ตอนที่ 2794
บทที่ 1047.2 สุดท้ายความฝันงดงามก็กลายเป็ นจริง
October 21, 2026
หลี่ไหวกล่าว “เขาไปที่ใบถงทวีปแล้ว บอกว่าเฉินผิงอันเชิญให้ เขาออกจากภูเขาด้วยตัวเอง ต้องไปทาเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่หากขาด เขาไปก็จะไม่ส าเร็จ” เจิ้งต้าเฟิงกล่าวอย่างจนใจ “เจ้าก็เชื่อจริงๆ หรือ?” หลี่ไหวยิ้มเอ่ย “ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรื่องอย่างการคุย โวไม่ต้องร่างค าพูดประเภทนี้ จะคิดจริงจังไปทาไม แค่ฟังแล้วก็ปล่อย ผ่านไปเท่านั้น” เจิ้งต้าเฟิงยกนิ้วโป้ งให้ “หัวใจกว้างขวางย่อมรองรับความสุขได้ ดี” หลี่ไหวถาม “ซูเตี้ยนล่ะไปไหน?” เจิ้งต้าเฟิงกล่าว “นางออกเดินทางไกลแล้ว เพราะได้พึ่งใบบุญ ของเจ้า ก็เลยไปหาศิษย์พี่ อยู่ในวงการขุนนางของราชสานักหากมี คนรู ้จักก็เป็ นขุนนางได้ง่าย ท่องอยู่ในยุทธภพมีศิษย์พี่ร่วมสานักที่มี ชื่อเสียงเป็ นที่พึ่ง หากคิดจะหยัดยืนอยู่ในต่างบ้านต่างเมืองก็น่าจะ ง่ายแล้ว” หลี่ไหวถามอย่างสงสัย “ซูเตี้ยนไปหาศิษย์พี่แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า ด้วย?”เจิ้งต้าเฟิ งหัวเราะร่วน “สวรรค์กล่าวไว้เช่นไร ชะตาเป็ นเช่นนี้ พูดมากไปก็ไร ้ประโยชน์” ตรงหน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว นักพรตเซียนเว่ยเห็นโฉมหน้าของบัณฑิตกลุ่มนั้นอย่างชัดเจน แล้ว ขาสองข้างของคนเฝ้ าประตูภูเขาลั่วพั่วรุ่นที่สองก็เริ่มสั่นเทาแล้ว คุ้นตา! คุ้นตาเกินไปแล้วจริงๆ! เพราะถึงอย่างไรสถานะนักพรต นั้นเป็ นของปลอม ไม่ได้รับธรรมโองการ แต่เหนียนจิ่งกลับเคยอ่าน ต าราของอริยะปราชญ์อย่างจริงจังมาก่อนหลายปี จะไม่คุ้นตาได้อย่างไรเล่า ศาลบุ๋นในอ าเภอ ในเขตการปกครอง ในแคว้นของหนึ่งทวีป ก็เป็ นศาลบุ๋นของเมืองหลวงที่มีจานวน ภาพเหมือนแขวนอยู่มากที่สุด มีปราชญ์ครบทั้งเจ็ดสิบสองท่าน อาเภอและเขตการปกครองในพื้นที่ เนื่องจากศาลบุ๋นมีขนาดไม่ใหญ่ ภาพเหมือนที่แขวนไว้จึงมีน้อย ส่วนใหญ่นอกจากภาพของ ปรมาจารย์มหาปราชญ์ หลี่เซิ่ง หย่าเซิ่งและเหวินเซิ่งแล้ว ก็จะแขวน ภาพเหมือนสิบภาพไล่มาตามอันดับ เรียกว่าสิบศิษย์เอกแห่งศาลบุ๋น บัณฑิตสี่คนแรก วันนี้พร ้อมใจกันมาที่ตีนเขา เซียนเว่ยเห็นแล้ว ก็จ าพวกเขาได้ทันที บัณฑิตสวมชุดผ้าฝ้ ายที่ตรงเอวห้อยกระบวยตักน้าเต้าหลิน นามว่าหรานจวิน คือผู้น าแห่งเจ็ดสิบสองปราชญ์ผู้มี เทวรูปตั้งวางในศาลบุ๋นเล่าลือกันว่าคนผู้นี้คืออริยะปราชญ์คนแรกที่ ได้ครอบครองตัวอักษรแห่งชะตาชีวิต ส่วนบุรุษที่สวมกวานสูงเรือนกายกายา ตรงเอวพกกระบี่เหล็กคน นั้น โจวกั๋ว นามตวนเจิ้ง เล่าลือกันว่าเป็ นคนที่ติดตามปรมาจารย์ มหาปราชญ์มานานที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทุกคน ติดตามปรมาจารย์ มหาปราชญ์ออกท่องไปใต้หล้า ท าให้ “นักพรต” ของโลกมนุษย์ยุค บรรพกาลไม่กล้าเปิดปากพูดจาเลวร ้าย หมิ่นเหมิน นามเซียงจี่ นิสัยอ่อนนอกแข็งใน เข้าสู่มรรคาด้วย ความกตัญญู เชี่ยวชาญในเรื่อง “วรรณกรรม” มากที่สุด หลีโหว นามจวีจิ้ง มีวาทศิลป์ และความสามารถในการโต้แย้ง บริหารบ้านเมืองได้อย่างมีหลักการ เก่งกาจในเรื่องการหาเงิน ถูก บัณฑิตรุ่นหลังเคารพบูชาเป็ นบรรพจารย์ด้านการค้าของลัทธิขงจื๊อ ปรมาจารย์มหาปราชญ์เคยเอ่ยชมเขาว่า “สามารถสนทนาเรื่อง ‘กวี นิพนธ ์ ได้” และหลีโหวก็เป็ นที่ยอมรับว่าเป็ นลูกศิษย์ที่ปรมาจารย์ มหาปราชญ์ให้ความเคารพนับถือมากที่สุด ไม่มีหนึ่งใน หากโจวกั๋ว ที่ห้าวหาญเก่งกล้าสามารถพูดกับอาจารย์ได้ว่า “เหตุใดต้องอ่าน ต าราก่อนถึงจะเรียกว่าการเรียนรู ้” หลีโหวกลับเอ่ยได้ว่า “ความรู ้ของ อาจารย์สูงส่งลึกล้า คล้ายกับผืนฟ้ าที่มิอาจพาดบันไดเดินขึ้นไปถึง ได้คงเป็ นเพราะหลีโหวเชี่ยวชาญการทาการค้า ในบรรดาลูกศิษย์ ของปรมาจารย์มหาปราชญ์เขาจึงถือว่าเกี่ยวข้องกับวิถีทางโลกมาก ที่สุด เรื่องเล่าและคาสรรเสริญเกี่ยวกับเขาในตาราที่แพร่หลายของ โลกยุคหลังจึงมีมากที่สุด ต่างก็พูดกันว่าเขาคือบัณฑิตที่นาสิ่งที่ได้ เรียนรู ้มาผสมผสานกับค าพูดและการกระท าได้ดีที่สุด บัณฑิตสี่คนที่เหมือนเดินออกมาจากม้วนภาพวาดของศาลบุ๋นนี้ ต่างก็เป็ นลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจของปรมาจารย์มหาปราชญ์ ล้วน อยู่ในอันดับสิบศิษย์เอกของศาลบุ๋น หรานจวินแม้ยากจนแต่มีความสุขในวิถีแห่งคุณธรรม จวีจิ้ง ร่ารวยแต่มีมารยาทวิถีแห่งบุ๋นและบู๊ ไม่ได้ตกลงสู่พื้น แต่อยู่ที่ตัวคน บุ๋นอยู่ที่หมิ่นเห มิน บู๊อยู่ที่ตวนเจิ้งหลีโหวยิ้มเอ่ย “พวกเราคงไม่ถูกมองเป็ นพวกนักต้มตุ๋นหรอก กระมัง?”ที่แท้หลังจากพวกเขามาถึงอาเภอไหวหวงก็ไม่ได้ไปเยือนภูเขา พีอวิ๋นที่อยู่ใกล้หรือภูเขาลั่วพั่ว แต่เกิดความคิดขึ้นมากะทันหัน ไปที่ เมืองหลวงต้าหลีกันมาก่อนรอบหนึ่ง เพราะอยากจะไปดูที่หอเหริ นอวิ๋นอี้อวิ๋นสักหน่อย แล้วค่อยไปเยือนสานักศึกษาขุนชานที่ในอดีต เคยเป็ นส านักศึกษาซานหยาคิดไม่ถึงว่าจะถูกคนขวางทางที่ตรอกเล็กเส้นนั้น สุดท้ายยังบอก ด้วยว่าถนนสายนี้ผ่านไปไม่ได้ ขอเชิญทุกท่านกลับไปเทพเซียนผู้เฒ่านามว่าหลิวเจียกับจ้าวตวนหมิงผู้เป็ นลูกศิษย์ ซุบซิบกันอยู่พักหนึ่งแล้วก็ไม่รู ้ว่าโทสะของก่อก าเนิดเฒ่าผุดมาจาก ไหน ที่แท้ลูกศิษย์ของตนเห็นบัณฑิตทุกคนก็บอกว่ารู ้จักทุกคน ต่าง ก็เป็ นอริยะปราชญ์ผู้มีเทวรูปที่อยู่ในภาพเหมือนของศาลบุ๋น จ้าวต วนหมิงพูดจาน่าเชื่อถือบอกว่าตนต้องมองไม่ผิดเป็ นแน่ แรกเริ่มที่ได้ ยินหลิวเจียยังตกตะลึงและใจไม่ดี แต่พอฟังไปถึงช่วงหลังๆ เซียนซือ ผู้เฒ่าก็เริ่มมีโทสะเสียแล้ว นักต้มตุ๋นในเมืองหลวงเดี๋ยวนี้โอหังกันถึง เพียงนี้เชียวหรือ? หากจะบอกว่ามีอริยะปราชญ์ผู้มีเทวรูปในต านาน ท่านหนึ่งมาเยือน ไม่แน่ว่าหลิวเจียอาจจะเชื่อจริงๆ มากสุดคือสองคน ผู้เฒ่าคงอดกังขาไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเท็จ แต่มาทีเดียวสี่คน แบบนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องลังเลกันอีกแล้ว อีกทั้งทุกคนต่างก็เป็ นอริยะ ปราชญ์อันดับหนึ่งในสิบศิษย์เอกของศาลบุ๋น…นี่ออกจะเกินไปหน่อย แล้ว!พวกเจ้าแต่ละคนเห็นข้าหลิวเจียเป็ นเด็กสามขวบหรือไร ถึงได้ คิดว่าข้าจะหลอกได้ง่ายขนาดนั้น?!คนทั้งสี่ที่ต้องกินน้าแกงประตูปิดหันมามองหน้าแล้วยิ้มให้กัน พวกเขาไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแค่หมุนตัวเดินจากมาเซียนซือผู้เฒ่ายังเอ่ยอย่างปลงอนิจจังอยู่ตรงนั้นว่า จริยธรรม ของสังคมเสื่อมถอยลงทุกวัน ผู้คนไม่ยึดถือคุณธรรมดังแต่ก่อน บัณฑิตทุกวันนี้ทาแต่เรื่องเสื่อมเสีย!เด็กหนุ่มอดไม่ไหวเปิดปากพูดว่า อาจารย์ หากพวกเขาไม่ได้ หลอกเรา แต่เป็ นตัวจริงล่ะ?เซียนซือผู้เฒ่าลูบหนวดคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้อนถามลูกศิษย์ อย่างระมัดระวังว่า คงไม่ใช่กระมัง?สุดท้ายผู้เฒ่าก็ไม่คิดมากอีกแล้วว่าความจริงจะเป็ นเช่นไร คลี่ ยิ้มสง่างาม หากพวกเขาเป็ นพวกเขาจริง ถ้าอย่างนั้นคาพูดล้อเล่นที่ กึ่งจริงกึ่งเท็จของราชครูชุยก็ถือว่าศักดิ์สิทธิ์จริงแล้วในเมื่อตนได้สมใจปรารถนา ได้พบเจอกับคนโบราณในต ารา ได้เจอกับผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่ไม่ปรากฏตัวง่ายๆ จริงๆ วันหน้าเขา หลิวเจียก็ไม่ต้องอยู่เฝ้ าประตูที่นี่แล้วเพียงแต่ว่าก่อนจะออกไปจากตรอกแห่งนี้ควรต้องขอบคุณซิ่วหู ดีๆ สักค าผู้เฒ่าหันหน้าไปมองตรอกที่ค่อนข้างเงียบเหงา คล้ายจะมองเห็น เงาร่างของบัณฑิตเฒ่าสวมชุดสีเขียวจอนผมสองข้างเป็ นสีขาวหิมะ มือหนึ่งถือถั่วลิสง บางครั้งก็โยนเข้าปากหนึ่งเม็ด เคี้ยวอย่างละเอียด พลางเดินมาช ้าๆ ครุ่นคิดเรื่องในใจของตัวเอง มีทั้งเรื่องของบ้านเมือง ทั้งเรื่องของใต้หล้า เดินอยู่บนเส้นทางของโลกมนุษย์ที่ไร ้คนข้างกายเพียงล าพังราวกับว่าไม่เคยสนใจเรื่องของการอบรมบ่มเพาะตนดูแล ครอบครัวให้ดีอะไร แต่กลับสามารถปกครองบ้านเมืองปกครองใต้ หล้าได้นักพรตเซียนเว่ยไม่ได้สงสัยในตัวตนของพวกเขา ในเมื่อพวกเขากล้ามาเยือนภูเขาลั่วพั่วก็ยิ่งเป็ นการยืนยันตัวตนของพวกเขาแน่นอนแล้ว ตวนเจิ้งกล่าวอย่างกังขาว่า “เป็ นเขา?”ศิษย์พี่ใหญ่ได้ให้คาตอบแล้ว บัณฑิตสวมชุดผ้าฝ้ ายประสานมือ คารวะนักพรตผู้นั้นก่อนใครบัณฑิตอีกสามท่านก็ประสานมือคารวะนักพรตผู้นั้นด้วยท่าทาง เคร่งขรึมจริงจังตามไปด้วยเพราะถึงอย่างไรเมื่อหมื่นปี ก่อน หากโลกมนุษย์ไม่มีคนผู้นี้ บุกเบิกเส้นทางให้ก่อนเกรงว่าใต้หล้าในอีกหมื่นปีให้หลังก็คงไม่ใช่ โลกมนุษย์อย่างเช่นทุกวันนี้แล้วเซียนเว่ยคนเฝ้ าประตูที่ปักปิ่นไม้บนมวยผมคารวะกลับคืนตาม ขนบลัทธิเต๋าอย่างมึนๆ งงๆรอกระทั่งเฉินผิงอันมาปรากฏตัวอยู่ข้างกาย เซียนเว่ยก็รู ้สึกโล่ง ใจได้ทันที ที่แท้พวกเขาก็คารวะเจ้าขุนเขานี่เองบนขั้นบันไดเส้นทางภูเขาที่ทอดยาวสู่ยอดเขาจี้เซ่อ เด็กชายชุด เขียวถูกเฉินชิงหลิวลากให้มานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปรับรองแขกที่ตีน เขาซินจี้อันที่ก่อนหน้านี้ออกเดินทางท่องเที่ยวเพิ่งจะกลับมายังภูเขา ลั่วพั่วได้ไม่นานนั่งอยู่ด้านข้าง