ตอนที่ 2861
บทที่ 1062.4 ไร ้เทียมทานปลอม ไร ้เทียมทานที่แท้จริง
October 21, 2026
รอกระทั่งสืบทอดมาถึงมือของเกากู ขนาดของพิธีกรรมก็ขยาย ใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังมีการแบ่งประเภท แบ่งออกเป็ นส าหรับผู้ฝึ ก ลมปราณห้าขอบเขตล่าง ห้าขอบเขตกลางและห้าขอบเขตบน ทุกๆ หกสิบปีแต่ละประเภทก็จะมีการจัดงานพิธีหนึ่งครั้ง ดังนั้นภายในเวลาหกสิบปี ทุกๆ ยี่สิบปี เกากูจะต้องเป็ นผู้จัดงาน พิธีกรรมด้วยตัวเองครั้งหนึ่ง แต่จุดที่ประหลาดที่สุดนั้นอยู่ที่วิธีการ ถ่ายทอดมรรคาของเกากูที่ตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่าแล้งน้าใจไม่เห็นใจ ใคร เพราะทุกครั้งที่เกากูถ่ายทอดวิชาให้กับผู้ฝึ กลมปราณห้า ขอบเขตล่าง เขากลับสอนคาถาการฝึกตนส าหรับห้าขอบเขตกลาง ยามที่ถ่ายทอดมรรคาให้กับผู้ฝึ กลมปราณห้าขอบเขตกลางกลับ สอนวิธีการฝึกตนของห้าขอบเขตบน พอถึงคราวที่ต้อง “ถ่ายทอด วิชาไขข้อข้องใจ” ให้กับผู้ฝึ กลมปราณห้าขอบเขตบนกลับสอน กุญแจส าคัญในการฝึกตนของห้าขอบเขตล่าง แล้วก็เพราะการท า อะไรเพี้ยนๆ เหลวไหลเช่นนี้ ในช่วงแรกของการเป็ นเจ้าขุนเขาภูเขา ตี้เฝ่ ยของเกากูถึงได้ท าให้ต าหนักหัวหยางเกิดข้อครหาถูกวิจารณ์ ไปมากมายแต่นานวันเข้าผู้คนก็คล้ายจะเคยชินไปเอง ้ บวกกับที่งานพิธีทุกครั้งจะต้องมีการมอบโอสถวิเศษที่หลอมด้วย กรรมวิธีลับระดับไม่เท่าเทียมกันให้กับผู้ที่มาร่วมงาน ต่อให้มรรคกถาที่ถ่ายทอดให้จะเลื่อนลอย ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อ การฝึกตน แต่โอสถนั้นกลับเป็ นของจริง ต่อให้ตัวเองไม่ได้ใช ้แต่เอา ไปขายแลกเงินหรือน าไปมอบให้กับผู้เยาว์ก็ล้วนไม่เป็ นปัญหา โชคดีที่เกากูคือบุคคลอันดับหนึ่งด้านการหลอมยาที่ได้รับการ ยอมรับของใต้หล้ามืดสลัว หาไม่แล้วล าพังแค่ความเสียหายจากการ มอบยาก้อนนี้ออกไป เกรงว่านอกจากป๋ ายอวี้จิงแล้ว ไม่ว่าจะเป็ น สานักชั้นสูงแห่งไหนก็คงรับไม่ไหวจริงๆ เมื่อเกากูนั่งลงบนขั้นบันได อันที่จริงยังมีจิตหยางกายนอกกายอีกร่างหนึ่งของเกากูยืนอยู่ใน ระเบียงชั้นบนสุดของหอหมื่นต ารา ยืนเคียงบ่าอยู่กับเจินเหรินกระดูก ขาวอีกคนหนึ่ง เพราะเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว ดังนั้นหลายปี มานี้จึงมีบางครั้งที่ หากเกากูออกไปข้างนอกก็มักจะไม่ใช ้ร่างจริงที่มีทั้งจิตหยินจิตหยาง ครบถ้วน เกากูกล่าว “หย่าเซิ่งเคยเอ่ยประโยคหนึ่งด้วยตัวเองว่า ข้า เชี่ยวชาญการบ่มเพาะปราณแห่งความไพศาลในหัวใจตัวเอง ดังนั้น มือกระบี่อาเหลียงถึงสามารถแก้ไขปราณกระบี่สิบแปดหยุดให้ดีขึ้น ได้” ้ หย่าเซิ่งเคยออกเดินทางท่องอยู่ในใต้หล้ามืดสลัวมานานหลายปี สุดท้ายก็พาหยวนพางไปจากที่นี่ เจินเหรินกระดูกขาวพยักหน้า “หากจะพูดถึงเรื่องของการหลอม ลมปราณ หย่าเซิ่งคือยอดฝี มือที่เก่งกาจสุด อีกทั้งต่อให้เผยแพร่ ออกไปภายนอก เว้นจากลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อแล้วยิ่งผู้ฝึกตนขอบเขต สูงเท่าไรก็ยิ่งเรียนไม่ได้มากเท่านั้น ก็ไม่รู ้ว่าอาเหลียงผู้นั้นท าอย่างไร ถึงทาให้ผู้ฝึกกระบี่สามารถเรียนได้” เจินเหรินกระดูกขาวถามอย่างประหลาดใจ “วิธีการผสานมรรคา ของเจ้าคงไม่ได้อาศัยการหลอมโอสถหรอกกระมัง?” เกาถูกล่าว “ใช่ แล้วก็ไม่ใช่” เจินเหรินกระดูกขาวกระทืบเท้าเบาๆ ถามอย่างสงสัยว่า “คงไม่ หลอมเจ้านี้ไปจริงๆ แล้วกระมัง?” ฉายา “จวี้เยว่” (ขุนเขายักษ์) ของเกากู อยู่ในใต้หล้ามืดสลัว โชคชะตาภูเขามีเยอะกว่าโชคชะตาน้ามาก นัก มีภูเขาตี้เฝ่ ยเป็ นเทือกเขาบรรพบุรุษ หล่อหลอมภูเขาตี้เฝ่ ยและ เทือกเขาสาขาแยกมากมายที่แตกแขนงออกไป เกากูยิ้มเอ่ย “หากเกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้จริงๆ ป๋ า ยอวี้จิงจะยอมปล่อยไปหรือ?” ้ เจินเหรินกระดูกขาวเห็นว่าเขาไม่อยากพูดก็ไม่ถามมากอีก เพราะถึงอย่างไรเส้นทางการผสานมรรคาของผู้ฝึกตนขอบเขต สิบสี่ ยิ่งโลกภายนอกรู ้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้นเกากูถาม “หากเจ้าคิดจะสะบั้นเส้นเส้นทางการผสานมรรคาเป็ น ขอบเขตสิบห้าของลู่เฉิน ตัวเองสามารถกลายเป็ นตัวเอง ไม่ต้องมี เรื่องให้กังวลในภายหลังอีกแม้แต่น้อย เจ้าจะท าอย่างไร?”เจินเหรินกระดูกขาวเอามือลูบราวรั้ว เงียบคิดไปพักหนึ่งถึงเอ่ย เนิบช ้าว่า “เลียนแบบตามรูปแบบ เอาอย่างเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส และเฒ่าตาบอดของใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ที่ยอด เขารุ่นเยว่ อาศัยผู้ฝึกยุทธซินขู่ ได้รับการปกป้ องบนมหามรรคาที่ไม่ ต้องมีเหตุผล เดินไปได้อย่างมั่นคง ทาขอบเขตให้มั่นคงได้สาเร็จ จ าแลงมรรคาของฟ้ าดินรอบด้านอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็ น สถานการณ์ที่หางใหญ่จนขยับไม่ได้ ประหนึ่งใบหน้าของสาวงามที่มี รอยแผลเป็ นเพิ่มเข้ามา สานักใหญ่ทั้งหลายพากันชูธงก่อการปฏิวัติ อยู่ในอาณาเขตต่างๆ ของสิบสี่มณฑลในมืดสลัว พากันหลุดพ้นจาก ทาเนียบของเต้ากวาน ก่อตั้งพรรคเป็ นของตัวเอง ขีดเส้นแบ่ง ขอบเขตจากป๋ ายอวี้จิงอย่างชัดเจน อาศัยสิ่งนี้มา…”ดูเหมือนเขาอยากจะพูดถึงคาเปรียบเปรยที่เหมาะสมที่สุด เกากูจึงรับค าต่อว่า “ตัดแบ่งใต้หล้า”้ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในดวงจันทร ์เฮ่าไฉ่ เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวก็เคยมี การทบทวนกระดานหมากและถกมรรคาอย่างตรงไปตรงมากับลู่เฉิน ผู้เป็ น “ศิษย์หลาน”คิดจะสังหารลู่เฉิน มีอะไรยากเล่า มรรคกถาของคนผู้หนึ่งแบ่งออกเป็ นห้าความฝันเจ็ดจิตธรรมภาพบรรยากาศนี้จะต้องยิ่งใหญ่โอฬารถึงเพียงใดแต่ก่อนหน้านั้น คากล่าวที่ว่า ‘ตรวจสอบตารา” ซึ่งเหมือนจะเป็ น การพูดอย่างไม่ใส่ใจของเฉินผิงอัน กลับกระแทกเข้าที่จุดอ่อนของลู่ เฉินพอดีสามพันปี ที่ผ่านมา อาศัยอยู่ในป๋ ายอวี้จิง ทว่าเจ้าลัทธิลู่กลับ หยัดยืนอยู่ในฟ้ าดินเพียงล าพังอย่างโดดเด่น ใต้หล้ามืดสลัวก็เหมือน คัมภีร ์เต๋าเล่มหนึ่ง ลู่เฉินที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ นไปตามธรรมชาติ สามารถพลิกเปิดเนื้อหาในตาราอ่านได้ตลอดเวลา แล้วก็สามารถปิด ต าราลงได้ทุกเมื่อเช่นกันนี่ก็คือข้อดีของคนที่เปิดหนังสือ แต่หากลู่เฉินต้องพาตัวเข้าไป อยู่ในสถานการณ์ก็จะเหมือนกลายมาเป็ นคนเขียนหนังสือที่ทามาหา กินด้วยการขีดๆ เขียนๆ อย่างไม่มีจบสิ้นสภาพการณ์ของลู่เฉินก็คือ การ…ถูกเชิญท่านลงโอ่ง!ก็เหมือนกับว่าใต้หล้ามืดสลัวทั้งแห่งจะกลายมาเป็ นบ่อโคลน เละๆ บ่อหนึ่งที่ดึงให้ลู่เฉินจมลงไปมิอาจถอนตัวขึ้นมาได้้ต่อให้มรรคกถาของเจ้าสู่เฉินจะสูงแค่ไหน จะมีวิธีการมากมาย แค่ไหน ผลคือไม่ว่าท าอะไรก็ล้วนผิดไปหมด ทางตันนี้มิอาจแก้ไข เมื่อมิอาจแก้ไข ต่อให้สถานการณ์ใหญ่ของใต้หล้าจะสงบสุขมั่นคง ก็มีเพียงจิตแห่งมรรคาของลู่เฉินเท่านั้นที่มิอาจสงบสุขได้ในหมู่ชาวบ้านร ้านตลาด คนบางคนเป็ นโรครักความสะอาด หรือไม่ก็เป็ นโรคย้าคิดย้าทาที่เกิดจากการบีบคั้นตัวเองอย่างรุนแรงสาหรับผู้ฝึกบาเพ็ญตนแล้ว การที่แสวงหาการไร ้ข้อบกพร่องบน จิตแห่งมรรคา อันที่จริงก็คือโรครักความสะอาดที่รุนแรงที่สุดอย่าง หนึ่งนักพรตหญิงอู๋โจว เกากู ซุนไหวจงแห่งอารามเสวียนตู อู๋ซว งเจี้ยงแห่งตาหนักสู้ยฉู เซียนกระบี่เป่ าหลิน ฯลฯ ผู้ฝึกตนใหญ่ที่ไม่ ถูกกับป๋ ายอวี้จิงเหล่านี้ อันที่จริงล้วนมีความสัมพันธ ์ที่ไม่เลวกับลู่เฉินในใต้หล้าแห่งนี้ลู่เฉินไม่มีศัตรูตามความหมายที่แท้จริงอวี๋โต้วสามารถใช ้การสังหารมาหยุดยั้งการสังหาร หากทาผิดก็ ต้องแก้ไข ไม่มีอุปสรรคใดๆ ต่อจิตแห่งมรรคาของตัวเขาเอง สามารถ สวมชุดคลุมอาคม สะพายกระบี่เซียน บ้างก็ปรากฏตัวในสิบสี่มณฑล บ้างก็นั่งบัญชาการณ์ป๋ ายอวี้จิง ไม่แน่ว่าหากอวี๋โต้วสยบความ โกลาหลวุ่นวายเอาไว้ได้ สร ้างคุณูปการที่สมบูรณ์แบบจากเรื่องนี้ เขาก็อาจจะเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้าได้จริงก็เป็ นได้้แต่มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่ทาไม่ได้ มิอาจเดินไปบนเส้นทางสายนี้ ได้มากที่สุดหากจะบอกว่า “การไม่ฝืนกระทา” ของเจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงนั้น สอดคล้องกับค ากล่าวที่ว่าทาสิ่งที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ฝืนกระทา (ไม่ฝืน กระทาในที่นี้คือการปล่อยให้ทุกอย่างด าเนินไปตามธรรมชาติ ซึ่ง เป็ นหัวใจหลักของลัทธิเต๋า) ของมรรคาจารย์เต๋าอย่างถึงที่สุด แต่อัน ที่จริงลู่เฉินกับมรรคาจารย์เต๋าผู้เป็ นอาจารย์ เดิมทีก็มีการแบ่งแยก ของมหามรรคาที่ลุ่มลึกอย่างถึงที่สุดดารงอยู่ขอแค่ใต้หล้าเกิดกลียุควุ่นวาย ขอแค่ระดับความสูงของมรรค กถาเจ้าสู่เฉินมิอาจเหนือว่ามรรคาจารย์เต๋าผู้เป็ นอาจารย์ได้ ลู่เฉินก็ จะยังเป็ นได้แค่เต้ากวานของป๋ ายอวี้จิง ควันดินปื นผุดพุ่งจากทั่ว สารทิศในใต้หล้า ธุลีแดงในสิบสี่มณฑลตลบอบอวล ลู่เฉินจะต้อง แปดเปื้อนผลกรรมนับไม่ถ้วน แล้วจะผสานมรรคากับขอบเขตสิบห้า ได้อย่างไร จะเลื่อนขั้นไปเสริมตาแหน่งที่มรรคาจารย์เต๋าทิ้งไว้ได้ อย่างไร?ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมดวงจันทร ์ เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวเคยมีการ อนุมานบนมหามรรคาครั้งหนึ่ง การชักดึงเชื่อมโยงกันระหว่างเส้น สายแต่ละเส้น จากจุดไปสู่เส้น จากเส้นไปสู่พื้นผิวหากเดินไปตามเส้นสายของเจ้าอารามผู้เฒ่า ถ้าอย่างนั้นใต้หล้า มืดสลัวที่สมบูรณ์ในใจของลู่เฉินก็เหมือนสตรีคนหนึ่งที่เดิมทีเป็ นคน้้้