ตอนที่ 2862
บทที่ 1063.1 ข้ารู ้ว่าเจ้าคือใคร
October 21, 2026
ซากปรักสนามรบโบราณที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในโยวโจว จุดที่สายตามองไปเห็นคือความว่างเปล่าไร ้ผู้คน ไร ้ซึ่งพลังชีวิต แต่อันที่จริงสถานที่แห่งนี้มีพืชพรรณรกครึ้ม เพียงแต่ว่าไม่มีนคร อันรุ่งเรืองและต้นไม้ยักษ์ที่สูงเสียดฟ้ าก็เท่านั้น ถึงได้ทาให้ดูเงียบ เหงาเปล่าเปลี่ยวไม่ครึกครื้นมากพอ มีม้าสองตัวถูกขี่เคียงคู่กันมา หนึ่งชายหนึ่งหญิง คนหนึ่งขี่ม้าชั้น เลวตัวผอมแห้งเหมือนท่อนฟืน อีกคนหนึ่งกลับขี่ม้าแยนจือที่สง่างาม อย่างถึงที่สุด นักพรตหนุ่มสวมชุดเต๋าที่ทาจากผ้าฝ้ ายสีเขียว ไหล่ของเขาโยก คลอนไปตามหลังม้าที่กระเด้งกระดอน พูดด้วยรอยยิ้มตาหยีว่า “ม้า แก่รู ้เส้นทาง ค่อยๆ ก้าวเดิน ค่อยๆ กลับไปกลับมาช ้าก็ยังดีกว่าไม่ได้ กลับมา” สตรีอีกคนนั้นมีใบหน้างดงาม แต่นางกลับทาสีหน้าไร ้อารมณ์อยู่ ตลอดเวลา พูดว่าเหมือนอยู่กันคนละโลกก็เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว พวกเขาก็คือลู่เฉินและจูลู่ที่ออกมาจากใต้หล้าไพศาล ลู่เฉินไม่ได้พาจูลู่ตรงไปที่ป๋ ายอวี้จิงแต่ “ลู่เฉิน” ผู้นี้ แน่นอนว่าเป็ นแค่ยันต์ร่างแยกแผ่นหนึ่งเท่านั้น ลู่เฉินชี้นิ้วไปด้านหน้า “ข้าเคยเป็ นเต้ากวานที่คอยรับรองแขก อยู่ในอารามเล็กข้างหน้ามานานหลายปี มีความสัมพันธ ์ที่ดีมากกับ พวกเขา ก่อนฟ้ ามืด พวกเราสองคนแค่เร่งความเร็วก็ต้องไปถึงได้ แน่นอน แล้วก็พักที่นั่นกันสักคืน” จูลู่เพียงแค่พยักหน้ารับเงียบๆ ตอนอยู่บ้านเกิด อันที่จริงจูลู่ก็เคยเจอกับพวกคนที่ชอบคลุกคลี อยู่กับธุลีแดง พวกติดสุราของตระกูลเซียนมาเหมือนกัน ส่วนพวก ยอดฝีมือนอกโลกที่รูปโฉมไม่เหมาะกับตัวตนก็เคยได้เห็นมาไม่น้อย เช่นกัน แต่ระหว่างที่พวกเขาเดินทางมาด้วยกันนี้ ทัศนียภาพมากมายที่ ได้เห็นก็ยังคงท าให้จู ลู่รู ้สึกละลานตา คิดไม่ถึงอยู่ดี ส่วนใหญ่แล้ว ยังคงเป็ นเพราะเจ้าลัทธิลู่ที่อยู่ข้างกาย เพราะ เขาสามารถทาให้เรื่อง ปกติธรรมดากลายมาเป็ นความไม่ปกติได้ หน้าประตูเรือนในหมู่ชาวบ้านมีการแปะกระดาษแดงอักษรดาที่ ทางวัดมอบให้ ด้านบนเขียนคามงคลว่า “ซานจวินต้อนรับสิ่งใหม่” ตอนนั้นลู่เฉินก็เอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า “ศาลาริมทาง เส้นทางบน ภูเขา ตัวอักษรในโลกมนุษย์ แม้ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่ผุพัง ไม่เน่า เปื่อยเสียหายพวกเขาเดินทางผ่านแม่น้าสายหนึ่ง เป็ นช่วงที่แสงแดดกาลังเจิด จ้า อากาศร ้อนแผดเผาที่สุด อากาศแห้งแล้งไม่มีฝนตกมานาน พ่อปู่ ลาคลองที่เรือนกายผ่ายผอมยืนอยู่ในท้องน้าที่แห้งขอด ก่อนจะทรุด ตัวลงบนพื้นดินที่แตกระแหง ทาท่าวักน้าขึ้นมาหนึ่งกอบมือหัวเราะร่า เอ่ยกับเทพภูเขาที่ยืนอยู่บนฝั่ง “ข้าดื่มหมดแล้ว เชิญเจ้าตามสบาย พ่อปู่ลาคลองเห็นคนสองคนขี่ม้ามาก็ถามเสียงดังว่า พวกเจ้าใช่ เต้ากวานที่ได้รับธรรมโองการเป็ นวิชาเซียนหรือไม่ ช่วยประทานฝน รสหวานให้ตกลงมาสักครั้งได้หรือไม่? ลู่เฉินสอดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ผรุสวาทเสียงดัง นายท่านอย่าง ข้าไม่เป็ นวิชาเซียนอะไรทั้งนั้น มีแต่ฉี่ ต้องการหรือไม่? พ่อปู่ ลาคลองจึงด่านักพรตที่ผ่านทางมาซึ่งดูคล้ายสมองจะมี ปัญหากลับคืนไป ด่าจนร ้อนใจแล้วก็ขว้างชามขาว หมายจะไปซ ้อม ไอ้หมอนั่นสักรอบ นักพรตคล้ายจะรอคอยเวลานี้อยู่จึงหัวเราะร่าเสียงดัง ได้ๆๆ เป็ น นิมิตหมายอันดีแตกเพื่อความสงบสุข! นักพรตยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ ดีดนิ้วเบาๆ ทันใดนั้น เมฆทะมึนก็มารวมตัวกันฝนกระหน่าเทลงมา เม็ดฝนใหญ่เท่าเมล็ด ถั่วเหลืองไหลกรูเข้ามาในท้องน้าที่แห้งยอดตอนอยู่ในอ าเภอ ลู่เฉินพานางเดินไปตามตรอกซอกซอยละลาน ตา ได้เจอกับแมวป่ าในตรอกเก่าแก่ตรอกหนึ่ง และยังมีหมาพันธ ์ พื้นบ้านที่อยู่ในเรือน ลู่เฉินจะหยุดเท้าเสมอ ไม่รู ้ว่าคิดอะไรอยู่ ในอาณาเขตแห่งหนึ่งที่มีน้าฝนอุดมสมบูรณ์ มีคนเก็บหยกที่ใน มือถือกระบองไม้จับกลุ่มกันเดินลุยไปท่ามกลางกระแสน้าที่เชี่ยว กราก ใช ้แค่เท้าเหยียบลงบนก้อนหินก็วิเคราะห์ได้แล้วว่าใช่หยกงาม หรือไม่ ลู่เฉินจะม้วนขากางเกง บอกให้จูลู่รอบนฝั่ง ส่วนตัวลู่เฉินเสกไม้ เท้าไม้ไผ่เขียวชิ้นหนึ่งออกมา เดินก้าวยาวๆ ไปในลาคลอง เดี๋ยว เหยียบตรงนี้ เดี๋ยวเคาะตรงนั้น มีผู้บัญชาการณ์เมืองหลวงที่รับหน้าที่เรียบเรียงตารา ระหว่างที่ผู้ เฒ่าเดินทางกลับบ้านเกิดหลังลาออกจากราชการ เขาที่บังเอิญเจอ กับลู่เฉินกลางป่ าพูดคุยกันอย่างถูกคอ แค่ดูลายมือ เอ่ยประโยคดีๆ สองสามประโยค ขุนนางน้าใสอายุมากที่เงินเก็บมีไม่มากก็ถูกลู่เฉิน “หลอกเอา” เงินทองและของมีค่าบางส่วนไปได้ นอนกลางดินกินกลางทรายอยู่บนยอดเขา เจ้าลัทธิแห่งป๋ ายอวี้ จิงท่านนี้ถึงกับกางกระโจมเป็ น กินผลไม้เชื่อมพลางโวยวายกับยุง ทั้งหลายไปด้วยว่าพวกเจ้าแน่จริงก็มากัดข้าสิเวลานี้ลู่เฉินบิดหมุนข้อมือเสกจานเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา แต่ไม่ได้ เสกตะเกียบคู่หนึ่งตามมาด้วย เขายกจานขึ้นกรอกอาหารใส่ปากดังซ ้วบ ก่อนจะหันมาถามว่า “นี่เรียกว่าเผือกบดแปดสมบัติ อยากจะ ลองชิมดูบ้างไหม?”จูลู่ส่ายหน้าลู่เฉินยิ้มเอ่ย “ตอนนี้เอาแต่คิดว่าจะขึ้นไปยังที่สูงแล้วขึ้นไปสู่ จุดสูงสุดอย่างไร วันหน้าเจ้าก็จะเข้าใจหลักการเหตุผลข้อหนึ่ง คนที่ สามารถเสวยสุขอย่างสงบได้ นั่นต่างหากจึงจะเป็ นเทพเซียนที่ แท้จริง”จูลูกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยว่ากันวันหลัง”ลู่เฉินพยักหน้า ถึงกับไม่โต้แย้งแล้วก็ไม่สั่งสอน ทั้งยังเอ่ยคล้อย ตามว่า “มีเหตุผลอย่างมากแล้ว”จูลู่พลันถามว่า “ข้าไม่ได้ฝันไปจริงๆ หรือ?”ลู่เฉินหัวเราะร่วน “ในฝันนอกฝันกลางฝัน ต้องให้มั่นใจเท่านั้น ถึงจะดีกว่าหรือ?”จูลู่ถาม “ถ้าอย่างนั้นท่านคือลู่เฉินจริงๆ ใช่ไหม?”ลู่เฉินหลุดขาอย่างอดไม่อยู่ “อาจจะใช่ และอาจจะไม่ใช่ ต้องดูที่ อารมณ์ของเจ้า”ไม่พูดถึงระดับความคลุมเครือยากจะเข้าใจและความแข็งแกร่ง อ่อนด้อยของพลังสังหารหลังจากผสานมรรคา พูดถึงแค่ความมหัศจรรย์งดงามลานตาของวิชาคาถา ลู่เฉินบอกว่าตัวเองเป็ นที่หนึ่ง ก็เป็ นได้อย่างสมชื่อ ไม่มีใครกล้าแก่งแย่งกับลู่เฉินในเรื่องนี้ห้าความฝันเจ็ดจิตธรรมของลู่เฉินไม่เคยปิ ดบังต่อโลกภายนอก เป็ นเหตุให้การผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่ของลู่เฉินนั้น…เปิดเผยมาก ที่สุด รู ้แล้วจาไว้ก็ดี ไม่รู ้หรือเคยได้ยินมาแต่ลืมไปแล้วก็ช่าง โลกมนุษย์ในใต้หล้าจะเป็ นอย่างไรก็ตามแต่ใจนักพรตฝันว่าเป็ นเจิ้งห่วนลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ คนมีชีวิตฝันว่า หนุนหัวกะโหลกต่างหมอนฝันซ ้อนฝัน ฝันว่าต้นลี่ซู่ (หรือต้นโอ๊ค) มี ชีวิต ฝันว่าเต่าศักดิ์สิทธิ์ตาย ฝันว่ากลายเป็ นผีเสื้อไม่รู ้ว่าตัวข้าคือ ใคร ใครเป็ นตัวหลักใครเป็ นตัวรองนอกจากนี้ก็มียังมีเจ็ดวัตถุแห่งจิตธรรมได้แก่ไก่ไม้ ต้นชุน ตัวตุ่น คุนเผิง นกขมิ้น นกยวนฉู ผีเสื้อสี่ฝันในนั้นได้รับการไขความฝันแล้ว ดังนั้นสหายกระดูกขาวที่ ใช ้นามแฝงว่าเหมาจุยอยากจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนก็เชิญตามสบายส่วนเจ็ดวัตถุจิตธรรม นกขมิ้นที่สามารถทดสอบโชคชะตาบุ๋นได้ ถูกเก็บมานานแล้ว ไก่ไม้คืออวี๋เจินอี้แห่งพื้นที่มงคลดอกบัว นกยวนฉู คือผู้สูงศักดิ์หวงจื่อแห่งจวนเทียนซือบางท่านที่ “สละร่าง” อยู่บนเกาะ เดียวดายนอกทะเล เป็ นเจ้าของคนเก่าของชุดคลุมอาคมจินหลี่คุน เผิงก็เก็บกลับมาแล้ว สหายเก่าที่เคยมีการ โต้แย้งหาวเหลียง” กับลู่ เฉินบนเรือราตรี ในเมื่อเขาเองก็เปิดปากแล้ว อีกอย่างตอนนั้นอู๋ซวงเจี้ยงก็รู ้แล้วด้วย ลู่เฉินก็ยินดีที่จะผลักเรือไปตามกระแสน้า มีเพียง ตัวตุ่นเท่านั้นที่ลู่เฉินยังคงทิ้งไว้ในใต้หล้าไพศาล ไม่ได้ทิ้งไว้เพื่อเล่น งานใคร แค่รู ้สึกว่าน่าสนุกก็เท่านั้นส่วน “ยุคบรรพกาลมีต้นไม้ใหญ่นามว่าต้าชุน” ที่ “แปดพันปีคือ วสันต์ แปดพันปีคือสารท” ที่ลู่เฉินเป็ นผู้เสนอขึ้นก่อนใคร ต้นไม้นี้ ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ เป็ นเหตุให้ไม่มีประโยชน์ มากที่สุด และอันที่จริงการที่ลู่เฉินจะเก็บหรือไม่เก็บต้นขุนต้นนี้มาก็ ได้นั้น เป็ นเพราะต้นไม้ต้นนี้คือต้นไม้แห่งมรรคาในใจของลู่เฉิน เพียงแต่ว่าย้ายจากที่ปลูกในใต้หล้าไพศาลมาปลูกอยู่ในใต้หล้ามืด สลัวก็เท่านั้นลู่เฉินใช ้หมัดทุบฝ่ ามือ “คิดได้แล้วว่าควรจะแนะน าตัวเองกับคน แปลกหน้าที่รู ้จักใหม่อย่างไร เสี่ยวเต้าปู้ ไฉ มาตุภูมิมาจากชวีหยวน ฉายาซ่านมู่”จูลู่กาลังจะเปิดปากพูด ลู่เฉินก็เปลี่ยนจากฝ่ ามือเป็ นนิ้วยื่นมา ทางจูลู่ ตวาดเบาๆ ว่า “เงียบ!”จูลู่ปิดปากตามจิตใต้ส านึก เพียงแต่ว่าครู่ต่อมาถึงได้รู ้ตัวว่าเจ้า ลัทธิลู่แกล้งหลอกนางเท่านั้น นางยังสามารถเปิ ดปากพูดได้ เหมือนเดิม “สนุกนักหรือ?”ลู่เฉินยกสองแขนกอดอก ร่างโยกคลอนอยู่บนหลังม้า เริ่มกวาด ตามองไปรอบด้านมองบนฟ้ ามองใต้ดิน “ฟ้ าช่างสูงและแผ่นดินช่าง กว้างใหญ่เหลือเกิน”นอกฟ้ า พื้นที่ลับแห่งหนึ่งที่คลอนแคลนจะแตกสลายแต่ยังไม่ แตกอวี๋โต้วหยุดลอยตัวอยู่กลางอากาศ กระบี่อาคมสอดกลับใส่ฝัก สะพายไว้ด้านหลัง