จริงๆ แต่กลับไม่สะดวกจะเปิดปากถามเล่าลือกันว่าช่วงแรกเริ่มสุดที่มีการกาหนดใต้หล้าไพศาลขึ้นมา เคยมีคนที่อยู่คนละฝ่ ายกับปรมาจารย์มหาปราชญ์ ความคิดทั้งสอง ไม่ตรงกัน เส้นทางแตกต่างย่อมมิอาจร่วมทางคล้ายจะเดาความคิดของหยวนเทียนเฟิงออก หลิวเสี่ยงจึงเอ่ยว่า “ข้าจะใช่คนผู้นั้นหรือไม่ ล้วนไม่ขัดต่อการที่เจ้าและข้าได้มาพบกัน”หยวนเทียนเฟิงถามคาถามที่ไม่ถือว่าละเมิดข้อห้ามเท่าใดนัก “อาจารย์จื่อจวิ้นเคยอยู่ในถ้าสวรรค์หลีจูมาก่อนช่วงระยะเวลาหนึ่งใช่ หรือไม่?”หลิวเสี่ยงพยักหน้า “ปีนั้นได้รับคาเชิญจากชิงถงเทียนจวิน จึง เคยมีการพิศมรรคาและการ….พอจะถือว่าเป็ นการปกป้ องมรรคาครั้ง หนึ่งได้กระมัง เพียงแต่ว่าอยู่ไม่นานข้าก็จากมาแล้ว”หยวนเทียนเฟิงถอนหายใจ ได้คาตอบที่เป็ นการยืนยันนี้แล้ว จุด เชื่อมโยงบางอย่างที่ก่อนหน้านี้คิดเป็ นร ้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจก็กระจ่างแล้ว“นี่ก็ไม่มีอะไรหรอก หมื่นปีที่ผ่านมาใช ้ตัวตนที่แตกต่างกันหลาย ตัวตน ข้าเดินทางผ่านหลายสถานที่แล้ว ช่วงเวลาที่อยู่ในถ้าสวรรค์ หลีจูเพียงดีดนิ้วก็ผ่านพ้นไปแล้ว”หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “บทชะตาฟ้ า” ของเจ้าลัทธิลู่มีคากล่าวที่ว่ายาม แมลงจ าศีลหน้าหนาวเริ่มขยับตัว ข้าใช ้เสียงฟ้ าคารณมาปลุกให้ พวกมันตื่น คนที่ชอบดื่มสุราอย่างพวกเราดื่มเหล้ารสเลิศเหมือนยาม ที่แมลงจาศีลเริ่มเคลื่อนไหว ไป ไปหาร ้านอาหารมื้อดึกเล็กๆ สักร ้าน ดื่มเหล้ากัน”คนกลุ่มหนึ่งเดินอยู่ท่ามกลางม่านราตรี มาถึงอาเภอไหวหวง อย่างเงียบเชียบพวกเขาแบ่งออกเป็ นสองกลุ่ม ซินจี้อันพาสหายรักไปที่บ่อตรวน มังกร ก่อนจะพากันไปที่ตรอกแห่งหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “พี่ตวนเจิ้ง ที่นี่ก็คือ ตรอกฉีหลงแล้ว”ชายฉกรรจ์ร่างกายาที่ถูกซินจี้อันเรียกว่า ‘ตวนเจิ้ง” ตรงเอวห้อย กระบี่เหล็กเล่มหนึ่งแม้ว่าจะสวมชุดลัทธิขงจื๊อ แต่กลับเหมือนคนที่ คลุกคลีอยู่ในยุทธภพมากกว่าคนผู้นี้คือบัณฑิตที่ถูกทางฝั่งของศาลปุ่นแผ่นดินกลางจัดให้เป็ น ผู้ด าเนินการงานพิธีแต่งตั้งชานจวินมหาบรรพตอุดรบัณฑิตอีกสามคนที่มีลาดับอาวุโสสูงมากเช่นกันถูกจัดให้พักใน สถานที่ที่ชาวบ้านในพื้นที่ของเมืองเล็กเรียกกันว่าซุ้มก้ามปูคนหนึ่งในนั้นมาจากนอกฟ้ า เขาเคยเจอหน้ากับอิ่นกวานคน สุดท้ายของก าแพงเมืองปราณกระบี่มาก่อน คือนักบัญชีที่ในอดีตทา หน้าที่ดูแลถุงเงินให้กับบัณฑิตกลุ่มนั้นเป็ นคนที่หาเงินเก่งมาก ดังนั้นในกลุ่มของบัณฑิตยุคบรรพกาล เขาจึงถือเป็ นพวกแปลกแยกข้างกายเขามีคนสองคน คนหนึ่งสีหน้าเฉยชา ตรงเอวห้อย กระบวยตักน้าหนึ่งอัน อีกคนหนึ่งระหว่างที่เดินทางมาก็แทบไม่เคย พูดอะไรบัณฑิตที่ตรงเอวห้อยกระบวยตักน้าถอนหายใจเบาๆ “ข้าน่ะมีใจ เต็มเปี่ยมแต่ไร ้แรงไร ้กาลัง หากปีนั้นไม่ใช่เพราะตวนเจิ้งอยู่ที่เปลี่ยว ร ้าง จะต้องรีบเร่งเดินทางมาที่นี่แล้วช่วยเหลือฉีจิ้งชุนไว้อย่าง แน่นอน”บัณฑิตอีกคนเงยหน้ามองกรอบป้ ายหนึ่งในนั้น “มิเกี่ยงงอนต่อ หน้าที่ที่พึงกระทาก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง ขอความเมตตาได้ความ เมตตา คือคุณสมบัติพื้นฐานของบัณฑิต”จากนั้นเขาก็เหลือบตามองม่านฟ้ า พึมพาอยู่กับตัวเอง เหนือ ศีรษะขึ้นไปสามฉื่อมีเทพอยู่เว้นเสียแต่จะไม่พูด หากพูดแล้วต้องเข้าประเด็นส าคัญพวกเขาสามคนเพิ่งจะเดินผ่านมาทางตรอกซิ่งฮวา ตรอกหนีผิงสิ่งที่เห็นและได้ยินไม่เหมือนกับศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกสองคนที่เหลือ นอกจากเขาจะได้เห็นเรื่องราวในอดีตของเด็กหนุ่มปัญญาอ่อน เด็ก หนุ่มสวมรองเท้าสานและเจ้าขี้มูกยืดน้อยแล้วที่เหลือก็ล้วนเป็ นเรื่องที่ มีความเกี่ยวข้องกับอักษร “กตัญญู” ทั้งสิ้นและยังได้ยินคาพึมพาบางประโยคของเซียนกระบี่เฉาซีตอนที่อยู่ ในบ้านบรรพบุรุษของตัวเองเขาหันไปมองทางนักบัญชีคนนั้น ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าไม่เหมือนกับ พวกเรา ร่างแยกอยู่ในใต้หล้ามืดสลัว อยู่มานานขนาดนั้นได้ผลเก็บ เกี่ยวอะไรบ้างหรือไม่?”นักบัญชียิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ถึงอย่างไรก็ถูกจากัด ทาอะไรมาก ไม่ได้”นอกจากเชี่ยวชาญเรื่องของการดูแลเงินทองแล้ว ต้องรู ้ว่าคนผู้นี้ ถือเป็ นนักยุทธศาสตร ์การเมืองและการทูตอันดับหนึ่งบนโลกอีกด้วย