ตอนที่ 2791
บทที่ 1046.4 เหล่าศิษย์หลานทั้งหลาย
October 21, 2026
เฮ้อชิวเซิงหัวเราะหยันเอ่ยว่า “ฝีมือการแสดงของท่านนักพรตไม่ เลวเลยจริงๆ” นักพรตถาม “ผินเต้ามีมาดของยอดฝีมือเช่นนี้ คนนอกเห็นเข้า คงไม่รู ้สึกรังเกียจหรอกกระมัง?” เฮ้อชิวเซิงมึนงงไปกับความคิดบรรเจิดเลิศล้าของนักพรตหนุ่มผู้ นี้อย่างสิ้นเชิงแล้ว “ขอแค่เก็บค าพูดไว้ในใจได้ก็เรียกว่าไม่เปิดใจ” นักพรตตบเข่าเบาๆ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ยินดีเอาคาพูดส่งออกมา นอกประตูใจ เรียกว่าเปิดใจ” (ภาษาจีนคือไคซิน แปลตรงตัวว่าเปิด ใจ และยังแปลได้ว่าดีใจ มีความสุขได้ด้วย) พอเด็กหนุ่มได้ยินสองประโยคนี้ก็รู ้สึกว่าบางทีตนอาจเจอคนรู ้ใจ แล้วก็เป็ นได้ ลู่จือที่มีสีหน้าเย็นชายืนอยู่ยอดบนสุดของน้าตก หลุบตามองลง มายังเจ้าลัทธิลู่ที่ดูท่าแล้วน่าจะว่างงานมากจริงๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนหัวกาแพงเมือง ลู่จือเอ่ยประโยค “ตาม มารยาท” ที่ไม่ต้องคิดเป็ นจริงเป็ นจังออกไปจริงๆ บอกว่ายินดีต้อนรับเจ้าลัทธิลู่ให้มาทวงหนี้ถึงบ้าน ถึงอย่างไรสานักก็ตั้งอยู่ริมทะเลใน ทักษินาตยทวีป หาเจอได้ง่ายมาก แล้วเจ้าก็มาจริงๆ หรือนี่ เป็ นเจ้าลัทธิของป๋ ายอวี้จิงแล้ว ไฉนถึงได้ขี้เหนียวแบบนี้? นี่เพิ่งจะผ่านไปได้แค่ไม่กี่วันเอง เจ้าสู่เฉินก็มาร่วมแสดงความ ยินดีมาทวงหนี้ถึงบ้านแล้วหรือ? ลู่เฉินรีบลุกขึ้นยืนทันใด คารวะตามขนบลัทธิเต๋าไปยังจุดสูง “ผินเต้ามาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ขออาจารย์ลู่โปรดอภัย” ลู่จือหยิบกล่องกระบี่ใบนั้นออกมาจากชายแขนเสื้อ คิดว่าจะโยน คืนไปให้กับเจ้าลัทธิลู่ที่เริ่มถูมือยิ้มประจบแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ ายมีหน้ามาทวงหนี้ถึงบ้าน ลู่จือก็ไม่ได้หน้าหนา พอที่จะยกเอาเฉินผิงอันมาขวางเขา ลู่เฉินรีบโบกมือเป็ นพัลวัน “ฟ้ าดินเป็ นพยาน ผินเต้าไม่ได้มา เพื่อเรื่องนี้ ไม่ใช่แน่นอน! ดังนั้นอาจารย์ลู่รับไว้ได้เลย บัญชีเลอะ เลือนครั้งนี้ หากผินเต้าจะทวงคืนจริงๆ ก็ต้องไปปรึกษากับเฉินผิงอัน ให้ดีก่อน” ลู่จือกล่าว “ในเมื่อไม่ได้มาเพื่อกล่องกระบี่ แล้วเจ้าลัทธิลู่มาทา อะไรที่นี่?”ลู่เฉินใช ้มือดันปลายคาง กลอกตาไปมาว่องไว ก่อนหน้านี้ อยากจะมาลองดูว่าลู่จือจะยินดีมาพบตนแล้วเป็ นฝ่ ายคืนกล่องกระบี่ ไม้ที่มีระดับขั้นเป็ นอาวุธเซียนหรือไม่ แต่พอถึงเวลาเข้าจริง ลู่เฉินกลับเปลี่ยนใจ จะปล่อยให้เสียการ ใหญ่เพราะเรื่องเล็กทาให้เรื่องสาคัญต้องเสียหายไม่ได้ ช่วยไม่ได้นี่นา ใครให้อาจารย์ของตนมีคาสั่ง บอกกับเขาว่าครั้ง นี้ที่กลับบ้านเกิดให้ช่วยเป็ นคนกลางแทนป๋ ายอวี่จิง เชื้อเชิญให้ลู่จือ ไปฝึกกระบี่ที่นครอวี้ซู ลู่จือเห็นว่าลู่เฉินแสร ้งใบ้ไม่ยอมตอบก็เอ่ยว่า “หากเจ้าลัทธิลู่มี ธุระก็ว่ามา ไม่มีก็กลับไปได้แล้ว เจ้าส านักฉีไม่อยู่บนภูเขา โปรดอภัย ที่ไม่ต้อนรับแขก” ลู่เฉินกล่าว “ไม่จ าเป็ นต้องต้อนรับอะไรหรอก ผินเต้าเดินเล่นเอง ได้ ผู้ฝึกตนมีฟ้ าดินเป็ นบ้าน นอนกลางดินกินกลางทรายมาจนชิน แล้ว สานักกระบี่หลงเซี่ยงไม่ต้องจัดหาที่พักให้ผินเต้า” เฮ้อชิวเซิงทาสีหน้าเหลือเชื่อ จ้องเป๋ งไปยัง “นักพรตหนุ่ม” ที่ เอ้อระเหยลอยชายผู้นั้น ลู่เฉิน? คือเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงที่ไม่มีใครในใต้หล้าที่ไม่รู ้จัก จริงๆ หรือ?ลู่เฉินดีดปลายเท้าพลิ้วกายราวบินร่อน ทะยานไปข้างกายลู่จือ ยิ้มเอ่ยว่า “รอให้ครั้งหน้าที่มีการเปิดประตู จะไปเยือนใต้หล้าห้าสีสัก ครั้งไหม?” ลู่จือกล่าว “แน่นอน” ลู่เฉินพยักหน้ารับแรงๆ “ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะบอกกล่าวกับ ศิษย์น้องก่อนว่าอย่าไปมีเรื่องกับนครบินทะยาน”ลู่จือเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “มีหนิงเหยาอยู่ที่นั่นก็ไม่ต้องให้ข้า ท าอะไรแล้ว”ลู่เฉินหัวเราะร่วน “ต้องบอกกล่าวกันก่อนแน่อยู่แล้ว หลีกเลี่ยง ไม่ให้ท าลายความปรองดองที่มีต่อสานักกระบี่หลงเซี่ยงโดยไม่ทัน ระวังเพียงเพราะผลประโยชน์เล็กน้อยเท่าหัวแมลงวัน ท าให้มีศัตรู มากมาย ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดี”แล้วนับประสาอะไรกับที่ในนครบินทะยานทุกวันนี้ นอกจากหนิง เหยาแล้ว อันที่จริงก็ยังมีเฉินซีที่เปลี่ยนชื่อเป็ นเฉินจีอยู่ด้วยในบรรดาเซียนกระบี่อาวุโสที่ได้แกะสลักตัวอักษรทั้งหลาย อันที่ จริงหากจะพูดกันถึงชื่อเสียงก็ยังคงเป็ นเฉินซีที่มีชื่อเสียงดีที่สุด ไม่ว่า จะการวางตัว การหลอมกระบี่ นิสัยใจคอการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ก็แทบจะเป็ น…..คนสมบูรณ์แบบลู่จือลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “จั่วโย่ว?”ในเมื่อถามลู่เฉินว่าจั่วโย่วจะกลับบ้านเกิดเมื่อไหร่ อันที่จริงก็ เท่ากับว่าลู่จือถามถึงสภาพการณ์ของชาติสุนัขบางคนไปด้วยลู่เฉินกล่าว “การต่อสู้ครั้งนั้นประหลาดมาก ตามหลักแล้วควร ต้องต่อสู้เสร็จไปนานแล้ว แต่กลับถูกถ่วงรั้งไว้ไม่ได้ผลลัพธ ์เสียที ดังนั้นคาถามนี้ที่เจ้าถาม ผินเต้าตอบไม่ได้จริงๆ”ลู่จือเอ่ย “ก่อหายนะส่งผลนานพันปี คิดดูแล้วก็คงจะไม่มีปัญหา อะไร”ลู่เฉินได้ยินค าวิจารณ์นี้ก็ไม่กล้าพยักหน้ารับแล้วเจ้าลู่จือกล้าพูดถึงอาเหลียงแบบนี้ แต่ผินเต้าไม่กล้าด้วยหรอก นะมือกระบี่คนหนึ่งที่….สามารถผลัดกันรุกผลัดกันรับกับศิษย์พี่อวี๋ ผินเต้าต้องเป็ นมิตรปรองดอง เรียกขานเป็ นพี่เป็ นน้องกับเขาอีกอย่างทั่วทั้งใต้หล้ามืดสลัว แน่นอนว่าหลักๆ แล้วก็คือพี่ใหญ่ ซุนแห่งอารามเสวียนตูที่ต่างก็พูดว่าผินเต้าคือน้าตาลเหนียวหนึบ นั่นก็เพราะพวกเจ้าไม่เคยสัมผัสกับความสามารถในการตอแยคนอื่น ของอาเหลียงมาก่อนลู่เฉินกล่าว “เดี๋ยวข้าจะไปเยือนพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร ้างสัก รอบหนึ่ง จะไปดูซากปรักสนามรบแห่งนั้นกับตาตัวเอง”ลู่จือถาม “เจ้าไม่กลัวว่าจะตกอยู่ในวงล้อมโดนรุมซ ้อมหรือ?”ลู่เฉินหัวเราะฮ่าๆ “พลังพิฆาตไม่มากพอ แต่วิชาหลบหนียัง พอใช ้ได้”สู้ไม่ได้ ผินเต้าจะยังหนีไม่ได้อีกหรือ?ลู่จือกล่าว “สัตว์เดรัจฉานของเปลี่ยวร ้างกลุ่มนั้น ทุกวันนี้เดิมทีก็ ไม่สบายกันอยู่แล้วไม่ควรจะไปหาเรื่องป๋ ายอวี้จิงอีกจริงๆ หลีกเลี่ยง ไม่ให้เจอกับศัตรูทั้งหน้าทั้งหลัง”ลู่เฉินพยักหน้ารัวๆ เป็ นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “ดังนั้นถึงได้บอก ว่ามีอาจารย์ที่ดีก็ดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด มีศิษย์พี่ที่ดีอีกสักสองคน แน่นอนว่าก็สามารถบุกเดี่ยวเดินกร่างไปทั่วใต้หล้าได้แล้ว เจอกับผู้ อาวุโสบนภูเขาที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วยก็บอกกล่าวชื่อแซ่ออกไป ใช ้ ได้ผลยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น เป็ นไม้เด็ดที่ใช ้กี่ครั้งก็ไม่เคยพลาด!”จาได้ว่าตอนที่เพิ่งไปถึงป๋ ายอวี้จิง มีอยู่หลายครั้งที่ท่องเที่ยวอยู่ ข้างนอก ลู่เฉินถูกอีกฝ่ ายตามตอแยจนร าคาญมากแล้วจริงๆ ก็เลย บอกสถานะให้พวกเขารู ้ ไอ้ที่ต่อสู้เอาเป็ นเอาตายก่อนหน้านี้ก็ หยุดชะงักทันที มีบางคนที่สีหน้าเดี่ยวมืดเดี่ยวสว่าง มีบางคนที่หน้า เขียวคล้า และยิ่งมีคนที่เอ่ยขออภัยบอกว่าเข้าใจผิด สรุปก็คือสนุก มากมีเพียงครั้งเดียว….หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือมีแค่สองครั้งที่เป็ น ข้อยกเว้น ก็คือตอนที่เจอกับเจ้าอารามซุนและเกากูแห่งต าหนัก หัวหยาง ไม่บอกตัวตนยังดี พอลู่เฉินบอกไปว่าตัวเองคือเจ้าลัทธิคนใหม่ของป๋ ายอวี้จิง เจ้าตัวดี สหายสองคนที่เดิมที่ยังออมมือให้กันอยู่ บ้างกลับปลดปล่อยฝีไม้ลายมือออกมาเต็มที่ ง่วนอยู่กับการเรียกใช ้ ท่าไม้ตายวิชากันกรุสารพัดอย่างภายหลังกลับกลายเป็ นว่าลู่เฉินกลายเป็ นเพื่อนพวกเขา อย่า เห็นว่าพี่ใหญ่ซุนแห่งอารามเสวียนตูพูดจาไม่น่าฟังไปสักหน่อย ช่าง ประชดประชันเหน็บแนมไปสักหน่อย แต่ก็ว่ากันว่าตีเพราะรักด่า เพราะสนิทใจไม่ใช่หรือ ความสัมพันธ ์ของพวกเขาจึงดีอย่างมากลู่จือไม่เปิดปากพูดอะไรอีกแล้วลู่เฉินเหลือบมองสีหน้าของลู่จืออย่างระมัดระวัง ระหว่างคิ้วของ นางมีแต่พยับเมฆคงไม่ใช่ว่า?้้