ตอนที่ 2793
บทที่ 1047.1 สุดท้ายความฝันงดงามก็กลายเป็ นจริง
October 21, 2026
หลี่ไหวกลับมาถึงบ้านเกิด ข้างกายมีเซียนจิ้งจอกหญิงนามว่า เหวยไท่เจินติดตามมาด้วย นางสวมหมวกคลุมใบหน้า เดินเข้าไปใน ร ้านยาตระกูลหยางด้วยกัน หลายปีมานี้เคยชินกับการที่พานักพรต เนิ่นเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปด้วยกันแล้ว จะหัวเราะยิ้มแย้มจะด่า เกรี้ยวกราด จะพูดจาอะไรก็ล้วนตามแต่ใจ ผ่อนคลายสบายอารมณ์ อย่างมาก ผลคือจู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็ นเหวยเซียนซือที่เดินข้างอยู่ข้าง กายตนแทน แล้วนางยังชอบเรียกเขาค าแล้วค าเล่าว่าคุณชาย เรียก จนหลี่ไหวขนลุกไปหมด ทุกครั้งจะต้องบอกให้นางเรียกชื่อของเขา ตรงๆ อย่าเรียกคุณชายอีกเลย เขาคือเด็กยากจนที่ตอนเด็กหากได้ กินน่องไก่ก็เหมือนได้ฉลองปีใหม่ มาถึงบ้านเกิดถูกเพื่อนบ้านใกล้ เรือนเคียงได้ยินเข้า จะไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะแย่หรือ แต่ทุกครั้งขอ แค่หลี่ไหวแนะนาเช่นนี้ นางจะต้องกัดริมฝีปาก ไม่เถียงอะไร เพียงแค่ หลุบเปลือกตาลงต่าไม่พูดไม่จาท่าทางหม่นหมอง ราวกับว่าน้อยเนื้อ ต่าใจยิ่งกว่าหลี่ไหวเสียอีก พอหลี่ไหวเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็รู ้สึก หัวโตเป็ นกระด้ง ตนที่มีชะตาชีวิตยากล าบากจะทนรับความสุข รับ โชคด้านความรักแบบนี้ได้ที่ไหน? ข้าหลี่ไหวคือบัณฑิตผู้เที่ยงตรง นะ!
หากเจิ้งต้าเฟิงที่ในหัวมีแต่คาพูดสัปดนมาเห็นเข้าจะท าอย่างไร ดี? แม่นางเหวยหน้าบาง คงไม่ใช่ว่าฟังคาพูดเจิ้งต้าเฟิงแล้วอับอาย จนพานเป็ นโกรธ ถึงเวลานั้นตนจะช่วยใครก็ผิดทั้งนั้น มาถึงร ้านยาที่คุ้นเคย หลี่ไหวก็ก้าวเร็วๆ ข้ามธรณีประตูไป เรียก คาหนึ่งว่าสือหลิงซานเหลียวซ ้ายแลขวา ประหลาดนัก ไฉนถึงไม่ เห็นซูเตี้ยน สือหลิงซานมีความรู ้สึกที่ซับซ ้อนต่อหลี่ไหวอย่างมาก เขาจึงไม่ คิดจะพูดจาตีสนิท มีเรื่องอะไรก็ว่าไปตามนั้น “หูเฟิงของตรอกเอ้อห ลาง ก่อนหน้านี้ไม่นานส่งจดหมายสองฉบับมาที่ร ้าน ฉบับหนึ่งมอบ ให้ข้า ในจดหมายบอกให้ข้าน าความมาบอกเจ้าว่าทุกวันนี้เขาอยู่ที่ ราชวงศ์สกุลหงอวิ๋นเซียวใหม่ทางทิศใต้ ร่วมกับสหายก่อตั้งพรรคขึ้น บนภูเขา หากเจ้ามีเวลาว่างก็แวะไปนั่งเล่นพูดคุยราลึกความหลังกับ เขาได้ เขามีธุระต้องการปรึกษากับเจ้าต่อหน้า” หลี่ไหวมึนงง เอ่ยอย่างเป็ นกังวลใจว่า “เขาติดค้างน้าใจข้าหรือ ทาไมข้าไม่เห็นรู ้เรื่องเลย หูเฟิงเข้าใจอะไรผิดหรือไม่?” สาหรับหูเฟิงที่อายุมากกว่าตนหลายปี อันที่จริงหลี่ไหวไม่มีภาพ จ าอะไร แค่พอจะจ าได้อย่างเลือนรางว่าหูเฟิงมักจะติดตามท่านปู่ ที่ เปิดร ้านขายของงานมงคลแวะเวียนไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อ ท างานหาเงินอย่างพวกซ่อมจานชาม ลับมีด ฯลฯ แม้ว่าจะเป็ นคน บ้านเดียวกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยคุยกันสักค า ไฉนถึงได้มีหนี้ น้าใจเลอะเลือนนี้โผล่มาได้? ขออย่าให้เป็ นคาพูดที่สลับกันกลายเป็ นว่าต้องการทวงหนี้จากตนเลยนะ เพียงแต่พอคิดดูอีกที ใน ความทรงจาหูเฟิงผู้นั้นเหมือนจะเป็ นคนชื่อสัตย์คนหนึ่ง คงไม่ถึงขั้น นั้นกระมัง? สือหลิงซานกล่าว “ขนาดเจ้ายังไม่รู ้แล้วข้าจะรู ้ได้อย่างไร ข้าแค่ เอาความมาบอกต่อเท่านั้น เรื่องอื่นๆ ข้าก็ไม่สนแล้ว จดหมายที่ส่งมา ให้เจ้าฉบับนั้นวางไว้บนโต๊ะห้องข้างฝั่งตะวันออกที่เจ้าเคยไปพัก ประจ า ไปอ่านเอาเอง” สือหลิงซานนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงหยิบกุญแจพวงหนึ่งมาวางลง บนโต๊ะ “อีกอย่าง ของทุกชิ้นที่อยู่ในห้องเก็บฝืนของเรือนด้านหลัง ท่านอาจารย์ผู้อาวุโสเก็บไว้ให้เจ้าทั้งหมด ข้ากับศิษย์พี่หญิงซูไม่กล้า เปิดเข้าไปท าความสะอาด เจ้ามีเวลาว่างก็ย้ายออกไปเถอะ เอาแต่ เก็บไว้ที่นี่ก็ไม่สมควรนัก มาเร็วไม่สู้มาได้จังหวะบังเอิญ วันนี้เลยก็ แล้วกัน ที่ร ้านมีรถเข็นอยู่คันหนึ่ง คาดว่าขนสักสองสามรอบก็น่าจะ หมด” หลี่ไหวหัวโตขึ้นมาทันใด ขน? ขนไปไหน? บ้านบรรพบุรุษของ ตนใหญ่เท่านั้น หากวันใดท่านแม่รู ้เข้าว่าในห้องของตนมีแต่ของ “ผุ พัง” ที่ขนมาจากร ้านยาตระกูลหยางกองไว้เต็มท่านแม่จะไม่ด่าเขา เป็ นชุดเลยหรือ ไม่ว่าค าพูดไม่น่าฟังอะไรก็คงถูกร่ายออกมาหมด หลักการที่ว่าคนตายสาคัญที่สุด เคารพผู้ใหญ่อะไรพวกนั้น ท่านแม่ ไม่เคยพิถีพิถันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หลี่ไหวจึงปรึกษากับสือหลิงซาน ว่าเอาของพวกนั้นไว้ที่เดิมก่อน หากสือหลิงซานรู ้สึกว่าเปลืองพื้นที่ของเรือนหลังร ้านยาเขาสามารถจ่ายเงินค่าเช่าให้ทุกปีได้…สือหลิง ซานมองชายหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อที่มีใบหน้าจริงใจผู้นี้แล้วถอน หายใจ โบกมือ บอกว่าค่าเช่านั้นช่างเถิด ไม่ต้องท าตัวห่างเหินกัน ขนาดนี้ แล้วนับประสาอะไรกับที่เรือนหลังทั้งแห่งก็เป็ นพื้นที่ของท่าน อาจารย์ หากเจ้าขี้เกียจย้ายไป วันหน้าก็ค่อยว่ากัน หลี่ไหวรีบเอ่ยขอบคุณ แล้วก็เตรียมจะไปดูที่เรือนด้านหลัง เขา ก้มหัวเลิกม่านไม้ไผ่ออก สือหลิงซานเหลือบมองภูตจิ้งจอกที่ท าท่าจะ ตามหลี่ไหวไปเรือนด้านหลังด้วย เอ่ยด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “ด้านหลัง ของร ้านยา คนที่ไม่ข้องเกี่ยวห้ามเข้าไป” เหอะ ก็แค่ภูตจิ้งจอกที่ชาติกาเนิดไม่เที่ยงตรงตัวหนึ่ง กล้าจะไป เดินเล่นที่เรือนหลังด้วยหรือ? ใครมอบความกล้าให้เจ้ากัน! เหวยไท่เจินสีหน้าซีดขาวไปเล็กน้อย ภูตจิ้งจอกที่มีนิสัยนุ่มนิ่ม อ่อนโยนรีบยอบเข่าคารวะไปทางโต๊ะคิดเงิน เป็ นการขออภัยอย่างไร ้ เสียงต่อผู้ฝึกยุทธคนนั้น ไม่รู ้ว่าหลี่ไหวคิดอย่างไร แต่ถึงอย่างไรผู้ฝึ กยุทธหนุ่มคนนี้ใน สายตาของเหวยไท่เจินด้านหลังของเขาก็เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอย ปกป้ องคุ้มครอง ส่องแสงสีทองเจิดจ้า ราวกับว่าสามารถสยบภูตผี ปีศาจทั้งหมดได้โดยธรรมชาติพอเหวยไท่เจินเข้ามาในร ้านก็สัมผัสได้ถึงภาพบรรยากาศของ พลังอ านาจอันเฉียบคมนี้ได้ทันที สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ร่างทองบริสุทธิ์องค์หนึ่งลืมตาขึ้นช ้าๆ หลุบตาลงต่ามองมายังภูตจิ้งจอกตนนั้น เหวยไท่ เจินไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายหลี่ไหวหันหน้ามายิ้มอธิบายว่า “สือหลิงซาน กฎเดิมของร ้านยา ข้าย่อมรู ้อยู่แล้ว แต่ว่าแม่นางเหวยคือสหายรักของข้า ไม่ต้องยึดมั่น ในกฎเกณฑ์เช่นนี้ วางใจเถอะ ข้ารับรองว่าแม่นางเหวยตามข้าไปที่ เรือนหลังจะไม่มีทางจับพลิกข้าวของใดๆ แน่นอน”เห็นสือหลิงซานไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ หลี่ไหวก็กุมมือคารวะ ยิ้มหน้าทะเล้นช่วยพูดขอร ้องแทนให้ “อะลุ้มอล่วยให้หน่อย รบกวน อะลุ้มอล่วยให้หน่อย”ในเมื่อหลีไหวพูดถึงขนาดนี้แล้ว สือหลิงซานก็ได้แต่พยักหน้ารับไม่ใช่เพราะสือหลิงซานจงใจหาเรื่องภูตจิ้งจอกที่ไม่รู ้ความ เป็ นมาตนนั้น หรืออยากจะทาให้หลี่ไหวขายหน้าอะไร แต่เป็ นเพราะสื อหลิงซานรู ้ชัดเจนดีว่าเรือนหลังของร ้านยาแห่งนี้ไม่ใช่ว่าใครก็จะ สามารถเข้าไปเยือนได้จริงๆ ทุกวันนี้ท่านอาจารย์ผู้อาวุโสไม่อยู่แล้ว สือหลิงซานจึงอยากจะรักษาระบบสืบทอดนี้ไว้ให้ได้มากที่สุดหลี่ไหวใช ้เสียงในใจอธิบายว่า “แม่นางเหวย อย่าได้โกรธเลย สื อหลิงซานเป็ นคนแบบนี้เอง เขาให้ความสาคัญกับกฎระเบียบที่สืบ ทอดมาจากคนรุ่นก่อนๆ มาก สนแต่เรื่องไม่สนคน”เหวยไท่เจินพยักหน้ารับแรงๆส่วนการรวมเสียงให้เป็ นเส้นของผู้ฝึกยุทธเต็มตัว การใช ้เสียงใน ใจพูดคุยของผู้ฝึกลมปราณ อยู่ดีๆ หลี่ไหวก็เรียนเป็ นเสียอย่างนั้นบางครั้งหลี่ไหวก็จะทอดถอนใจว่าหากตนหัวไวเรื่องการเรียน แบบนี้บ้างก็ดีน่ะสิ ส่วนทาไมถึงเป็ นเช่นนี้ หลี่ไหวเป็ นคนไม่คิดอะไร มาก เรื่องที่คิดแล้วไม่เข้าใจมีถมเถไป จะสิ้นเปลืองสมองให้มากมาย ไปไยเรือนด้านหลังมีหลังคาเปิดอ้า ทุกครั้งที่ฝนตกลงมาก็จะเป็ นภาพ ที่น้าจากสี่ด้านไหลมารวมกันในห้องโถงเดียวห้องหลักที่สูงพ้นพื้นมามีบันไดหลายขั้น ชายคาฝั่งตรงข้ามวาง ม้านั่งไม้ตัวยาวไว้ตัวหนึ่งเวลานี้เหวยไท่เจินมีลางสังหรณ์ที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง แต่ บางทีนี่ก็อาจเป็ นความรู ้สึกลวงได้เหมือนกันเพราะพอเข้ามาที่นี่นางก็หายใจได้ไม่คล่อง เรือนกายคล้ายจะ เล็กจ้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าอยู่ในตาหนักโอ่อ่าโอฬารที่สูง จนมองไม่เห็นฟ้ า ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึงนางถึงขั้นรู ้สึกว่าทุกลมหายใจของตนคล้ายจะเป็ นการทา ความผิดที่มีโทษสมควรตาย