ตอนที่ 2811
บทที่ 1050.5 เวทกระบี่ของเฉินชิงตูธรรมดาสามัญ
October 21, 2026
และสุยโย่วเปียนที่ตอนที่หลูเซิงมีชีวิตอยู่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู ้ ให้จนหมดหน้าตักก็ได้สร ้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ที่เรียกได้ว่าไม่เคยมีใคร ท าได้มาก่อนในประวัติศาสตร ์และจะไม่มีใครท าได้อีกในอนาคต นาง เดินไปบนเส้นทางของการเรียนวรยุทธ ขณะเดียวกันก็ถึงกับดึงดูด เอาโชคชะตาบู๊ครึ่งหนึ่งของใต้หล้ามาไว้บนร่างตัวเองคนเดียว จูเห ลี่ยนและติงอิงในโลกยุคหลังที่แม้ขอบเขตวิถีวรยุทธจะสูงกว่าสุยโย่ วเปียน แต่กลับมิอาจทาเรื่องนี้ได้สาเร็จ สุดท้ายสุยโย่วเปียนก็ใช ้เรือนกายของผู้ฝึกยุทธบริสุทธิ์พกกระบี่ บินทะยานเหมือนเซียนกระบี่หญิงคนหนึ่ง ราวกับว่านางได้ปล่อย กระบี่ใส่ฟ้ าดินไปสามครั้ง สุดท้ายก็ล้มเหลวเลือดเนื้อสลายหายไปสิ้น โครงกระดูกกลายเป็ นผุยผง จิตวิญญาณแตกฉานซ่านเซ็นไปนับแต่ นั้น ใช ้คาเปรียบเปรยของลู่เฉินก็เหมือนกับเป็ นการ “สละร่างครั้ง แรก” ของพื้นที่มงคลดอกบัว การบินทะยานของสุยโย่วเปี ยนล้มเหลวก็คล้ายกับเป็ นการ พิสูจน์เรื่องหนึ่งว่า วิถีแห่งฟ้ ามิอาจละเมิด คนยากจะเอาชนะสวรรค์ ได้หลังจากนั้นมาผู้ฝึกยุทธในใต้หล้าก็คล้ายจะไม่เหลือความกล้า มากพอที่จะงัดข้อกับสวรรค์อีก ได้แต่วนเวียนไปมาอยู่ในยุทธภพ ของโลกมนุษย์ หลูเซิงยิ้มถาม “ตาราทั้งหลายที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้าในปีนั้น ไฉนถึง เก็บถนอมไว้เป็ นอย่างดีไม่เอาออกมาให้ใครเห็น? กลัวว่าจะมีคนแย่ง ชิงอันดับหนึ่งในใต้หล้ากับเจ้าหรือ?” ก่อนหน้านี้เจ้าลัทธิลู่มองอาจารย์ซีโจวท่านนี้สูง เพราะถึง อย่างไรหลูเซิงก็เคยใช ้ลมปราณแท้จริงเฮือกหนึ่งของผู้ฝึ กยุทธมา พยายาม “เติมมหาสมุทรให้เต็ม” สุดท้ายสร ้าง “ตับและถุงน้าดีที่ส่อง สว่างให้แก่กัน (เปรียบเปรยถึงการเปิดเผยจริงใจต่อกัน) คล าจนเจอ เส้นทางฝึกตนที่ใช ้การหลอมลมปราณมาเป็ นอมตะ ที่แท้ระหว่างการ ฝึกวรยุทธฝึกกระบี่ของหลูเซิง เขาก็ได้ทาการ “วิดน้าให้แห้งเพื่อจับ ปลา” ต่อต าราประวัติศาสตร ์ เกร็ดพงศาวดารทั้งหมดในพื้นที่มงคล จากนั้นก็ทยอยรวบรวมคาถาท่องปากเปล่า คาถาทางใจทั้งหลายที่ กระจัดกระจายกันประกบประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายก็ร่ายเส้นทาง ในการเดินขึ้นเขาออกมาได้หลายเส้น แล้วเขียนออกมาเป็ นบันทึก ส่วนตัวของตัวเอง ล้วนมอบให้กับลูกศิษย์อย่างสุยโย่วเปียนทั้งหมด หวังว่านางจะสามารถพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งยังแตกกิ่งก้านสาขาสืบทอดต่อไป บุกเบิกโฉมหน้าใหม่ นอกเหนือจากเส้นทางแห่งการเรียนวรยุทธ ผลคือสุยโย่วเปียนยึดมั่น อยู่แต่กับเวทกระบี่ ไม่สนใจ ‘วิชาเซียน” ประเภทนี้ ได้แค่เหมือนเพียงภาพลักษณ์ไม่เหมือนทางจิตวิญญาณ นางมิอาจเดินไปบนเส้นทาง ของการหลอมลมปราณได้อย่างแท้จริง สุยโย่วเปียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เงียบงันไม่เอ่ยค าใด นางมีใจเห็นแก่ตัวจริงๆ แต่กลับไม่ได้กังวลว่าจะมีใครมาแย่งชิง อันดับที่หนึ่งกับตน ก็แค่ไม่ยินดีจะเปิ ดต าราอ่านให้คนนอกเห็นก็ เท่านั้น ตอนนั้นสุยโย่วเปียนไม่ได้ทาลายตารา หลังจากที่นาง “พกกระบี่ บินทะยาน” ล้มเหลวตาราพวกนั้นก็ปะปนอยู่ในตาราที่สกุลสุยเก็บ รักษาไว้ ภายหลังก็หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปตลอดทาง สุดท้ายมี เพียงตาราลับเขียนด้วยมือจานวนไม่ถึงครึ่งที่ตกไปอยู่ในมือของอวี๋เจิ นอี้แห่งพรรคหูซาน สุยโย่วเปียนนั้นตรงกันข้ามพอดี อวี๋เจินอี้ที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่ ก าเนิดถือว่าได้จิตวิญญาณไป แต่น่าเสียดายที่รูปลักษณ์ไม่สมบูรณ์ ทว่าอาศัยความสามารถของตัวเอง อวี๋เจินอี้ก็ยังคงกลายเป็ นผู้ฝึ ก ลมปราณคนแรกตามความหมายที่แท้จริงของพื้นที่มงคลดอกบัวได้ อยู่ดี เปลี่ยนจากคนแก่กลายมาเป็ นเด็ก ขี่กระบี่บินทะยานด้วยท่วงท่า ของเซียนเหริน ดังนั้นหากว่ากันในบางระดับแล้วก็สามารถพูดได้ว่าพื้นที่มงคล ดอกบัวมีระบบการสืบทอดที่มองไม่เห็นอยู่สายหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นมาจากหลวี่เหยียนฉุนหยางเจินเหรินที่ถ่ายทอดให้กับหลูเซิง จากนั้นก็ ส่งต่อให้กับสุยโย่วเปียน สุดท้ายจึงไปผลิดอกออกผลอยู่ที่อวี๋เจินอี้ แม้ว่าควันธูปจะล่องลอย เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ แต่เส้นสายนั้นก็ไม่ เคยหล่นร่วงลง รอกระทั่งสุยโย่วเปียนมาถึงใต้หล้าไพศาล แล้วกลายเป็ นผู้ฝึ ก ลมปราณ ถึงได้รู ้ถึงน้าหนักของตาราที่อาจารย์ตนทิ้งไว้ให้อย่าง แท้จริง หลูเซิงยิ้มเอ่ย “ไม่ว่าอะไรก็ต้องการทั้งหมด ผลคือโลภมากจึง เคี้ยวไม่ละเอียด สมกับเป็ นบัณฑิตที่ไร ้ประโยชน์จริงๆ” สุยโย่วเปียนถามอย่างระมัดระวัง “ขอบเขตของอาจารย์?” หลูเซิงกล่าว “สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ยังเป็ นเพราะจิตแห่ง มรรคาของตัวเองยังไม่แข็งแกร่งมากพอ เป็ นเหตุให้หยุดค้างอยู่ที่ ขอบเขตหยกดิบมานานมากแล้ว รอกระทั่งเจียงซ่างเจินเปิดปากพูด เตือน ข้าถึงได้รู ้ความจริงบางอย่าง คนในสถานการณ์มักสับสน แต่ คนนอกสถานการณ์กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่ามันสาย ไปแล้ว” ตลอดหลายปีที่หลูเซิงออกมาจากพื้นที่มงคลนี้ จนถึงทุกวันนี้ กลับยังไม่ได้เลื่อนเป็ นเซียนเหริน ไม่ใช่เพราะคุณสมบัติในการฝึก ตนไม่มากพอ แต่เป็ นเพราะเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวจงใจ “สร ้างความ ล าบากใจ” ให้กับหลูเซิงผู้นี้หลูเซิงที่ “ตายไปครั้งหนึ่ง” หลังจากการถามมรรคาที่ไม่มีบุคคล ที่สามรู ้เรื่องวงในล้มเหลว เขาสะลึมสะลืออยู่ท่ามกลางความมืดมิด รอกระทั่งลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นนักพรตเฒ่าเรือนกายสูงใหญ่คน หนึ่ง ทั้งสองนั่งกันอยู่ในธารดวงดาวสีเงินหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ก้มลงมอง โลกมนุษย์ไปด้วยกันนักพรตเฒ่าที่บอกว่าตัวเองคือเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวบอกว่าอันที่จริง คุณสมบัติในการฝึกตนของเขาไม่เลว ไม่ถือว่าเป็ น “ก าเนิดฟ้ า’ ได้ แต่ถือว่าเป็ น ‘ก าเนิดดิน” เหมาะแก่การฝึกตนแต่ติดขัดที่เนื้อหนังมัง สาและระดับขั้นของพื้นที่มงคลจึงช่วยเปลี่ยนเรือนกายใหม่ให้แก่เขา เปลี่ยนสถานที่ที่มีปราณวิญญาณเปี่ยมล้นเพื่อฝึกตนต่อ มีข้อตกลง กันข้อหนึ่ง คราวหน้าเมื่อทั้งสองฝ่ายได้พบเจอกันอีกครั้ง หากหลูเซิง สามารถอาศัยเวทกระบี่ของตัวเองมาทาลายกรงขังได้ก็จะมี คุณสมบัติที่จะเรียกขานเขาว่าสหาย โอสถทองเม็ดนั้นถือเป็ น ของขวัญก่อนจากลา ถือเป็ นของในกระเป๋ าของเจ้าหลูเซิงแล้ว ไม่ จาเป็ นต้องทาสิ่งที่เกินความจาเป็ นด้วยการนาไปมอบส่งต่อให้คนอื่นน่าเสียดายก็แต่ถึงแม้หลูเซิงที่อยู่ในพื้นที่มงคลถ้าเมฆาจะเดินที ละก้าวจนมาถึงขอบเขตหยกดิบ ทั้งยังเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ แต่กลับไม่ สามารถท าลายตราผนึกก่อนก าเนิดของชุดคลุมเต๋าขนนกกระสาตัว นั้นได้ชุดคลุมอาคมก็คือถ้าสวรรค์ คล้ายกับบทกวีบทหนึ่งของป๋ าย เหย่ที่บอกว่ามหามรรคาดุจดั่งฟ้ าคราม มีเพียงข้าที่ออกไปไม่ได้นี่ก็คือการทดสอบอย่างหนึ่งที่เจ้าอารามผู้เฒ่าตั้งใจทาหากหลูเซิงสามารถท าลายขีดจ ากัดของชุดคลุมอาคมได้ ท าลายก่อนแล้วค่อยหยัดยืนขึ้นมาใหม่ ฟ้ าก็จะสูงแผ่นดินก็จะกว้าง ใหญ่สาหรับเขา นั่นจึงจะถือว่าได้ออกมาจาก “บ่อโบราณของอาราม เต๋า” แห่งนั้นอย่างแท้จริง หลูเซิงไม่ต้องเป็ นกบใต้บ่ออีกต่อไป ถึงจะมี คุณสมบัติพอที่จะให้เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวยอมรับเขาเป็ นสหายด้านการ ฝึกตนคนหนึ่งน่าเสียดายที่หลูเซิงกักตัวเองอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง สวมชุดคลุม อาคม เฝ้ าดูแลโอสถทองบรรพกาลเม็ดหนึ่งมานานแสนนาน บนไหล่ มีคางคกสีทองสามขาตัวหนึ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยโชคลาภนอนหมอบ อยู่อันที่จริงปีนั้นก็เป็ นหลูเซิงที่แนะนาให้เจียงซ่างเจินพาสหายรัก บนภูเขาอย่างลู่ฝ่างไปเยือนพื้นที่มงคลดอกบัวรีผลคือพื้นที่มงคลกลับมีตาหนักคลื่นวสันต์และลู่ฝางแห่งยอดเขา เหนี่ยวค่านเพิ่มมาแต่ลู่ฝ่ างกลับยังไม่อาจฝ่ าด่านรักได้ ไม่เคยหมด อาลัยตายอยาก ตายก่อนแล้วค่อยฟื้นขึ้นมาใหม่ได้อย่างแท้จริงตอนที่อยู่พื้นที่มงคลถ้าเมฆา เจียงซ่างเจินเคยได้สนทนากับหนี หยวนจานครั้งหนึ่ง“ข้าอยากขอยืมกระบี่จากท่านมาสร ้างแสงสว่างให้กับฟ้ าดินอัน มืดมิด” “ไม่มีกระบี่ที่ว่านี้ อย่าได้หลอกคนอื่น” “เจ้าคนนี้ก็คือกระบี่ตอนนั้นหลูเซิงไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง คิดแค่ว่าเจียงซ่าง เจินบ่นที่ตัวเองขัดขวางการฝึกตนของสหายรักลู่ฝ่ างก็เลยจงใจด่า กัน เพียงแต่หลูเซิงฉลาดถึงเพียงใด เพียงไม่นานก็ขบคิดความหมาย แฝงออกค ากล่าวของเจียงซ่างเจินมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ จะบอกว่า เรือนกายนี้ของเขาหนีหยวนจานก็เป็ นกระบี่ที่เจ้าอารามผู้เฒ่าหลอม ขึ้นมาด้วยมือตัวเอง หลอมได้ครึ่งหนึ่งก็ละทิ้งไปก่อนกลางทางเป็ นเหตุให้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือต้องให้หนีหยวนจานมาหลอมต่อ ด้วยตัวเอง “ใช ้เรือนกายหลอมกระบี่” ต่ออีกครั้ง แล้วสักวันหนึ่งเมื่อ หลอมส าเร็จแล้ว หลูเซิงก็ย่อมสามารถท าลายกรงขังของชุดคลุม อาคมได้เองผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ของใต้หล้ามืดสลัว นักพรตหญิงอู๋โจวก็ได้ เดินไปบนเส้นทางแห่งการผสานมรรคาที่ “หมื่นสรรพสิ่งล้วนสามารถ หลอมได้หลูเซิงบัณฑิตแห่งพื้นที่มงคลดอกบัวเท่ากับว่าได้บุกเบิกเส้นทาง ใหญ่สองเส้นอย่างการหลอมลมปราณและหลอมวัตถุเพียงผู้เดียวแต่โชคชะตาเล่นตลก ทั้งสองเส้นทางล้วนทิ้งไปกลางคันทั้งสิ้นหลูเซิงมองกระบี่ยาวที่สุยโย่วเปียนสะพายอยู่แล้วยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สองค าว่าฉางเซิงอมตะ เมื่อสลับตาแหน่งกัน ก็เป็ นคาว่าเซิงจ่างเติบโต” (ฉางเซิงกับจ่างเซิง ตัวอักษรจีนเขียนว่า 长生 เหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงต่างกันเล็กน้อย)