ตอนที่ 2878
บทที่ 1067.1 ยุทธภพเงียบเหงาหนึ่งร ้อยปี
October 21, 2026
เมืองหลวงของแคว้นหนันเยวี่ยนมีชื่อว่าต้าเหลียง เฉินผิงอันรู ้จัก พื้นที่ในเมืองหลวงดีดุจลายมือของตัวเอง เขาจึงเลือกร ้านอาหารมื้อ ดึกที่กิจการเจริญรุ่งเรืองร ้านหนึ่ง สั่งปลาเผามากิน ชานเมืองมีล าคลองชิงฉิน ในคลองมีปลาชิงตัวอ้วนพี่อุดม สมบูรณ์ ปลาเผากินคู่กับเหล้าดอกบัวขาวต้าเหลียงคือสุดยอดของดี เพราะราคาถูกทั้งยังรสชาติอร่อย พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์และพ่อค้า หาบเร่ทั้งหลายต่างก็ชอบแวะมากิน แต่เฉินผิงอันกินไปคาเดียวก็รู ้ แล้วว่าปลาชิงตัวนี้คือ “ปลากั้วฮู่” ที่ขนส่งมาจากสระน้าของที่แห่งอื่น เอามาแช่น้าในลาคลองชิงฉินแค่ไม่กี่วัน เพียงแต่เขาไม่ได้เอ่ยอะไร เหลือบมองเถ้าแก่หนุ่มคนปัจจุบัน รูปโฉมโขลกออกมาจากพิมพ์ เดียวกันกับเถ้าแก่ของปีนั้น คงเป็ นเพราะเถ้าแก่ผู้เฒ่าอายุมากแล้ว จึงยกร ้านและถ่ายทอดฝีมือให้กับลูกชาย น้ามันพริกที่ทาด้วยวิธีลับ และผักเคียงที่กินกับปลาเผายังคงเหมือนเดิม มีเพียงขาดรสชาติส่วน หนึ่งไป นั่นเรียกว่าคุณธรรม แน่นอนว่าก็เป็ นไปได้ที่ร ้านเป็ นกิจการ เล็กๆ และทุกวันนี้ปลาในลาคลองชิงฉินก็เป็ นอาหารที่มีไว้สาหรับคน มีเงินของเมืองต้าเหลียงโดยเฉพาะแล้ว ทุกวันนี้ร ้านเล็กๆ ข้างทาง แห่งนี้จึงมีวัตถุดิบเพิ่มมาอีกชนิดหนึ่ง ชื่อว่าการทาเพื่อครองชีพก่อนหน้านี้เฉินผิงอันนาทางพาพวกเขามาที่ร ้านเล็ก มีโต๊ะว่าง ตัวหนึ่งอยู่ติดผนัง มีม้านั่งยาวสองตัว หลิวเสี้ยนหยางนั่งครองไปก่อน ตัวหนึ่ง เขานั่งอยู่ตรงกลางม้านั่งยาว ยื่นมือมาตบโต๊ะ ถามว่ามีเหล้า หรือไม่ ตอนนั้นกู้ช่านยืนอยู่ข้างโต๊ะ เฉินผิงอันบอกเป็ นนัยให้เขานั่ง ด้านใน กู้ช่านนั่งลงไปแล้วก็ยื่นมือมาดันม้านั่งยาวฝั่งที่อยู่ติดกับเฉิน ผิงอันให้ขยับออกห่างไปข้างนอก รอกระทั่งเฉินผิงอันขยับเท้าเตรียม จะนั่งลง กู้ช่านจึงดึงม้านั่งยาวกลับเข้ามาที่เดิม เมื่อก่อนนั่งกันอยู่บนคันนา หัวของเด็กน้อยสูงประมาณไหล่ของ เด็กหนุ่มวันนี้พวกเขาที่นั่งอยู่ด้วยกันกลับไหล่เคียงกันแล้ว เฉินผิงอันยกเหล้าขึ้นจิบหนึ่งคา โชคดีที่เหล้าต้มดอกบัวขาว ยังคงเป็ นรสชาติเดิม เขาถามว่า “กู้ช่าน ทางฝั่งของนครจักรพรรดิ ขาวมีตาราลับเกี่ยวกับสายของการมองลมปราณเก็บไว้บ้างหรือไม่?” กู้ช่านกล่าว “มี อีกทั้งยังมีเยอะมากด้วย อาจารย์ค่อนข้างให้ ความส าคัญกับการยึดขยายสายของการมองลมปราณออกไปเป็ น วิชาข้างเคียงอีกมากมาย ตาราที่รวบรวมและกว้านหามาจากเก้า ทวีปของไพศาล นครจักรพรรดิขาวได้ก่อตั้งฝ่ ายจัดพิมพ์ตาราไว้ โดยเฉพาะ ส่วนของบ้านตัวเองก็มีตาราชุดหนึ่งที่ทุกสิบปีจะมีการ ปรับเปลี่ยนสารบัญและฉบับพิมพ์ใหม่หนึ่งครั้ง แบ่งเป็ นสามประเภท ใหญ่ คือแบ่งตามยุคสมัย แบ่งเป็ นหนังสือประวัติศาสตร ์ทั่วไปและ หนังสือตานานท้องถิ่น จานวนของหนังสือมีเยอะมาก เทียบเคียงได้กับจานวนหนังสือที่สะสมไว้ในสานักงานเลขานุการหลวงของแคว้น เล็กแห่งหนึ่งได้เลยสมาชิกศาลบรรพจารย์อย่างพวกหันเชี่ยวเซ่อ หลิ่วชื่อเฉิงต่างก็มีส่วน เพื่อสะดวกให้ผู้ฝึ กตนใหญ่อย่างพวกเขา เลือกหนังสือที่เกี่ยวข้องโดยอิงตามทิศทางการฝึ กตนของตัวเอง ตอนที่ข้าเพิ่งเข้าไปอยู่ในนครจักรพรรดิขาว แม้ว่าจะเป็ นลูกศิษย์ผู้ สืบทอดของเจ้านคร แต่อิงตามกฎของนครจักรพรรดิขาวแล้ว หาก ไม่ใช่ห้าขอบเขตบนก็มิอาจเข้าไปในศาลบรรพจารย์ได้ตอนนั้นข้า จึงขอกุญแจพวงหนึ่งมาจากหันเชี่ยวเช่อ จะได้สะดวกไปอ่านหนังสือ ที่หอเก็บตาราของนางได้ทุกเมื่อ ข้าเคยเปิ ดอ่านสารบัญอย่าง ละเอียดมาก่อน แล้วก็เคยท าการคัดลอกข้อมูลมาเป็ นการส่วนตัวซึ่ง ถือว่าผิดกฏ จาได้ว่าหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับประวัติความเป็ นมา ของกองโหราศาสตร ์และวิธีการฝึกตนศาสตร ์มองลมปราณของแต่ ละแคว้นก็มีมากถึงสองพันนสามร ้อยกว่าเล่ม” เฉินผิงอันเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “เหนือทะเลเมฆก็ยังมีทะเลต ารา” ทุกคนต่างก็รู ้ว่าทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมีนครจักรพรรดิขาว ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเมฆหลากสี แต่อันที่จริงเกี่ยวกับเรื่องวงใน ของนครจักรพรรดิขาว สมาชิกศาลบรรพจารย์มีใครบ้าง โครงสร ้าง ภายในเป็ นอย่างไร ความสัมพันธ ์ระหว่างสายสืบทอดต่างๆ โลก ภายนอกกลับรู ้น้อยมาก ทุกครั้งที่พูดถึงนครเดียวดายที่มีเมฆหลากสีล้อมวนแห่งนั้น ผู้ ฝึกลมปราณบนภูเขามักจะหยุดพูดแต่พอสมควรเสมอ นอกจากธงใหญ่ที่เขียนคาว่าถ่อมตนยอมถอยให้แก่ใต้หล้าซึ่งตั้งตระหง่านมา สามพันปี ไม่เคยล้มลง และนี่ก็หมายความว่าไม่เคยมีใครสามารถ เอาชนะเจิ้งจวีจงบนกระดานหมากได้มาก่อน คนภายนอกหากไม่ได้ สงสัยว่าทุกวันนี้หันเชี่ยวเช่อที่สาบานว่าจะฝึ กเวทคาถาบนมหา มรรคาให้ได้สิบสองชนิดฝึกส าเร็จแล้วหรือยัง ก็ต้องสงสัยว่าหอแก้ว ใสของหลิ่วเต้าฉุนมีการเพิ่มอิฐเพิ่มกระเบื้องอีกครั้งแล้วหรือไม่ ตอน ที่ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกไปมีเรื่องกับผู้ฝึกตนบนยอดเขา คนใดอีก พอก่อเรื่องแล้วก็มาหลบอยู่ที่นครจักรพรรดิขาว หลบไม่ พ้นก็เปลี่ยนมาสวมชุดคลุมเต๋สีชมพูสะดุดตาตัวนั้นเพื่อแนะนาตัวเอง กับคนอื่น หรือไม่ก็พูดคุยกันถึงฟู่ จิ้นเซียนกระบี่ที่เป็ นลูกศิษย์ใหญ่ เปิดขุนเขาของเจิ้งจวีจง ตรงเอวของเขาห้อยน้าเต้าเลี้ยงกระบี่ที่เป็ น ผลน้าเต้าจากเถาน้าเต้าที่มรรคาจารย์เต๋าปลูกเองกับมือ ต้องใช ้เวลา อีกนานแค่ไหนเวทกระบี่ของคนผู้นี้ถึงจะไปถึงระดับของเผยหมิ่นแห่ง เวทกระบี่ได้ ชีวิตนี้จะสามารถไล่ตามจั่วโย่วผู้นั้นได้ทันหรือไม่ หลิวเสี้ยนหยางคีบเนื้อปลาคาใหญ่ขึ้นมาเคี้ยว ยิ้มเอ่ยว่า “ตอบ ไม่ตรงค าถาม พวกเจ้าพูดออกนอกเรื่องกันแล้วหรือไม่?” การพูดคุยกันในคืนนี้ พวกเขาทั้งสามต่างก็ใช ้ภาษาถิ่นของบ้าน เกิด ทั้ง ๆ ที่รู ้ดีว่ า กู้ช่า น อ ย า ก จ ะ อ า ศัย โ อ ก า ส นี้เ ล่ า เ รื่อ ง ขนบธรรมเนียมและผู้คนของนครจักรพรรดิขาวให้เฉินผิงอันฟังมาก หน่อย หลิวเสี้ยนหยางกลับยังขัดคอเขา หากอิงตามคากล่าวของเจ้าขี้มูกยึดน้อยในอดีตก็คือหลิวเสี้ยนหยางคนนี้ปากเสีย หากจะให้เขา พูดจาจริงจังที่ไม่สัปดนหยาบคาย หลิวเสี้ยนหยางก็ไม่มีทางพูดคุยได้ เลยกู้ช่านกล่าว “หลังจากที่ข้าเลื่อนเป็ นขอบเขตหยกดิบก็มี คุณสมบัติได้ครอบครองหอเก็บตาราแห่งหนึ่ง ใช ้เวลาเล็กน้อย ตรวจสอบและจัดระเบียบอยู่พักหนึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า หากไม่นับฉบับ จัดพิมพ์ที่มีจานวนมากมายซับซ ้อน และไม่นับตัวอักษรแนะนา จ าพวกต านานท้องถิ่นทั้งหลาย เลือกเอามาเฉพาะฉบับที่ได้รับการ ตรวจสอบและแก้ไขอย่างละเอียดซึ่งบรรยายเกี่ยวกับความรู ้ด้าน ศาสตร ์การมองลมปราณ เงื่อนไขก็คือเนื้อหาของแต่ละเล่มจะซ้ากัน ไม่เกินสองส่วน ตาราที่เป็ นเช่นนี้ นครจักรพรรดิขาวก็มีอยู่ประมาณ หกสิบสองเล่ม”หลิวเสี้ยนหยางจุ๊ปาก “คาพูดคาจาผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี ทุกคาเช่นนี้ กู้ช่านตอนนี้เจ้ามีมาดของปรมาจารย์ผู้มีความรู ้ กว้างขวางที่เชี่ยวชาญด้านการอธิบายค าศัพท์โบราณอย่างมากเลย นะ หากจะถามข้า ให้เจ้ามาเป็ นวิญญูชนสานักศึกษาที่ช่วยสอนใน โรงเรียนประถมโดยเฉพาะก็มากพอเหลือแหล่ ได้ยินมาว่าเจ้ามีฉายา ว่าคนวิกลจริตหรือ? บัณฑิตบ้าคลั่งสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน เมื่อก่อน ในส านักศึกษาของสกุลเฉินผู้รอบรู ้มีอาจารย์สอนหนังสือคนหนึ่งที่ อธิบายบทในนอกของเจ้าลัทธิลู่โดยเฉพาะ มีครั้งหนึ่งเขาสอนพวกเราอาจารย์ผู้เฒ่าก็บอกว่าใต้หล้านี้มีแค่หนึ่งคนครึ่งเท่านั้นที่เข้าใจ แก่นแท้ของบทในนอกอย่างแท้จริง”เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ช่วยดื่มเหล้าของเจ้าไปได้ ไหม ข้าจะคุยเรื่องเป็ นการเป็ นงานกับกู้ช่าน”หลิวเสี้ยนหยางยิ้มตาหยี “หากพวกเจ้าสองคนเดาออกว่าหนึ่ง คนครึ่งนี้คือใคร ข้าก็จะหุบปากแต่โดยดี”กู้ช่านเอ่ย “คนหนึ่งคือตัวลู่เฉินเอง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็คืออาจารย์ ผู้เฒ่าคนนั้น”เฉินผิงอันส่ายหน้ากู้ช่านพลันเข้าใจได้ในทันทีคิดดูแล้วคาตอบต้องยิ่งบ้าคลั่งกว่านี้แน่นอน ตัวลู่เฉินเองที่เขียน บทในนอกถึงจะถือว่าเป็ นครึ่งหนึ่ง ส่วนอาจารย์ผู้เฒ่าที่เป็ นผู้สอน ต่างหากที่กลับกลายเป็ น “หนึ่ง” นั้นหลิวเสี้ยนหยางหัวเราะฮ่าๆ “กู้ช่าน ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าหากจะ เทียบกันในเรื่องของระดับความหัวไวล่ะก็ พวกเราสองคนรวมกันยังสู้ เจ้าน้าเต้าต้นเฉินผิงอันผู้นี้ไม่ได้เลย”กู้ช่านกล่าว “ปีนั้นมีครั้งไหนบ้างที่เจ้าพูดแบบนี้แล้วข้าเถียง? เรื่องที่ข้าทะเลาะกับเจ้าคือพวกเราสองคนใครฉลาดมากกว่ากัน ต่างหาก”“พวกเจ้าคุยกันต่อเถอะ ข้าจะดื่มเหล้ากินเนื้ออย่างรู ้กาลเทศะ ไม่ท าตัวขวางหูขวางตาพวกเจ้าแล้ว”หลิวเสี้ยนหยางยกชามขาวขึ้นแกว่ง สุราในชามกระเพื่อมเป็ นริ้ว คลื่น ใช ้ตะเกียบคีบเนื้อปลาขึ้นมา “สถานที่แห่งนี้ในเวลาเช่นนี้ ไม่ ควรต้องร่ายบทกวีสักบทหรือ? ใครจะเริ่ม?”กู้ช่านกลอกตามองบน ท่านปู่เจ้าเถอะหลิวเสี้ยนหยาง