ตอนที่ 2863
บทที่ 1063.2 ข้ารู ้ว่าเจ้าคือใคร
October 21, 2026
เทพภูเขาหญิงซ่งอวี๋หรือจะกล้าพูดค าว่าไม่ ทัศนียภาพของภูเขาเจ๋อเอ่อ (พับหู) งดงามยิ่ง มองไกลๆ ประหนึ่งเหล่าขุนนางในราชสานักที่กอดฮู้หยกไว้ในอ้อมอก มอง ไกลๆ ประหนึ่งมวยผมของสาวงาม และทาเนียบหยกทองของซ่งอวี๋ที่ หากอิงตามการป่ าวประกาศของราชส านักต้าหลี ในวงการขุนนาง ภูเขาสายน้าที่ระดับขั้นเข้มงวดไม่ต่างกัน ก็คือตาแหน่งเทพขั้นเจ็ด จะดีจะชั่วก็เข้าขั้นปลายแถวได้แล้ว นางจึงอยากจะเปลี่ยนชื่อภูเขา เป็ น “เจ๋อเยา” (ค านับ หากแปลตรงตัวก็คือพับเอว) จะได้น่าฟัง มากกว่า ความหมายแฝงก็ดีกว่าหลายส่วน คราวก่อนหม่าเหยียน ซานไปเมามายอยู่ที่ร ้านเหล้าของนางอีกครั้ง ถูกน้องสาวที่บุกมาจับ ตัวคนด้วยความเดือดดาลด่าไปรอบหนึ่ง ก่อนที่หม่าเหยียนซานซึ่ง ไม่รู ้สึกระคายกับค าด่าจะออกไปจากร ้านเหล้าได้รับปากนางว่าจะ ช่วยเรื่องเปลี่ยนชื่อ น้องชายแท้ๆ ของหม่าขู่เสวียนคนนี้คือลูกหลานคนรวยของแท้ คือผีขี้เหล้าสามะเลเทเมา ขนาดตาแหน่งทั่นฮวาหลางของหม่าเห ยียนซานก็ยังเป็ นน้องสาวหม่าเยว่เหมยที่ใช ้วิธีโกงเข้าสอบแทนเขา ส่วนหม่าเยว่เหมยนั้นก็ชอบก่อเรื่องก่อราวไปทั่ว อายุน้อยๆ ก็ ชอบอ่านเรื่องเล่าเทพเซียนและนิยายในยุทธภพ นางจึงตั้งใจเชิญผู้ถวายงานประจาตระกูลมาคนหนึ่ง เป็ นปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่ล้างมือ ในอ่างทองคาแล้ว เขาคอยช่วยนางอบรมปลูกฝังเด็กสาวกลุ่มหนึ่ง สาวใช ้ของนางทุกคนล้วนต้องพกกระบี่ เด็กสาวกลุ่มนี้ล้วนเป็ นคนที่ ฝึกฝนวรยุทธอย่างจริงจังในสายตาของชาวบ้าน ไม่ใช่ชั้นวางดอกไม้ ที่มีดีแต่เปลือกนอก และยังมีหม่าเช่อที่เป็ นญาติผู้น้อง ดูเหมือนว่าเขาจะเป็ นเด็ก อัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับจากคนทั้งราชสานัก อันที่จริง ความสามารถในการเรียนรู ้ของเขาเป็ นอย่างไร นิสัยใจคอเป็ น อย่างไร หม่าขู่เสวียนล้วนไม่สนใจ เด็กหนุ่มอายุน้อย เลือดร ้อนๆ ก าลังพลุ่งพล่านอยากจะนอนกับสตรีวัยกลางคนกึ่งแก่กึ่งสาวที่เรือน กายอวบอิ่มสักคนสองคนจะเป็ นไรไปแน่จริงก็ไปนอนกับพวกนางให้ ได้สิ ต่อให้จะมีสถานะเป็ นท่านหญิงหรือเป็ นฮูหยินเก้ามิ่งแล้วอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ได้นอนกับพวกนางก็จงหันหน้าเข้าหาภาพวาดที่วาด ด้วยลายมือตัวเองแล้วก็ใช ้มือเข้าสิ หม่าขู่เสวียนยิ้มเอ่ย “ซ่งจี๋ (จี้แปลว่าผ่ายผอม ตรงข้ามกับชื่ออวี่ ที่แปลว่าอวบอิ่ม อุดมสมบูรณ์) ข้าคิดว่าดวงของตัวเองธรรมดามาก เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ไม่กล้าถือสาชื่อใหม่นี้ ซ่งอวี๋ได้แต่เอ่ยอย่างขลาดๆ ว่า “ข้าคิดว่า หม่าเซียนซือโชคดีมาก” หม่าขู่เสวียนพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างพอใจในคาตอบที่ ชื่อตรงนี้อย่างมากเพียงแต่เขากลับส่ายหน้าอีกครั้ง “ถึงอย่างไรโชคก็ไม่ดีเท่าคนรุ่นเยาว์ที่เป็ นคนรุ่นเดียวกันในตระกูลพวกนี้ พวกเขามี พี่ชายชื่อว่าหม่าขู่เสวียน แต่ข้าหม่าขู่เสวียนจะไปเรียกใครว่าพี่ชาย ใหญ่ได้ล่ะ?” ซ่งอวี๋ไม่รู ้จะโต้ตอบอย่างไร ก็จริงนะ พวกเขาต่างก็มีที่พึ่ง คือผู้นาคนรุ่นเยาว์สิบคนแห่ง แจกันสมบัติทวีป ส่วนสถานะของผู้ฝึกตนท าเนียบภูเขาเจินอู่ กลับ กลายเป็ นว่าตัวหม่าขู่เสวียนเองไม่เห็นเป็ นจริงเป็ นจัง ภูเขาเจินอู่ไม่ เห็นเป็ นจริงเป็ นจัง โลกภายนอกก็คล้ายจะไม่เห็นเป็ นจริงเป็ นจังตาม ไปด้วย แต่พูดถึงแค่คู่พี่น้องอย่างหม่าเหยียนซานและหม่าเยว่เหมยนี้ พวกเขากลับไม่เคยเจอพี่ชายใหญ่คนนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เกี่ยวกับเรื่องทุกอย่างของหม่าขู่เสวียนผู้เป็ นพี่ชายแท้ๆ ของ ตัวเอง แค่เคยได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น ในบ้านก็มีแค่พ่อแม่ที่พูดถึง นอกจากนี้แล้ว พวกเขาพี่น้องก็ได้ แต่ฟังคนอื่นเล่ามาอีกที ตระกูลหม่าที่เรียกได้ว่าหยั่งรากฐานลึกล้าอยู่ในแคว้นอวี้เซวียน ทุกวันนี้กิจการของตระกูลมีมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหวเหลาสุราและโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง และ ยังมีท่าเรือตระกูลเซียนที่ตั้งอยู่ชานเมืองอีกแห่งหนึ่ง และยิ่งได้ ครอบครองเรือข้ามฟากส่วนตัวสองลาที่สามารถเดินทางผ่านพื้นที่ เกือบครึ่งหนึ่งของแจกันสมบัติทวีปได้ แต่หม่าเหยียนซานกลับไม่สนใจพวกนายท่านเทพเซียนหรือ เทพธิดาอะไรที่บินไปบินมาบนภูเขาพวกนั้นเลย เขาเป็ นคนชอบดื่มสุรา ความคิดถึงต่อบ้านเกิดมีแค่สองอย่าง นอกจากเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วก็คือได้เข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรี ของภูเขาพีอวิ๋นสักครั้ง ไปดื่มเหล้าที่นั่นสักมื้อ ให้น้องสาวที่มีรูปโฉมคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วนช่วยไปสอบ แทน หม่าเหยียนซานได้สถานะทั่นฮวาหลางมาครอง ถือว่าได้ทางาน ในสานักบัณฑิตฮั่นหลินแล้ว แต่อันที่จริงจะไปขานชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่ อารมณ์ของเขาเท่านั้น ฮ่องเต้และทางราชส านักต่างก็ไม่ได้พูดอะไร ย้ายครอบครัวออกจากบ้านเกิดมาอยู่ที่นี่ ผ่านการแตก กิ่งก้านสาขามายี่สิบกว่าปี คนสี่รุ่นอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เรียกได้ว่า กิ่งก้านหนาครึ้มแล้ว บวกกับลูกหลานของแต่ละบ้านว่ากันว่า ทาเนียบวงศ์ตระกูลเล่มที่เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ ชื่อที่อยู่บนนั้นมีถึงร ้อย กว่าชื่อแล้วหม่าขู่เสวียนผายฝ่ ามือข้างหนึ่งออกมา เริ่มนับคานวณ ทุกครั้ง ที่คิดถึงชื่อหนึ่งได้ก็จะงอนิ้วลงหนึ่งนิ้ว สุดท้ายกาเป็ นหมัดเซี่ยหลิงแห่งสานักกระบี่หลงเฉวียน ดูเหมือนว่าจะเพิ่งฝ่ าทะลุ ขอบเขตอีกครั้งแล้ว อวี๋สืออู้แห่งภูเขาเจินอู่ บางทีอาจเป็ นสหายเพียง หนึ่งเดียวของหม่าขู่เสวียน ไข่จินเจี้ยนแห่งยอดเขาลวี่กุ้ยภูเขาเมฆา เรือง เจียงอวิ้นลูกหลานสกุลเจียงอวิ๋นหลิน ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ หลิวเหล่าเฉิงเจ้าสานักเจินจิ้ง หลิวป้ าเฉียวผู้ฝึกกระบี่แห่งสวนลมฟ้ าหม่าขู่เสวียนยกมืออีกข้างขึ้นมาโจวจวี่รองเจ้าขุนเขาสานักศึกษากวานหู จ้าวชวีถัวนักพรตผู้ฝึก ตนอิสระ สุยโย่วเปียนผู้ฝึกกระบี่แห่งภูเขาลั่วพั่ว เพราะนางไปอยู่ที่ ใบถงทวีป สถานะบนทาเนียบจึงย้ายไปอยู่ที่สานักเบื้องล่างด้วย เท่ากับว่าเว้นตาแหน่งว่างตาแหน่งหนึ่งให้กับผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์รุ่น เยาว์ของแจกันสมบัติทวีปหม่าขู่เสวียนครุ่นคิด ดูเหมือนว่าจะลืมใครไปคนหนึ่ง นึกไม่ออก แล้วว่าเป็ นใครส่วนการจัดเรียงลาดับอย่างเป็ นรูปธรรมของคนทั้งแปด แน่นอน ว่าหม่าขู่เสวียนยิ่งจาไม่ได้เข้าไปใหญ่หม่าขู่เสวียนงอนิ้วกาเป็ นหมัดอีกครั้ง เอ่ยว่า “ซึ่งจี๋ เจ้าเคยได้ยิน ค าพูดโบราณประโยคหนึ่งที่ว่า หมาที่กัดคนมักไม่เห่าหรือไม่”ซ่งอวี๋พยักหน้า “เคยได้ยินมาหลายครั้ง”หม่าขู่เสวียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สองมือหนุนต่างหมอน เอ่ยว่า “ภูเขาตะวันเที่ยงที่มีเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆแห่งนั้นไม่เข้าใจ หลักการเหตุผลที่ตื้นเขินข้อนี้”ซ่งอวี๋เอ่ยเตือนเสียงเบา “ประตูใหญ่เปิ ดออกแล้ว จะเริ่มการ ประชุมแล้ว”หม่าขู่เสวียนพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เงี่ยหูรอฟังกัน เถอะ”ในศาลบรรพชน การประชุมในวันนี้มีบรรยากาศเคร่งเครียด จริงจังคนที่นั่งในตาแหน่งประธานคือเจ้าประมุขสกุลหม่าที่มีชีวิตสุข สบายอยู่ดีกินดี ด้านข้างยังมีเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง คือประมุขหญิงของ ตระกูลหม่าที่เก่งกาจแพรวพราวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมในห้องโถงใหญ่มีเทียนแดงหนาเท่าแขนอยู่หลายเล่ม ส่องสว่าง ให้ศาลบรรพชนทั้งเจิดจ้าราวกับเวลากลางวันแขวนกรอบป้ าย เขียนชื่อศาลหม่าขู่เสวียนไม่ได้สังเกตด้วยซ้าว่าเขียนเป็ นคาว่าอะไรบนคานขนาดใหญ่เหนือหัวของทุกคน มี “วิญญูชนบนขื่อคาน” อยู่สองคนที่ไม่มีใครสังเกตเห็นหม่าขู่เสวียนหันหน้าไปมอง น้องชายแท้ๆ คนนั้นเคยมีการถาม ตอบที่น่าสนใจกับหญิงงามคนขายเหล้าในร ้านเหล้าของเหนียงเนียง เทพภูเขาพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่ ไม่ตกแน่นอน แต่ต้องมีสักวันที่ฝนจะตก กระหน่าฟ้ าจะร ้องดังถูกหรือไม่? ถึงเวลานั้นกางร่มคันใหญ่สักคันก็พอแล้วหม่าขู่เสวียนรู ้สึกว่าการถามตอบครั้งนี้น่าสนใจอย่างมาก ดังนั้น ถึงได้ยินดีช่วยซ่งอวี๋เปลี่ยนชื่อภูเขา อันที่จริงอีกไม่นานทางฝั่งของ ภูเขาลู่เจี่ยวจะมีเอกสารฉบับหนึ่งถูกส่งไปอนุญาตให้ภูเขาเจ๋อเอ่อ เปลี่ยนชื่อเป็ นภูเขาเจ๋อเยา ตาแหน่งเทพของซ่งอวี๋ไม่เปลี่ยน แน่นอน ว่าหม่าขู่เสวียนใช ้คุณความชอบของตัวเองแลกเปลี่ยนมา แล้ว นับประสาอะไรกับที่ก็แค่การเปลี่ยนชื่อภูเขาเท่านั้น ไม่ใช่การ ยกระดับความสูงของร่างทองต าแหน่งเทพเสียหน่อยส่วนหลังจากนี้ซ่งอวี๋จะเปลี่ยนชื่อเป็ นซึ่งจี่หรือไม่ ไม่สาคัญ เปลี่ยนไปแล้วก็ไม่มีอะไรดีไม่เปลี่ยนก็ไม่มีอะไรเสีย หม่าขู่เสวียนไม่มี อารมณ์จะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยขี้หมูราขี้หมาแห้งพวกนี้ในศาลบรรพจารย์มีคนหนุ่มสองคนที่ทุกวันนี้ต่างก็มียศตาแหน่ง ติดตัว ดังนั้นถึงได้มีคุณสมบัติมานั่งอยู่ที่นี่ยามใดที่พวกเขากับลูกหลานตระกูลร่ารวยของแคว้นอวี้เชวียน รู ้สึกว่าอยู่เมืองหลวงแล้วเบื่อหน่ายก็มักจะหาข้ออ้างออกไปจากเมืองหลวง ไปเข้าร่วมการ “ล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วง” ที่ไม่มีใครรู ้เป็ นประจา ไป ยังดินแดนห่างไกลในอาณาเขตของแคว้นเล็กทั้งหลาย แล้วเริ่มท า การล่าเหยื่อภายใต้การนาพาของสหายรักในท้องถิ่น คนกลุ่มนี้พอ มาถึงเมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียนก็กลายเป็ นพวกสุนัขรับใช ้ที่คอยก้ม หัวค้อมเอว แต่อยู่ที่บ้านเกิดของพวกเขากลับเป็ นลูกหลานคนมี อานาจอันดับหนึ่ง คาว่าออกล่าก็คือขี่ม้าสวมเสื้อเกราะ สะพายธนู พก เหยื่อที่ถูกล่าก็คือ “โจรขี่ม้า” และ “กองโจรเร่ร่อน” ฝั่งของ ข้าราชการในพื้นที่ล้วนให้ความร่วมมือดีมาก