ตอนที่ 2832
บทที่ 1055.6 ก็คือมาตุภูมิ
October 21, 2026
ละอายใจจริงๆ ความสามารถในด้านนี้สลับกับขอบเขตของผิน เต้าพอดี หากเป็ นหอเรือนสูงสิบห้าชั้น ผินเต้าก็อยู่ชั้นที่สอง เฉินผิงอันไม่ ถามให้มากความอีก ลู่เฉินนวดคลึงปลายคาง “แต่ยังดีที่ผินเต้าเคยเห็นหมูวิ่งมาก่อน คิดดูแล้วตอนที่นางยังเป็ นเด็กสาวก็น่าจะหลงรักจู๋หวงตั้งแต่แรกเห็น แล้วล่ะ” เฉินผิงอันหัวเราะร่า “เป็ นความเห็นที่ดี” ทุกวันนี้ใครบ้างที่ไม่รู ้ว่าใต้เท้าอิ่นกวานแห่งก าแพงเมืองปราณ กระบี่มี “น้าเต้าเลี้ยงกระบี่” ลูกหนึ่งชื่อว่า “ตะกร ้าไม้ไผ่” ด้านในบรรจุ “กระบี่บิน” ที่เป็ นคาพูดเหน็บแนมประชดประชันไว้จนเต็ม? ลู่เฉินรู ้สึกว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับมาสักหน่อย “บนโลกนี้มี ความไม่รู ้อยู่อย่างหนึ่งที่งดงามที่สุด” “หมายความว่ายังไง?” “ยกตัวอย่างเช่นเพราะอายุน้อยจึงไม่รู ้ ด้วยเหตุนี้ด้ายแห่งรักจึง พัวพันกันเป็ นร ้อยตลบเด็กหนุ่มกับเด็กสาว ไยต้องเข้าใจความรักตอนอายุยังน้อยด้วยเล่า หากเข้าใจตั้งแต่ในยามนั้น คิดดูแล้วก็คงจะ ไม่ใช่ความรักแล้วล่ะ” “พูดเข้าเป้ าในคาเดียว คือข้อวินิจฉัยที่เฉียบแหลมยิ่ง” “ผินเต้าเคยทะเลาะเรื่องหนึ่งกับสหายรักคนหนึ่ง นั่นคือคากล่าว ที่ว่า “ดอกราตรีบานเพียงชั่วข้ามคืน” สรุปแล้วเป็ นฉากแห่งความสุข หรือเป็ นฉากแห่งความเศร ้ากันแน่ ผินเต้ารู ้สึกว่าเป็ นอย่างแรก สหาย คนนั้น หรือก็คือเกากูแห่งตาหนักหัวหยาง เขากลับรู ้สึกตรงกันข้าม เฉินผิงอัน เจ้าคิดว่าอย่างไร? ลองวิจารณ์มาหน่อยสิ?” “ไม่มีอะไรถูกผิด คาตอบคืออะไร อยู่แค่ที่ความรู ้สึกส่วนตัว เท่านั้น สรุปแล้วเป็ นหนึ่งสายตามองเห็นหมื่นปี หรือเป็ นหมื่นปีมอง ผ่านหนึ่งสายตา ก็ไม่อาจบอกได้” ลู่เฉินเบิกตากว้าง เอ่ยชมเชยว่า “คาพูดนี้ในเวลานี้และสถานที่ แห่งนี้ ผินเต้ามีคาศัพท์ในคลังน้อย ได้แต่ร ้องว้าวๆๆ แสดงถึงความ ตกตะลึงแล้ว!” ดังนั้นเฉินผิงอันจึงคิดว่าความคิดบางอย่างก็อย่าได้พูดออกมา เลยจะดีกว่า กังวลว่าพอเทพภูเขาฟู่ ได้เจอกับลู่เฉินจริงๆ จะไม่ใช่เย่กงชอบ มังกร ก็จะกลายเป็ นผิดหวังครั้งใหญ่แทน นี่จะไม่เดือดร ้อนให้เจ้า ลัทธิลู่ต้องเสียผู้เลื่อมใสคนหนึ่งไปเปล่าๆ หรอกหรือมองเงาร่างที่ลงจากภูเขาซึ่งยิ่งเดินก็ยิ่งห่างไปไกลของคนทั้งสอง หลิงเชี่ยยืนพิงราวรั้วนางหันหน้ามาใช ้เสียงในใจถามว่า “นักพรต สานักโองการเทพตามมาที่นี่ได้อย่างไร” จู๋หวงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเป็ นปกติ “ข้าก็ไม่รู ้เหมือนกัน” ถึงกับเป็ นลู่เฉิน! นอกจากเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ ายอวี้จิงท่านนี้แล้ว ไม่ว่านักพรตคน ใด จะมีใครที่กล้าสวมกวานดอกพุดตานและกวานหางปลาระหว่าง ออกมาหาประสบการณ์ข้างนอกบ้างเล่า?! ลู่เฉินถาม “ยังจะกลับไปพรรคกิ่งไผ่อีกหรือ?” เฉินผิงอันพยักหน้า “ยังต้องอยู่ต่ออีกหลายวัน” ลู่เฉินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นกป๋ ายลู่ในท่าเรือป๋ ายลู่โบยบิน พรรคกิ่ง ไผ่ขับร ้องบทกิ่งไผ่ ใต้หล้าสงบสุขเปี่ยมไปด้วยความแปลกใหม่ ป๋ าย ลู่ฝูงใหญ่โบยบินสู่ฟ้ าคราม” เฉินผิงอันเงียบไปพักใหญ่ “มีความรู ้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ไฉนยัง ต้องใช ้กลอนต่าโหยว” (กลอนที่สอดแทรกมุกตลกขบขัน ไม่เน้นใน เรื่องสัมผัสคล้องจอง) ลู่เฉินตอบ “ก็เอาอย่างเจ้าไงล่ะ” เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไสหัวไป!” ลู่เฉินยิ้ม “ได้เลย”เรือนกายกลายร่างเป็ นรุ ้งเส้นหนึ่ง จากลากันนับแต่นี้ สวมกวานดอกบัวไว้บนศีรษะ ออกเดินทางไกลอย่างอิสระเสรีอีก ครั้ง นักพรตชุดเขียวทะยานสู่ฟากฟ้ า นักพรตลู่เฉิน บุคคลที่เปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้ โลกมนุษย์มิอาจขาดได้ และมิอาจมีอีกเป็ นคนที่สอง …….สานักกระบี่หลงเฉวียน ยอดเขาโหยวอี้ที่อยู่ของเจ้าสานักใหญ่ หลิวบนโต๊ะอาหารวันนี้ หลิวเสี้ยนหยางกาลังแทะน่องเป็ ด ถามเสียงอู้ อี้ว่า “ช่างหร่วนทาไมถึงไม่เข้าร่วมการประชุมที่เมืองหลวงล่ะ ท่านที่ เป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของราชสานักต้าหลีทาหน้าที่ได้ไม่สุด ความสามารถเลยนะ”วันนี้พวกต่งกู่ต่างก็ไม่ได้มากินอาหารด้วยกัน มัวแต่ยุ่งทางาน สมควรแล้วที่พวกเขาไม่มีลาภปากหร่วนฉงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าไม่เหมาะจะเป็ นผู้ถวายงาน อันดับหนึ่ง”เขาจะยังไม่เข้าใจลูกศิษย์คนนี้อีกหรือหลิวเสี้ยนหยางโยนน่องเปิดทิ้งไปบนโต๊ะ “อะไรกัน ดูถูกกันหรือ ไร?!”หร่วนฉงกล่าว “คนเป็ นบัณฑิต คนที่มีความสามารถด้านการ ประพันธ ์มักจะมีชะตาชีวิตที่ไม่ดี อยู่ในวงการขุนนางก็ยากที่จะศึกษา หาวิชาความรู ้ได้ เปลี่ยนมาเป็ นฝึกตนในภูเขาก็เป็ นหลักการเหตุผล ที่คล้ายคลึงกัน ผู้ฝึกกระบี่แค่ตั้งใจฝึกกระบี่ไปก็พอ”หลายวันมานี้ช่างหร่วนของเจ้า นอกจากจะตีเหล็กหลอมกระบี่ แล้วก็มักจะมาโผล่ที่ยอดเขาโหยวอี๋เป็ นประจา เป็ นเรื่องที่หาได้ยาก ยิ่งแล้วแต่สรุปก็คือต้องการเตือนหลิวเสี้ยนหยางอย่างอ้อมๆ ว่าเรื่องของ การจัดงานแต่งงานควรจะใส่ใจให้มากหน่อยกระตือรือร ้นถึงเพียงนี้ ทาเอาหลิวเสี้ยนหยางเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองใช่ลูกนอกสมรสของช่างหร่วนหรือไม่แม่นางหน้ากลมสวมชุดผ้าฝ้ ายที่ใช ้นามแฝงว่าอวี๋เชี่ยนเยว่เอ่ย ปลอบใจว่า “จะเป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งหรือไม่ ไม่ได้สาคัญหรอก ในต าราก็บอกไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า อย่าพูดว่าหนทางเบื้องหน้าไร ้คนรู ้ ใจ ใต้หล้านี้ใครบ้างไม่รู ้จักท่าน”หลิวเสี้ยนหยางกล่าว “คาพูดที่บัณฑิตใช ้หลอกบัณฑิต เจ้าก็ เชื่อด้วยหรือ”แม่นางสวมชุดผ้าฝ้ ายพยักหน้า “ก็จริงนะ”หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะหึหึ “ข้าเชื่อ เพราะว่าข้าก็คือบัณฑิต”อวี๋เชี่ยนเยว่กลอกตามองบน ก่อนจะก้มหน้าพุ้ยข้าวกินหลิวเสี้ยนหยางกล่าวอย่างมีเหตุมีผลว่า “เขาเฉินผิงอันก็ยังไม่ได้ เป็ นแม้แต่นักปราชญ์ของส านักศึกษาไม่ใช่หรือ”หร่วนฉงวางตะเกียบลง ลุกขึ้นแล้วจากไปสานักกระบี่ชิงผิงของใบถงทวีป ถ้าสวรรค์ฉางชุนบนยอดเขามี่ เซวี่ยภูเขาบรรพบุรุษในฐานะจวนเซียนซึ่งเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของเจ้า ขุนเขาเฉิน จุดที่สูงที่สุดของภูเขาลูกนี้มีแค่หอเรือนที่ประตูและ หน้าต่างล้วนปิดสนิทอยู่หลังเดียวเท่านั้นชั้นล่างๆ ของหอเรือนไม่มีการร่ายตราผนึกภูเขาสายน้าเอาไว้ แต่ว่าเมื่อก่อนก็มีแค่หมี่ลี่น้อยที่มักจะขึ้นหอเรือนมาชมทัศนียภาพ เป็ นประจ า ส่วนพวกเด็กๆ อย่างไฉอู๋ที่ฝึ กตนอยู่ที่นี่ พวกเขายังไม่ กล้า “บุกเข้ามาในพื้นที่ต้องห้าม” ไฉอู๋กังวลว่าวันหน้าตนจะไม่มี เหล้าดื่ม ส่วนตัวอ่อนวิถีกระบี่คนอื่นๆ ของกาแพงเมืองปราณกระบี่ นั้นกังวลว่าจะถูกห่านขาวใหญ่ที่ “เคารพครูบาอาจารย์” เป็ นที่สุด เล่นงานภายหลังอันที่จริงในห้องของชั้นบนสุดตกแต่งไว้เรียบง่ายยิ่ง มีเบาะนั่ง หนึ่งใบ โต๊ะหนึ่งตัวกระถางธูปหนึ่งอันตอนนั้นเฉินผิงอันออกไปจากที่นี่ก็ไม่ได้เอาตาราหลายเล่มและ แผ่นไม้ไผ่กองหนึ่งที่แกะสลักตัวอักษรออกไปด้วย ต าราวางทับซ ้อน กันไว้ แผ่นไม้ไผ่ก็กองกันเป็ นเหมือนภูเขาลูกเล็กนอกจากนี้แล้วยังทิ้งเงินเทพเซียนส่วนหนึ่งเอาไว้ ล้วนเป็ นเงิน เกล็ดหิมะทั้งหมด แต่กลับไม่ได้กองกันเหมือนต ารา แต่เรียงกันเป็ นแถวอย่างมีระเบียบหากมองอย่างละเอียดจะพบว่าบนเงินเกล็ดหิมะทุกเหรียญล้วนมี ตัวอักษรเล็กเท่าหัวแมลงวันแกะสลักเอาไว้ แบ่งออกเป็ นเขียนชื่อคน และวันที่บนโต๊ะยังมีตราประทับอีกหลายชิ้น บ้างก็เป็ นตราประทับในตารา ตราประทับร ้อยเซียนกระบี่หรือไม่ก็เป็ นตราประทับในตาราตรา ประทับสองร ้อยเซียนกระบี่ แต่กลับถูกเฉินผิงอันเก็บเอาไว้เองยกตัวอย่างเช่นตัวอักษรของตราประทับชิ้นหนึ่งในนั้นคือคาว่า “เนื้อผัดหน่อไม้ฤดูหนาว’ แล้วก็มีประโยคว่า ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ” และยังมี ‘แม้ผมจะขาวก็ยังเป็ นคนงามและยิ่งมีตราประทับชิ้นที่สูงที่สุดซึ่งแกะสลักตัวอักษรสี่คาไว้ด้าน ล่างสุด คล้ายกับตัวอักษรกับหน้าโต๊ะที่มองสบตากันเนิ่นนาน“มาตุภูมิแห่งที่สอง”ในห้องประชุมของห้องทรงพระอักษรเมืองหลวงต้าหลี ใกล้ถึง ช่วงสุดท้ายของการประชุมแล้วฮ่องเต้เหลือบมองแผ่นไม้ไผ่บนโต๊ะ ดูเหมือนว่าหัวข้อการประชุม ที่บันทึกไว้บนแผ่นไม้ไผ่จะถูกยกมาพูดถึงพอสมควรแล้ว