ตอนที่ 2860
บทที่ 1062.3 ไร ้เทียมทานปลอม ไร ้เทียมทานที่แท้จริง
October 21, 2026
บุรุษลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก สองมือพนมเข้าหากัน ก้มหัวลงไป พึมพ าเสียงเบาด้วย ศรัทธาจริงใจ “ขอบพระคุณพระโพธิสัตว์ที่ทรงเมตตากรุณา ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก” โยวโจวใต้หล้ามืดสลัว ภูเขาตี้เฝ่ย ต าหนักหัวหยาง บริเวณใกล้เคียงกับศาลบรรพจารย์บนยอดเขามีนักพรตรูปโฉม เป็ นชายหนุ่มคนหนึ่งสร ้างกระท่อมฝึกตนอยู่ที่นี่ตลอดทั้งปี เขาปิด ประตูเขียนตารา ตอนที่นักพรตอายุน้อยเคยปลูกต้นสนต้นหนึ่งกับ มือตัวเอง ตอนนี้เปลือกต้นไม้นั้นกลายเป็ นเกล็ดมังกรไปนานแล้ว วันนี้นักพรตที่มีศาสตร ์คงความเยาว์ผู้นี้เรียกลูกศิษย์ผู้สืบทอด มาสามคน คนที่อายุขัยการฝึกตนมากหน่อยก็เกือบจะสามพันปีแล้ว คนที่อายุน้อยสุด อายุที่แท้จริงก็แค่ร ้อยปีเท่านั้น พวกเขามีชื่อว่าอิ่นเซียน หนันเฉียง เกาฝู อิ่นเซียนเป็ นขอบเขตเซียนเหริน คือเจ้าตาหนักปี้เวยที่มีขนาด ใหญ่ที่สุดนอกจากตาหนักหัวหยางซึ่งเป็ นต้นกาเนิดของภูเขาตี้เฝ่ ยนักพรตหญิงหนันเฉียงคือเจ้าอารามต้ามู่ คอขวดขอบเขตหยก ดิบ คือผู้ฝึกกระบี่ เกาฝูอายุน้อยที่สุด ขอบเขตต่าที่สุด แต่หยุดชะงักอยู่ที่ขอบเขต ก่อก าเนิดมานานหลายปีแล้ว ไม่มีหน้าที่หรือยศตาแหน่งในทางโลก ของภูเขาตี้เฝ่ ยและต าหนักหัวหยาง ทว่าตอนที่เกาฝูสร ้างโอสถก็ได้ถูกอาจารย์นาพาขึ้นมาบนยอด เขา ให้เขาเพาะปลูกต้นสนน้อยต้นหนึ่งด้วยตัวเอง ตอนนั้นต้นสนเพิ่ง จะสูงเท่าตัวคนเท่านั้น นอกจากลูกศิษย์ผู้สืบทอดสามคนก็ยังมีคนนอกอีกคนหนึ่ง คือนักพรตหนุ่มเรือนกายสูงใหญ่ เขาเดินออกมาจากหอเก็บ ตาราซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของศาลบรรพจารย์ต าหนักหัวหยาง ในหอเรือนเก็บรักษาตาราไว้หมื่นเล่ม พิศอดีตสามพันปีในภูเขา หอหนังสือแห่งนี้มีชื่อว่าหอหมื่นตารา คือสถานที่อ่านหนังสือ ของบรรพจารย์รุ่นแรกของต าหนักหัวหยาง หากจะบอกว่าเก็บต ารา ไว้หมื่นเล่ม ถ้าอยู่ล่างภูเขาก็ยังถือว่ามีตาราเยอะและอุดมสมบูรณ์ แต่ส าหรับบนภูเขาแล้วกลับไม่ถือเป็ นอะไรได้เลย ทว่าในหอหนังสือล้วนเป็ นตาราลับตาราวิเศษทั้งสิ้น แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ล้วนเป็ นต าราเต๋าที่ฉบับพิมพ์แตกต่างกันแต่เนื้อหา เหมือนกัน ทว่าต่อให้เป็ นเช่นนี้ก็ยังถือว่ามากน่าดูชมแล้ว นี่จึงเป็ นเหตุให้กรอบป้ ายค าว่า “ภาพอันสง่างามยิ่งใหญ่แห่งใต้หล้า” จึงเป็ น ค ากล่าวที่สมชื่ออย่างยิ่ง นอกจากนี้ยอดบนสุดของหอหมื่นตาราก็คือทางเข้าของถ้า สวรรค์แห่งที่หกนั้น ดังนั้นบุคคลที่มีใบหน้าไม่คุ้นเคยสาหรับภูเขาตี้ เฝ่ ยผู้นี้จึงต้องมารับหน้าที่เป็ นคนเฝ้ าประตูเพื่อเป็ นค่าตอบแทนใน การอ่านต ารา ทว่าในความเป็ นจริงแล้วจะมีใครกล้าบุกเข้ามาในภูเขาตี้เฝ่ ย ต่อ ให้มีคนกล้าจริงก็จะมีสักกี่คนที่สามารถมีชีวิตรอดเดินมาถึงบนยอด เขา ยืนอยู่นอกหอหนังสือได้? นี่แสดงให้เห็นว่าเกากูเจ้าตาหนักไม่เห็นคนนอกผู้นี้เป็ นคนนอก เลยแม้แต่น้อย โต๊ะหินใต้ร่มเงาของต้นสน คนทั้งสี่นั่งลงคนละด้านของโต๊ะได้พอดีพวกอิ่นเซียนต่างก็เพิ่งเคยเห็นนักพรตร่างสูงใหญ่ผู้นี้เป็ นครั้ง แรกอาจารย์ไม่บอกกล่าวตัวตนของอีกฝ่ ายก็ไม่มีใครกล้าสอบถาม และสืบเสาะสวมชุดคลุมเต๋าผ้าฝ้ ายที่ธรรมดาที่สุด เกรงว่าแม้แต่เต้ากวาน น้อยที่ไร ้ชื่อเสียงที่สุดหรือไม่ก็นักพรตที่ประจาการอยู่ในอารามซึ่งยัง ไม่ได้รับธรรมโองการก็น่าจะสวมใส่ชุดแบบนี้ได้เช่นกันเกากูเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ท่านผู้นี้คือนักพรตที่เคยอยู่ใน อารามซวีกวาน ใช ้นามแฝงว่าเหมาจุย ฉายาคือ “ป๋ ายกู่” (กระดูกขาว)”ลูกศิษย์ผู้สืบทอดทั้งสามคนพลันขนลุกขนชัน เส้นเอ็นหัวใจบีบ รัดตัวแน่นขมึงแม้จะบอกว่าจานวนตัวสารองสิบคนของใต้หล้าไพศาลในครานี้ มีเยอะมากจริงๆ แต่ไม่มีใครรู ้สึกว่านักพรตคนใดก็ตามที่ติดอันดับจะ มีน้าหนักไม่มากพอในความเป็ นจริงแล้วตัวสารองมากมายในครั้งนี้ต่างก็เคยเลื่อน ติดอันดับสิบคนในประวัติศาสตร ์มาก่อน หรือควรจะบอกว่าได้รับการ ยอมรับว่ามีศักยภาพพอจะถูกเลือก แต่เพียงแค่เพราะเหตุผลนานา ปการถึงได้ไม่ติดอันดับก็เท่านั้นและตัวสารองเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับในครั้งนี้ซึ่งมีแค่ฉายาไม่ มีชื่อจริง ก็คือเจินเหรินกระดูกขาวเรื่องที่ชวนคิดลึกที่สุดก็คือทั่วทั้งใต้หล้ามืดสลัว หรือแม้กระทั่งใต้ หล้าทุกแห่ง บนภูเขาต่างก็รู ้กันดีว่าเจินเหรินกระดูกขาวผู้นี้ก็คือหนึ่ง ในห้าฝันของเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จึงผู้นั้น!เกากูถามเข้าประเด็นโดยตรงว่า “เหมาจุย เจ้าคิดว่าพวกเขา สามคน ใครเหมาะจะเป็ นเจ้าขุนเขาคนถัดไปมากที่สุด?”เหมาจุยพูดด้วยสีหน้าเป็ นธรรมชาติ “เจ้าขุนเขา? ไม่ใช่เจ้า ต าหนักของต าหนักหัวหยางหรือ?”เกากูเอ่ย “คือเจ้าขุนเขา?”“หากเป็ นแค่เจ้าขุนเขาของภูเขาตี้เฝ่ ย หนันเฉียงค่อนข้างจะ เหมาะสม”เหมาจุยเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “เกาฝูคุณสมบัติเพียงพอ อัน ที่จริงดีกว่าหนันเฉียงด้วย แต่น่าเสียดายที่จิตแห่งมรรคาของเกาฝู เปราะบางเกินไป มิอาจต้านทานลมพัดใบไม้ไหว ตกอยู่ในมือของเจ้า คนแซ่ลู่ หากโดนหยั่งเชิงเพียงเล็กน้อย จิตแห่งมรรคาก็คงแหลก สลายไปแล้ว หรือบางทีหากบังเอิญเจอกับเจ้าคนแซ่อู๋ของต าหนักสู้ย ฉูผู้นั้นก็ยิ่งน่าเวทนามากกว่าเดิม เกรงว่าแม้แต่ตัวเองเป็ นใครเขาก็ คงยังไม่รู ้”อิ่นเซียนเหลือบตามองอาจารย์อย่างระมัดระวัง คนอื่นพูดถึงศิษย์ น้องเล็กแบบนี้จะไม่เป็ นไรจริงๆ หรือ?นักพรตหญิงหนันเฉียงได้ยินว่าเจินเหรินกระดูกขาวที่เปี่ยมไป ด้วยเรื่องราวมีสีสันน่าสนใจผู้นี้ถึงกับ “แนะนา” ให้ตนเป็ นเจ้าขุนเขา จิตแห่งมรรคาก็กระเพื่อมขึ้นลงไม่มาก เพียงแค่ใคร่รู ้ในเรื่องหนึ่งว่า เจ้าคนที่มีนามแฝงว่า “เหมาจุย” ผู้นี้ คงไม่ได้คิดอยากจะผูกสมัครเป็ นคู่บ าเพ็ญเพียรกับตนหรอกนะ? หาไม่แล้วขอบเขตหยกดิบคน หนึ่งจะให้มาเป็ นเจ้าขุนเขาของภูเขาตี้เฝ่ ยได้อย่างไร? เจ้าก็อุตส่าห์ คิดได้!“ส่วนอิ่นเซียน อายุเยอะเกินไป ขอบเขตต่าเกินไป นอกจาก เคารพครูบาอาจารย์แล้วอย่างน้อยที่สุดในความเห็นของข้าก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง”อิ่นเซียนถอนหายใจโล่งอก เหมาจุยหันหัวหอกมาใส่ เอ่ย ประโยคที่ไม่น่าฟังกับตนเทียนจวินผู้เฒ่ากลับไม่ถือสาเลยแม้แต่น้อยคิดไม่ถึงว่าเหมาจุยจะเริ่มดูแคลนศิษย์น้องเล็กของตนอีกครั้ง“ตบะของเกาฝูไม่ได้เรื่องเช่นนี้ก็ต้องโทษที่อาจารย์อย่างเจ้าทา หน้าที่ได้ไม่ดีพอ มัวแต่ใจลอยไปคิดเรื่องอื่น ไม่ยินดีจะเจียระไนเขา อย่างตั้งใจ ตีเขาน้อยเกินไป เกาฝูแค่เคยได้ยินและเคยเห็นลมมรสุม ของข้างนอกมาบ้าง อายุน้อยอารมณ์พลุ่งพล่าน สายตามองสูงไม่ เห็นหัวใคร ฝึกตนร ้อยปีก็ราบรื่นเกินไป แล้วคนอื่นยังชอบประคอง เท้าเหม็นๆ ของเขาท าให้เขาลืมกาพืดตัวเอง อันที่จริงอายุไม่มากทั่ว ร่างก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายเน่าเฟะ ไม่ต่างอะไรจากเต้าหู้เหม็น วันๆ หากไม่รู ้สึกว่าจางเฟิงไห่แห่งป๋ ายอวี้จิงก็มีดีแค่นั้นเอง ก็รู ้สึกว่าเฉินอิ่ นกวานของกาแพงเมืองปราณกระบี่ความสามารถไม่สมชื่อ ไม่รู ้ฟ้ า สูงแผ่นดินต่า หากได้เจอกับสองคนนั้นจริงแล้วผูกปมแค้นต่อกัน ไม่ มีสถานะของลูกศิษย์ปิดส านักของเกากูคอยปกป้ อง ไปพบเจอกันบน ทางแคบข้างนอก ต่อให้พวกเขาจะขอบเขตเท่าเทียมกัน เกาฝูก็ยังต้องตายโดยไม่รู ้ตัวอยู่ดี หากสามารถมีชีวิตรอดกลับมาที่ภูเขาได้ ข้าจะโขกหัวขออภัยเขากาฝูเลย วันหน้าเขาออกจากบ้าน ข้าก็ สามารถนอนคว่าบนพื้น เอาสองมือปูเป็ นเส้นทางให้กับเขา หาก รองเท้าเขาเปื้อนฝุ่ นแม้แต่น้อยก็ถือว่าข้าไม่มีความจริงใจในการขอ อภัยมากพอ