ตอนที่ 2859
บทที่ 1062.2 ไร ้เทียมทานปลอม ไร ้เทียมทานที่แท้จริง
October 21, 2026
อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย “นอกจากจะฝึกบาเพ็ญตนแล้ว เวลาที่อยู่ว่าง ไม่มีอะไรท า ข้าก็เคยทาการละเล่นเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่ใช ้วิธีบวก และลบอยู่หลายครั้ง” เป่าหลินกล่าว “ล้างหูรอฟังแล้ว” อู๋ซวงเจี้ยงไม่ได้อมพะน า บอกว่าที่ได้หล้าเปลี่ยวร ้างแห่งนั้น บุคคลที่ถูกผู้ฝึกลมปราณบน ภูเขาให้การยอมรับมากที่สุดเป็ นอันดับหนึ่ง แน่นอนว่าย่อมเป็ นป๋ า ยเจ๋อ แต่บุคคลอันดับสองกลับค่อนข้างจะน่าสนใจแล้ว ไม่ใช่ปีศาจ ใหญ่บนบัลลังก ์คนใดแล้วก็ไม่ใช่ผู้น าอย่างเฝ่ ยหราน แต่เป็ นผู้ฝึ ก กระบี่โซ่วเฉิน แต่เนื่องจากคนที่เลื่อมใสป๋ ายเจ๋อมีมาก คนที่เกลียดป๋ ายเจ๋อก็มี อยู่ไม่น้อยเหมือนกันเป็ นเหตุให้สองอย่างบวกลบกันแล้ว ตัวเลขที่ได้ เป็ นผลลัพธ ์ หรือควรจะพูดว่าอัตราส่วนเปรียบเทียบนั้นกลับไม่อาจ ทิ้งระยะห่างจากโซ่วเฉินได้ ส่วนใต้หล้าไพศาล ผู้ฝึกลมปราณบนภูเขาที่ได้ “ใจคน” ไปมาก ที่สุดกลับน่าสนใจยิ่งกว่าถึงขั้นไม่ใช่หลี่เซิ่ง แต่กลับเป็ นเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว! พูดถึงแค่ผู้ฝึกตนอิสระแห่งป่ าเขาที่ไม่อยู่ในอันดับทาเนียบวงศ์ ตระกูล ในใจของพวกเขาแต่ละคน มีคนกี่มากน้อยที่ต่างก็เลื่อมใส นครจักรพรรดิขาว มองสถานที่แห่งนั้นเป็ นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียง หนึ่งเดียวในใจ? ผู้ฝึกลมปราณที่เกลียดเจิ้งจวีจง ทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลมีอยู่เพียง น้อยนิด ถึงขั้นที่ว่าผู้ฝึกตนทาเนียบที่อคติต่อนครจักรพรรดิขาวและ เจิ้งจวีจงตามความหมายที่แท้จริงก็ยังมีอยู่ไม่มาก แม้จะไม่ถึงขั้นเกลียดหลี่เซิ่ง ทว่าผู้ฝึกลมปราณที่ชิงชังราคาญ พิธีการยิบย่อยและกฎระเบียบที่เข้มงวดก็ย่อมมีอยู่ไม่น้อย แต่ความ อคติในใจที่มีต่อกฎระเบียบ มีต่อศาลบุ๋นประเภทนี้ แน่นอนว่าต้องเอา มาโยนลงบนหัวของหลี่เซิ่ง นี่จึงเป็ นเหตุให้หลี่เชิงอยู่ในอันดับที่สอง แต่ก็ห่างชั้นกับเจิ้งจวีจงอยู่ไกลมาก ทางฝั่งของใต้หล้ามืดสลัว หลังจากที่เจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงหาย ตัวไปก็ไม่มีเต้ากวานคนใดที่ทาให้ผู้คนรู ้สึกเลื่อมใสได้อย่างถึงที่สุด จนทิ้งคนอื่นไปไม่เห็นฝุ่นอย่างเจิ้งจวีจงหรือไม่ก็ป๋ ายเจ๋อได้อีก ลู่เฉินแม้จะอยู่ในอันดับที่หนึ่ง ทว่าก็ทิ้งระยะห่างจากคนเก้าคนที่ ต่อหลังเขาไม่มากนักพูดถึงแค่ฝ่ ายหลังที่หากเอามารวมกันก็ สามารถต้านทานเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงคนเดียวได้แล้วเป่ าหลินถามอย่างสงสัย “คิดคานวณเรื่องนี้จะมีความหมาย อะไร?” อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย “ดังนั้นถึงได้บอกว่าเป็ นการละเล่นเล็กๆ ที่ใช ้ ฆ่าเวลาอย่างไรล่ะ” แม้ว่าไช่เต้าหวงจะมีสีหน้าไร ้อารมณ์ แต่แท้จริงแล้วในใจกลับ ซับซ ้อนอย่างถึงที่สุด การละเล่นเล็กๆ?! ปีนั้นถ้าสวรรค์หลีจูที่เป็ นบ้านเกิดครึ่งตัวก็เพราะการละเล่นเล็กๆ ที่ไม่ต่างกันนี้ ที่เป็ นตัวตัดสินว่าใครคือหนึ่งนั้นในท้ายที่สุด! ตัดสินใจว่าใครจะเป็ นคนสุดท้ายที่ได้อยู่ต่อบนโต๊ะเดิมพันตัวที่ ชิงถงเทียนจวินทิ้งไว้ แต่ผู้เฒ่าที่เวลานั้นเปิดร ้านขายของงานมงคลอยู่ในเมืองเล็กหรือ จะกล้าแพร่งพรายความลับสวรรค์ให้กับหูเฟิ งผู้เป็ นหลานชายฟัง ภายใต้เปลือกตาของชิงถงเทียนจวิน โชควาสนาทุกอย่างล้วนได้แต่ ให้เขาไขว่คว้ามาด้วยตัวเองเท่านั้น เด็กทุกคนที่เพิ่งเกิดใหม่ในเมืองเล็ก ทางฝั่งของเตาเผามังกร จะต้องเผาเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตชิ้นหนึ่งให้ จับฉลากกันก่อน นี่ก็มีการแบ่งแยกชะตาดีกับชะตาร ้ายแล้วแต่นี่ไม่อาจตัดสินผลลัพธ ์ในท้ายที่สุดได้ ต้องดวงแข็งมากพอ ก่อนที่ถ้าสวรรค์หลีจูจะหล่นลงบนพื้นก็คือการทดสอบเล็กๆ ครั้ง หนึ่ง หลังหล่นลงพื้น เชื่อมโยงกับฟ้ าดินแล้ว นั่นต่างหากจึงจะเป็ น การทดสอบครั้งใหญ่ผู้ฝึ กลมปราณที่บรรลุมรรคาบนโลกมนุษย์สามารถใช ้มรรคา จ าแลงเป็ นเวทคาถาวิชาอภินิหารและภาพเหตุการณ์แปลกประหลาด จ านวนนับไม่ถ้วน ใช ้ ‘พลังแห่งมรรคา” มาสร ้างอิทธิพลให้กับใจคน บนโลกในระดับที่ไม่เท่าเทียมกันถ้าอย่างนั้นใจคนจะไม่ถูกผลักย้อนกลับไป จากนั้นก็ “ผสาน มรรคาให้เป็ นหนึ่ง” อีกครั้งหรอกหรือ?หากไม่มีทางเป็ นเช่นนั้นได้จริง ถ้าอย่างนั้นซินขู่แห่งยอดเขารุ่น เยว่ของที่นี่ “กุ่ยเค่อ” สตรีแห่งใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง คนแจวเรือของใต้ หล้าไพศาลที่ในอดีตเนื่องจากมรรคาแตกต่างจึงมิอาจเดินร่วมทาง กับปรมาจารย์มหาปราชญ์จะด ารงอยู่ไปเพื่ออะไร?เป่ าหลินถาม “หลังจากผสานมรรคาเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว ทัศนียภาพจะเป็ นเช่นไร?”อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มบางๆ “มิอาจบอกกล่าวแก่คนอื่นได้”เป่ าหลินถามอีก “เส้นทางแห่งการผสานมรรคามีแค่เส้นเดียว หรือ?”อู๋ซวงเจี้ยงชี้ไปยังจุดสูง ย้อนถามว่า “ตัวอย่างสาเร็จรูปก็วางอยู่ นอกฟ้ านั่น เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”เป่ าหลินถามอีกว่า “ร่างจริง จิตหยิน จิตหยางกายนอกกาย อย่างมากสุดก็คือเดินไปบนมหามรรคาที่มุ่งสู่ยอดสูงสุดสามเส้นใน เวลาเดียวกัน”อู๋ซวงเจี้ยงส่ายหน้า “พูดได้แค่ว่าอย่างมากสุดก็คือ “ตัวเอง” ที่ เป็ นขอบเขตสิบสี่สามคน หากมองแยกกัน ถ้าพาดสะพานเชื่อม ระหว่างมหามรรคาสองเส้น สามารถผสานมรรคาได้เช่นเดียวกัน แล้วก็สามารถบรรยายเป็ นการ ‘ผสานมังกร” ของแม่น้าสองเส้นที่มา รวมกันข้าถึงขั้นสงสัยมาโดยตลอดว่านี่ก็คือความหมายในช่วง แรกเริ่มสุดของคากล่าวที่ว่า “ผสานมรรคา อย่างนั้นหรือ ดังนั้น จะต้องยิ่งมากก็ยิ่งมีประโยชน์สาหรับเส้นทางการผสานมรรคาอย่าง แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นเส้นทางการผสานมรรคาของเจ้าแห่งถ้าปี้ เซียวที่มิอาจจัดให้อยู่ในขอบเขตใดเดี่ยวๆ ได้ การผสานมรรคากับ ดินอวยพรถูกมองเป็ นระดับล่างสุดในรูปแบบการผสานมรรคาสาม ชนิดก็เพราะนอกจากจะมีขีดจากัดมากที่สุดแล้ว ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ ร ้ายแรงถึงแก่ชีวิตมากที่สุด นั่นก็คือยากที่จะเปลี่ยนไปผสานมรรคา กับฟ้ าอ านวยหรือคนสามัคคีได้อีก”“แต่ในทางตรงข้ามกลับไม่เป็ นเช่นนั้น”“ซึ่งเส้นทางใต้ฝ่ าเท้าที่ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ทุกคนสามารถเดิน ไปได้มีจ านวนมากหรือน้อยกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลังพิฆาตสูงต่า หลังจากการผสานมรรคาของผู้ฝึกตนเลย”“เส้นทางการผสานมรรคาก็มีการแบ่งใหม่เก่าอยู่เช่นกัน”หนึ่งในสิบผู้กล้าของใต้หล้ายุคบรรพกาล มีผู้ฝึกตนหญิงหลันฉี นางคือบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของสายอาจารย์หล่อหลอมแห่งใต้ หล้า เป็ นเหตุให้โลกยุคหลังมีคากล่าวที่ว่า“คลังอาวุธของเชื้อพระวงศ์ ห้ามทหารเข้า จัดวางไว้ที่หลันฉี” (แท่นวางอาวุธในสมัยโบราณ)หลันฉีคือผู้ฝึกตนหญิง อู๋โจวก็ใช่ ตอนท้ายสุดนักพรตหญิงคน นี้ยังถึงขั้นหลอมตัวเองเป็ นวัตถุแห่งชะตาชีวิตชิ้นหนึ่งด้วย “รูปลักษณ์เป็ นคน ภายในกลวงว่างดุจสวรรค์” รูปโฉมควบอยู่ ระหว่างมนุษย์และเทพและหนึ่งในสิบผู้กล้าก็ยังมีผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งที่ฝึกวิถีแห่งผี น าไปก่อนใคร เขาคือผีวิญญาณหยินตนแรกในโลกมนุษย์และสวีเจวี้ยนก็คือผี คนมีบุญย่อมมี “สวรรค์คุ้มครอง”ก็เหมือนปลายทางของเส้นทางบางสายที่จะต้องมีตาแหน่งว่าง เปล่าเหลืออยู่ รอคอยให้ผู้ฝึกลมปราณบางคนในโลกยุคหลังมานั่งลงหรือยกตัวอย่างเช่นโจวมี่ที่เป็ นฝ่ายยกตาแหน่งให้หลีโก้วเป่าหลินถาม “ผู้อาวุโสไช่ ขอละลาบละล้วงถามสักคา ปีนั้นพวก ท่านมองฟ้ าดินแห่งนี้อย่างไร?”ต่อให้จะเป็ นเซียนกระบี่หญิงที่เลื่อนติดอันดับตัวสารองของใต้ หล้า เป่ าหลินในวันนี้กลับเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งที่ในที่สุดก็ได้พบ เจอกับผู้รอบรู ้สองคนจึงเปี่ยมไปด้วยความสงสัยใคร่รู ้ อยากจะไขข้อข้องใจ อยากได้รับค าตอบ “ไม่มีอะไรละลาบละล้วงหรอก”ผู้เฒ่าเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “น่าเสียดายที่คาถามนี้ของสหายไม่ ต่างอะไรจากการถามคนที่ไม่รู ้อะไรเลย”เป่าหลินยิ่งมึนงงไม่เข้าใจผู้เฒ่าจึงได้แต่อธิบายว่า “ปีนั้นตาแหน่งเทพของข้าต่าต้อย มิ อาจมองเห็นการไร ้ขีดจากัดนั้นได้”เป่ าหลินยิ่งประหลาดใจเป็ นทบทวี อดไม่ไหวถามว่า “หรือว่า “การไร ้ขีดจ ากัด” ก็สามารถมองเห็นได้ทั้งหมดด้วย?”อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย “พวกเราควรจะรู ้สึกโชคดีว่าโลกมนุษย์ทั้งใบ ไม่ใช่ต าราบางเล่มที่ “หนึ่งตัวอักษรมีค่าเท่าทองพันชั่ง”ใครที่สามารถเปลี่ยนตัวอักษรตัวหนึ่งได้ก็จะได้รับทองพันชั่งผู้เฒ่าลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “พูดได้แค่ว่ายิ่งตาแหน่งเทพ สูงเท่าไร สิ่งที่คิด สิ่งที่สายตามองเห็นก็จะยิ่งเข้าใกล้กับคาว่าไร ้ ขีดจากัดมากเท่านั้น แต่ว่า….”อู๋ซวงเจี้ยงเอ่ยเตือน “อาจารย์ไช่อย่าใช ้คาว่า “แต่” เลย สภาพการณ์อย่างในทุกวันนี้พูดมากไปก็ไร ้ประโยชน์”้