ตอนที่ 2868
บทที่ 1064.3 ที่เกินมาก็คือความอ่อนโยน
October 21, 2026
ดอกท้อข้างทางบ้างเป็ นสีแดงเข้มบ้างเป็ นสีชมพูอ่อน ล้วนแอบ อิงลมวสันต์อย่างเกียจคร ้าน ขยับเข้าใกล้ลานบ้านที่แขวนโคมไฟ ทางเดินเส้นหนึ่งที่ทอด ผ่านระหว่างภูเขาจ าลองจุดที่สูงที่สุดของภูเขาจาลองสองลูกคุมเชิง กันเหมือนมวยผมสองข้างของเด็กสาว คล้ายกับก้นหอยที่ขดม้วนตัว สองข้างของเส้นทางและบนยอดเขาปลูกดอกบัว ดอกโบตั๋นและดอก เสาเหย้า ดอกไม้ใบไม้ไต่เกาะเนินเขา แขกที่เดินทางมาเยือนเห็น ทัศนียภาพของที่แห่งนี้ไกลๆ ก็เหมือนเห็นสตรีปักปิ่ นบุปผา โชคชะตาน้าและปราณวิญญาณในฟ้ าดินเข้มข้นอบอวล กระเพื่อม แผ่เป็ นริ้วระลอก ระหว่างที่คนเดินผ่านทางเส้นนั้น หากเงยหน้ามอง ไปเหนือศีรษะจะเห็นดอกบัวชูช่อราวกับว่าถูกปลูกอยู่บนฟากฟ้ า เดินผ่านประตูโค้งวงเดือนที่แขวนกรอบป้ ายคาว่า “สะพาน กางเขน” เข้าไปในเรือนที่เงียบสงบ เนื่องจากมักจะไปเป็ นแขกที่ภูเขา ลั่วพั่วเป็ นประจาจึงรู ้ความชื่นชอบของเจ้าขุนเขาเฉินดี เพ่ยเซียงได้เตรียมเก้าอี้ไม้ไผ่ไว้ก่อนแล้วหลายตัว วางไว้ใต้ ชายคา ระหว่างเก้าอี้มีโต๊ะน้าชาตัวเตี้ยกั้นขวาง ด้านบนเตรียมน้าชา ของว่างและอาหารจาพวกผลไม้เชื่อมไว้พร ้อมสรรพหากจะพูดถึงการรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ของภูเขาลั่วพั่ว แคว้นหูที่ พยายามแสดงน้าใจของเจ้าบ้านอย่างเต็มที่ก็ถือว่าประหยัดแรงกาย แรงใจอยู่มาก เพ่ยเซียงไม่ต้องท าอะไรเอิกเกริกหรือจัดขบวนใหญ่โต ในที่สุดก็ได้เจอกับเซียนกระบี่ชุดเขียวที่รูปโฉมไม่ถือว่าหนุ่ม แต่ ก็ไม่ได้ดูแก่ผู้นั้น ลูกศิษย์สองคนของเพ่ยเซียงที่มายืนรออยู่ตรงเชิง บันไดนานแล้วพากันยอบกายคารวะ ดวงตาเรียวยาวคลอประกายน้าสองคู่รู ้ใจกันดีเยี่ยม ต่างคนต่าง เคลื่อนสายตามองไปอีกด้าน ไม่กล้ามองเจ้าขุนเขาแห่งภูเขาลั่วพั่ว อิ่ นกวานหนุ่มที่เล่าลือกันว่าสังหารปีศาจเป็ นผักปลาทั้งยังชอบจับกิน เป็ นอาหารผู้นี้ เฉินผิงอันเพียงแค่ยิ้มพลางกุมมือคารวะกลับคืน ในเมื่อพูดเยอะ ก็ผิดเยอะ เขาจึงเลือกไม่พูดเลยดีกว่า ความเสียเปรียบที่คล้ายคลึงกันนี้ ในอดีตเจ้าขุนเขาเฉินเคย เผชิญจากเฉินยวนจีมาจังๆ แล้วครั้งหนึ่ง ต่างคนต่างนั่งลง เพ่ยเซียงหยิบไม้ชี้ภาพที่วางอยู่บนโต๊ะน้าชา ขึ้นมา นางมองไปทางเจ้าขุนเขาเฉิน เฉินผิงอันก็พยักหน้าให้ ลานบ้านท่ามกลางแสงสียามสนธยาปรากฏเป็ นภาพภูเขา สายน้าของพื้นที่มงคลที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ เทือกเขาทอดตัวสูงต่า สายน้าไหลคดเคี้ยว เขตและจังหวัดของแต่ละแคว้นพื้นที่ประกอบ พิธีกรรม พรรคตระกูลเซียน ศาลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนถูกระบุพิกัดออกมาอย่างละเอียด ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกแดงและหมึกดาลอย อยู่กลางอากาศประหนึ่งแสงรุ่งอรุณหากขอบเขตไม่สูงมากพอ ความสามารถในการมองเห็นไม่มากพอ แต่อยากจะเข้าใจ ทัศนียภาพของพื้นที่บางแห่งอย่างชัดเจน เพ่ยเซียงก็สามารถใช ้ไม้ที่ อยู่ในมือ ชี้ไปตามแม่น้าภูเขา” ขยายพื้นที่แห่งนั้นให้กว้างขึ้นอีกร ้อย เท่าพันเท่าได้ เฉินผิงอันปอกส้มลูกหนึ่งยื่นส่งให้กับกวอจู๋จิ่วที่อยู่ข้างกายก่อน จากนั้นจึงบอกชื่อสถานที่และชื่อคนออกไป เพ่ยเซียงจึงใช ้ไม้ชี้ภาพวาดที่อยู่ในมือชี้ไปตามพรรคและพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมตามที่อีกฝ่ ายระบุมา หนึ่งในนั้นก็มีสถานที่มังกรลุก ผงาดของสกุลเว่ยแคว้นหนันเยวี่ยนเป็ นอย่างที่เฉินผิงอันคาดการณ์เอาไว้ ตอนนั้นที่เกาจวินสร ้าง โอสถทอง ผู้ฝึกลมปราณคนแรกที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของฟ้ า ดินก็คือเว่ยเหลียงที่บุกเบิกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ในสถานที่ที่มี ปราณมังกรเข้มข้นตอนนั้นเว่ยเหลียงเดือดเป็ นฟืนเป็ นไฟ จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง เกือบจะธาตุไฟเข้าแทรกภูเขาลั่วพั่วเคยมอบกล่องหินที่ด้านในบรรจุคัมภีร ์เต๋สามเล่ม ให้กับเว่ยเหลียง แต่หากอิงตามข้อตกลง ภูเขาลั่วพั่วแค่รับปากว่าจะ ช่วยให้เว่ยเหลียงเลื่อนเป็ นห้าขอบเขตกลางเท่านั้นเพราะเว่ยเหลียงยังมีสถานะของไท่ซ่างหวง ดังนั้นหลายปีมานี้ ราชสานักแคว้นหนันเย วี่ยนจึงมีการอบรมปลูกฝังและรวบรวมซานจ วินของห้ามหาบรรพตและองค์เทพของแม่น้าแต่ละสายมาอย่างลับๆ อยู่ตลอด หวังว่าจะใช ้สิ่งนี้มาถ่วงดุลกับผู้ฝึ กลมปราณที่มีพรรคหู ซานเป็ นผู้น าเฉินผิงอันกล่าว “ใจคนไม่เหมือนกัน เส้นสายแตกต่างกันไป ต่างก็เคยชินที่จะเดินไปบนทางสายเก่า”ฉางมิ่งพยักหน้า “เว่ยเหลียงที่เคยเป็ นฮ่องเต้มาก่อน หลังจากขึ้น เขาฝึกตน แม้จะกลายเป็ นผู้ฝึกลมปราณไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรเขาก็ ละทิ้งตัวตนในโลกมนุษย์ไม่ได้ ไม่ว่าจะท าอะไรก็ชอบมุ่งไปทางการ วางแผนในราชส านักและการวางแผนทางการสู้รบตามจิตใต้ส านึก ไม่ได้บอกว่าทาแบบนี้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี หาก ยังไม่ขีดเส้นความสัมพันธ ์ให้ชัดเจนอีก เว่ยเหลียงอยากจะสร ้าง โอสถเป็ นเซียนดินก็ยังยากมาก ย้อนกลับมามองเกาจวิน แม้ว่าจะมี สถานะเป็ นเจ้าประมุขพรรคหูซานเช่นกัน แต่จิตแห่งมรรคาและความ เด็ดขาดของนางก็เหนือกว่าเว่ยเหลียงอยู่ระดับหนึ่งจริงๆ”คนสิบคนในใต้หล้าของพื้นที่มงคลในอดีต ปีนั้นจังชิวได้ไล่ตาม เสียงกลองขึ้นไปบนหัวกาแพงเมือง ได้รับภาพห้ามหาบรรพตที่ แท้จริงไปภาพหนึ่ง หรือก็คือความเป็ นมาที่แท้จริงของห้ามหาบรรพต ในใต้หล้าทุกวันนี้ นอกจากนี้อีกสี่แคว้นของพื้นที่มงคลก็มีจักรพรรดิของแต่ละแคว้นเป็ นผู้แต่งตั้งห้ามหาบรรพต ดังนั้นจึงมีการแบ่งห้าม หาบรรพตน้อยใหญ่หลังจากพื้นที่มงคลดอกบัวเปลี่ยนจากพื้นที่มงคลระดับล่าง กลายมาเป็ นพื้นที่มงคลรากบัว ก็ได้เลื่อนขั้นกลายมาเป็ นพื้นที่มงคล ระดับสูง การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดนั้นอยู่ที่ปราณวิญญาณระหว่าง ฟ้ าดิน เปลี่ยนจากระดับความแร ้นแค้นขาดแคลนที่แทบจะไม่มีอะไร เลยมาเป็ นอุดมสมบูรณ์เปี่ยมล้นอย่างถึงที่สุด พูดถึงแค่ศาลในใต้ หล้า องค์เทพแห่งภูเขาสายน้าทั้งหลายที่ราชส านักของแต่ละแคว้น แต่งตั้งอย่างเป็ นทางการ ศาลที่ด้านในบูชาวิญญาณวีรบุรุษบุ๋นบู๊ บวกกับศาลเถื่อนที่ชาวบ้านในท้องถิ่นบูชากันเอง หรือเป็ นศาลที่ ภูตผียึดครองแล้วสาแดงอิทธิฤทธิ์ความศักดิ์สิทธิ์ ศาลที่บ่มเพาะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ควันธูปขึ้นมาได้เอง ก็มีมากถึงร ้อยกว่าแห่งแล้วนอกจากการเปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณแล้ว โชคชะตาบู๊ ของพื้นที่มงคลก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดเช่นเดียวกันแต่เนื่องจากพื้นที่มงคลดอกบัวถูกเจ้าอารามผู้เฒ่าแบ่งออกเป็ น สี่ส่วน สีสันของขุนเขาสายน้าเจือจางเหมือนกลายมาเป็ นภาพ ลายเส้นขาวด า ปรมาจารย์ในยุทธภพรุ่นอาวุโสอย่างพวกเฉินหยวน ซาน ถังเถี่ยอีกลายมาเป็ นว่าจิตวิญญาณเหลือไม่ครบถ้วน ดังนั้นไม่ ว่าจะเป็ นเส้นทางของการฝึกตน ปีนั้นแม้เกาจวินแห่งพรรคหูซานจะ ขอบเขตต่าต้อย ก็กลับกลายเป็ นว่ามีโชคหลังเคราะห์ร ้าย เหมือนเรือ ลาน้อยที่หันหัวกลับได้ง่าย หรือจะเป็ นเส้นทางของการฝึกวรยุทธที่กลับกลายเป็ นว่าถูกจงเชี่ยนผู้ฝึกยุทธหนุ่มของแคว้นเป่ ยจิ้นชิงน า ตัดหน้า กลายเป็ นผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองไปก่อน นอกจากนี้เฉิง หยวนซานและถังเถี่ยอี้ที่เมื่อเทียบกับการเดินขึ้นสู่ยอดสูงบนวิถีวร ยุทธและความร่ารวยสูงศักดิ์ในโลกมนุษย์แล้วอันที่จริงต่างก็ต้านทาน การล่อลวงจากการ “พิสูจน์มรรคาเป็ นอมตะ เทพเซียนพสุธา ประจ าการอยู่ในโลกมนุษย์ สามารถส่องแสงเคียงคู่ตะวันจันทรามี อายุขัยยาวนานไปพร ้อมกับฟ้ าดิน ไม่ได้ พวกเขาจึงแอบหันไปฝึก ตนกันแล้วครั้งนี้สมาชิกของพื้นที่มงคลที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการประชุม มีซานจวินห้ามหาบรรพตใหญ่ ส่วนห้ามหาบรรพตเล็กที่อยู่ในอาณา เขตของสี่แคว้น เนื่องจากเกาจวินได้เชิญฮ่องเต้ของสีแคว้นมาแล้ว ซานจวินสิบสองท่านจึงไม่ได้รับเทียบเชิญจากพรรคหูซาน กลับ กลายเป็ นว่าเทพแห่งสายน้า หูจวินที่ความสัมพันธ ์กับราชสานัก แคว้นต่างๆ ไม่ได้แนบแน่นถึงเพียงนั้นและยังมีเทพภูเขาบางส่วนที่ไม่ เคยเข้าร่วมกับแช่สกุลใดที่ต่างก็ต้องมาเข้าประชุมเดิมทีตาแหน่งที่นั่งที่เพ่ยเซียงคิดเอาไว้คือเจ้าขุนเขาเฉินนั่งตรง กลาง ตนที่เป็ นเจ้าแห่งแคว้นหูถือว่า “อยู่เป็ นเพื่อน” ฉางมิ่งผู้คุมกฏ แห่งภูเขาลั่วพั่วนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของเจ้าขุนเขาเฉิน จากนั้นก็เป็ นก วอจู๋จิ่วลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าขุนเขาเฉิน แล้วจึงเป็ นเด็กสาวสวม หมวกขนเตียวที่ขึ้นภูเขามาค่อนข้างช ้า ส่วนลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนของเพ่ยเซียง แน่นอนว่าต้องนั่งอยู่ทางฝั่งของเพ่ยเซียง เมื่อเป็ น เช่นนี้เฉินผิงอันก็จะนั่งอยู่ตรงกลางพอดีฮ่า นอกจากเจ้าขุนเขาเฉินแล้ว ทั้งสองฝั่งล้วนมีแต่สตรีเพียงแต่คิดไม่ถึงว่าผู้คุมกฏฉางมิ่งจะยกที่นั่งให้กับกวอจู๋จิ่ว