ตอนที่ 2827
บทที่ 1055.1 ก็คือมาตุภูมิ
October 21, 2026
กลุ่มควันลอยขโมงอยู่ใต้ชายคาดุจการมองบุปผาในม่านหมอก ฟ่ านจวิ้นเม่าถาม “รู ้หรือไม่ว่าเป็ นอริยะปราชญ์ผู้มีเทวรูปคนใด ที่จะมาทาพิธีแต่งตั้งที่ภูเขาจื่อถง?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “บอกได้ยาก ตอนนี้ที่แน่ใจได้มีแค่ภูเขา พีอวิ๋นกับภูเขาเซ่อจื่อ นั่นคืออาจารย์ใหญ่กับโจวกั๋ว ผู้ฝึกกระบี่ใน อาณาเขตของราชวงศ์จูอิ๋งเก่ามีค่อนข้างเยอะ” ฟ่ านจวิ้นเม่ากล่าว “มีโอกาสดื่มเหล้ากับฟ่ านเอ้อก็เกลี้ยกล่อม เขาหน่อยว่า อายุก็ไม่น้อยแล้ว ยังเป็ นชายโสดอยู่ ไม่เข้าท่าเอา เสียเลย หาเงินมามากมายขนาดนั้นมีความหมายหรือ? ตลอดทั้งปีไม่ เคยได้มีเวลาว่าง พอว่างเข้าหน่อยก็ชอบไปคลุกคลีอยู่กับนักบัญชี และพวกสารพัดช่าง เขาต้องการอะไรกันแน่ ทุกวันเอาแต่ดีดลูกคิด หัวเราะอย่างโง่งมอยู่กับสมุดบัญชี” เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คนบางคนเกิดมาก็ชอบหาเงินโดยเฉพาะ เป็ น เรื่องที่เรียบง่ายมากก็เหมือนอย่างผู้ฝึกยุทธเรียนวิชาหมัด ผู้ฝึกกระบี่ ฝึกกระบี่ ล้วนมีความสุขที่ได้ทา ฟ่ านซานจวินวางใจเถอะ ข้าจะต้อง ไปหาฟ่านเอ้อแล้วชวนเขาดื่มเหล้าด้วยตัวเองแน่”ฟ่ านจวิ้นเม่าลุกขึ้นยิ้มเอ่ย “ต้องการให้ข้าเรียกเฉาหย่งออกมา ไหม เรื่องดีๆ ของเขาถูกเจ้าก่อกวนไปเสียแล้ว อย่าได้มีปมในใจต่อ กันเสียล่ะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าล้วนความจาดีกันทั้งนั้น” เฉินผิงอันพยักหน้า “เจ้าไปบอกเขาหน่อยว่าข้าเชิญเขาออกมา พูดคุยกัน” เว่ยป้ อลุกขึ้นยืน ตบชุดคลุม “ข้าตามไปด้วย” ไม่เหมาะที่จะให้เฉินผิงอันไปลากหลินหลีป๋ อออกมาพูดคุยกัน เพียงล าพัง ท่าทีจะเด่นชัดเกินไป การประชุมในวันนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้ ฝึ กปรือฝี มือในที่ว่าการจนกลายพวกเจ้าเล่ห์เฉลียวฉลาดกัน หมดแล้ว ฟ่ านจวิ้นเม่ายังเป็ นคนจาพวกพูดจาพึ่งพาไม่ได้ ความวกวน อ้อมค้อมในวงการขุนนาง หนึ่งประโยคซุกซ่อนความหมายไว้ มากมาย นางเทียบเท่าได้แค่มาตรฐานของเด็กประถมเท่านั้น เว่ยป้ อ จึงไม่ค่อยวางใจนัก ระหว่างที่เดินไปยังห้องทรงพระอักษร ฟ่ านจวิ้นเม่าใช ้เสียงในใจ ถามว่า “เว่ยป้ อ ตอนอยู่คฤหาสน์หลบร ้อน เฉินผิงอันก็เป็ นขุน นางแบบนี้หรือ?” เว่ยป้ อหลุดหัวเราะพรืด “แค่เข้าใจในทางตรงกันข้ามก็พอ หลาย ความหมายเอ่ยด้วยประโยคเดียวให้ชัดเจน ทั้งคนพูดและคนฟังต่างก็ ไม่เปลืองแรง หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่พูดเสียเลย ผู้ฝึกกระบี่ใช ้เหตุผลจะไม่เรียบง่ายได้อย่างไร แล้วนับประสาอะไรกับที่ที่นั่นก็คือกาแพงเมือง ปราณกระบี่” ฟ่านจวิ้นเม่าพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เจอคนพูดภาษาคน เจอผีพูด ภาษาผี” เว่ยป้ อยิ้มไม่เอ่ยอะไร แล้วก็ไม่ให้คาวิจารณ์ใดๆ ฟ่ านจวิ้นเม่ากล่าว “เว่ยเย่โหยว เจ้าฟังไม่เข้าใจใช่หรือไม่ ประโยคนี้ของข้ามีสองความหมาย ส าหรับวงการขุนนางของก าแพง เมืองปราณกระบี่และไพศาล ล้วนมีทั้งความหมายในเชิงบวกและเชิง ลบ”เว่ยป้ อยิ้มบางๆ “ที่แท้ก็เป็ นแบบนี้นี่เอง ได้รับการสั่งสอนแล้ว”เจ้าฟ่านซานจวินคุยเรื่องนี้กับข้า ไม่เท่ากับพูดกับโจวอันดับหนึ่ง ว่าหาเงินได้ง่ายแค่ไหน หรือพูดในเรื่องมารยาทกับอาจารย์เสี่ยวโม่ หรอกหรือ?ก็เหมือนระหว่างการประชุมก่อนหน้านี้ที่จิ้นชิงจงใจเอ่ยสัพยอก เฉินผิงอัน อะไรที่บอกว่าหมัดเดียวก็ต่อยให้เถ้าแก่รองล้มคว่า เซียน กระบี่ใหญ่บุกเดี่ยวอะไรนั่น มองดูคล้ายเป็ นค าหยอกเย้า แต่จะไม่มี ความหมายแฝงได้อย่างไร ข้อแรกคือกาลังเตือนทุกคนที่อยู่ในห้อง ถึงสถานะอิ่นกวานคนสุดท้ายของเฉินผิงอัน ข้อที่สองก็คือช่วยปูพื้น ให้กับเฉินผิงอัน ชี้นา “การเย้ยหยันตัวเอง” ของเฉินผิงอันในภายหลังที่บอกว่าเป็ นแค่ขอบเขตก่อกาเนิดเท่านั้น มิอาจคู่ควรกับค า เรียกขานว่าเซียนกระบี่เพราะถึงอย่างไรใต้หล้าไพศาลในทุกวันนี้ต่างก็คาดเดากันว่า เฉินผิงอันมีขอบเขตอะไรกันแน่ แล้วสามารถสร ้างวีรกรรมอย่างการ แกะสลักตัวอักษรลงบนหัวก าแพงเมืองได้อย่างไร เป็ นผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตบินทะยานหรือสูงกว่านั้น?หากเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ที่เริ่มต้นที่ขอบเขตบินทะยานจริงๆ มี ศักยภาพเช่นนี้ บวกกับสถานะราชครูของต้าหลี ถ้าอย่างนั้นวันหลัง ทุกครั้งที่มีการประชุมในห้องทรงพระอักษรจะยังต้องหารืออะไรกันอีกแต่หากขอบเขตของเฉินผิงอันเป็ นแค่ก่อก าเนิดจริงๆ ต่อให้ พรุ่งนี้เขาจะเป็ นขอบเขตหยกดิบหรือขอบเขตเซียนเหริน ส าหรับ องค์เทพชั้นสูงของในทวีปที่นั่งกันอยู่ในห้องแล้ว ต่างก็รู ้สึกว่า สามารถพูดคุยกันได้ ก็เหมือนอย่างที่เฉินผิงอันพูดเอง ถือเป็ นการ ประชุมที่มีเรื่องให้ต้องปรึกษากันส่วนเรื่องที่ว่าทาไมเฉินผิงอันถึงจงใจลดความสาคัญในเรื่องของ ขอบเขต เว่ยป้ อกลับสามารถเข้าใจได้ เพราะไม่สะดวกจะเริ่มต้นให้ ตัวเองดูสูงส่งเกินไป ไม่ว่าเรื่องอะไรก็กลัวว่าการเริ่มต้นจะง่ายดาย เกินผู้ฝึกกระบี่เหมาะกับสนามรบ ไม่เหมาะกับวงการขุนนางเฉาหย่งที่กาลังพูดคุยกับเทพภูเขาคนหนึ่งที่คุ้นเคยกันดีเดิน ออกมาข้างนอกอย่างว่องไว เฉินผิงอันเก็บกระบอกยาสูบไปแล้ว ยืน รออดีตเฉียนถังจ่างผู้นี้อยู่ในระเบียงเฉินผิงอันใช ้เสียงในใจพูดเข้าประเด็นหลักโดยตรง “หลินหลีป๋ อ อู่อวิ๋นเทพวารีเจ๋อเจียงที่เจ้าแนะนา ข้าแค่เคยได้ยินชื่อของเขาเท่านั้น ไม่เคยมีโอกาสได้ท าความรู ้จักกันมาก่อน แต่เฉินเหวินเซี่ยนกลับ เป็ นสหายของข้า ดังนั้นในเรื่องนี้ข้าจึงมีใจที่เห็นแก่ตัว วันหน้าหากมี โอกาสไปดื่มเหล้าที่ตาหนักอวิ๋นสุ่ย คงต้องรบกวนให้หลินหลีป๋ อช่วย แนะน า ช่วยพาข้าไปขอขมาที่จวนวารีเจ๋อเจียงด้วยแล้ว”เฉาหย่งฟังแล้วก็พยักหน้ารับ “ดีใจมากที่ราชครูเฉินยินดีพูดกับ ข้าอย่างจริงใจ วันหน้าหากมีเรื่องทานองนี้อีก อย่างน้อยก็ไม่ต้อง อธิบายกับข้าแล้ว ส่วนทางฝั่งของอู่อวิ๋น ราชครูเฉินโปรดวางใจได้ เลย ไม่จาเป็ นต้องคิดมาก ครั้งนี้ที่แนะนาให้เขามารับหน้าที่เฉียนถัง จ่างเดิมทีก็เป็ นข้าที่ตัดสินใจเองโดยพลการ ไม่ได้บอกกับเขาก่อน ด้วยซ้า ไม่ได้เป็ นเฉียนถังจ่างด้วยนิสัยของอู่อวิ๋น ไม่เพียงแต่จะไม่ พานโกรธราชครูเฉิน ไม่แน่ว่าอาจจะยังดื่มสุราสองชามผัดกับแกล้ม สองสามจานมาร่วมแสดงความยินดีด้วย”กล่าวมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เฉาหย่งพลันยิ้มกว้าง “เมื่อก่อนอู่อวิ๋นเกลียดขี้หน้าพวกนายท่านเซียนกระบี่ของภูเขาตะวัน เที่ยงมานานแล้ว แล้วยังเคยทะเลาะกันมาก่อนด้วย มีเพียงครั้งเดียวที่ มอบเงินให้กับภูเขาตะวันเที่ยงก็คืออาศัยบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าชมงานพิธี ตอนนั้นเขามีความสุขมากจึงทุ่มเงินฝนธัญพืชไป หลายเหรียญ บอกว่าเงินนี้คุ้มค่าที่จะจ่าย”เฉินผิงอันกลั้นขา ใช ้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะต่อว่า “อีกเดี๋ยว ทางฝั่งของฝ่ าบาทอาจจะปรึกษาในเรื่องของรายชื่อผู้ที่จะเดินลงน้าที่ เหลืออยู่ของฉีตู้ในเวลาร ้อยปี ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกกล่าวกับฉางชุน โหวไว้แล้วว่าตาหนักปี้เซียวยินดีจะยกรายชื่อที่เหลือให้”ภูเขาและน้ามีความต่าง ที่ตั้งจวนของเทพวารีที่มีตาแหน่งสูงของ ลาน้าใหญ่ไม่เหมือนกับเทพภูเขา ฝ่ ายแรกมักจะแขวนกรอบป้ ายไว้ สองแผ่น ยกตัวอย่างเช่นจวนฉางฉุนโหวของหยางฮวาและตาหนักปี้ เซียว จวนโหวลาน้าใหญ่ คือที่ว่าการที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลบุ๋น ส่วนตาหนักปี้เซียวนั้นเป็ นชื่อเรียกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเทพ วารีหยางฮวา เจียวเฒ่าที่มีชาติกาเนิดจากถ้าเฟิงสุ่ยชีหลี่หลงอย่าง เฉาหย่งก็ได้ครอบครองกรอบป้ ายสองป้ ายอย่างจวนหลินหลีป๋ อกับ ตาหนั กอวิ๋นเหวินเช่นเ ดียวกัน ทุกวันนี้มีข่าวลือ ว่า “ตา หนักเต๋อโหยว” ของเสิ่นหลินหลิงหยวนกงแห่งลาน้าจี้ตู๋ของอุตรกุรุ ทวีปก็มาจากลายมือของคนบางคนเช่นกัน