ตอนที่ 2890
บทที่ 1069.4 ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์น้องเล็ก
October 21, 2026
เห็นนักพรตหญิงรูปร่างสะโอดสะองตรงหน้าผู้นี้ ไฟโทสะที่ลุก โชนอยู่ในใจของนายท่านขุนนางทั้งสองก็มอดดับลงไปทันที ส่วนประโยคฟังดูดีที่ให้เกียรติกันของเตี่ยนเค่อฉางเกิ่งก็รื่นหู เช่นกัน อารามหลิงจิ้งขนาดเล็กมีคนมากความสามารถนี่นา วันหน้าควร จะไปมาหาสู่กันบ่อยๆ มานั่งดื่มน้าชาถกมรรคากับเจ้าอารามเจี่ยน ฝี มือการท าอาหารของฉางเกิงก็ไม่เลว กลับไปจะให้ฝ่ าย ครัวเรือนของที่ว่าการน าผักตามฤดูกาลมามอบให้ที่อาราม ญาติ ห่างไกลไม่สู้เพื่อนบ้านใกล้ชิด ควันธูปของอารามหลิงจิ้ง ที่ว่าการ อ าเภอของพวกเราก็ไม่ควรจะช่วยเหลือสักหน่อยหรือ? เจี่ยนซู่ยิ้มบางๆ เอ่ยขออภัย “เจี่ยนซู่ยังไม่มีฉายา คารวะรอง นายอาเภอฉิน หัวหน้ามือปราบหวง ต้องขอภัยด้วยที่ให้ใต้เท้าทั้งสอง ต้องรอนานแล้ว เกรงใจยิ่งนัก นี่คือเอกสาร เชิญท่านทั้งสองโปรด อ่าน” นางหยิบเอกสารฉบับนั้นออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้ขุน นางของที่ว่าการทั้งสองท่าน ่ รองนายอ าเภอฉินรับเอกสารมา สีท้องฟ้ ามืดแล้ว ผู้เฒ่าจึงต้อง หรี่ตาอ่าน อ่านไปรอบหนึ่งแล้วถึงได้พยักหน้ากล่าว “ยืนยันแล้วว่า ไม่มีข้อผิดพลาด ข้าขอแสดงความยินดีแทนนายอ าเภอฉางเส้อที่เจ้า อารามเจี่ยนมารับตาแหน่งที่นี่ด้วย” ในเอกสารเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมารับตาแหน่งที่อารามห ลิงจิ้งในวันใด เพียงแต่ว่าเจี่ยนซู่คิดไม่ถึงว่าที่ว่าการอาเภอจะให้ขุน นางสองคนมารอต้อนรับตนที่อารามหลิงจิ้ง ยิ่งคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะ มารอตนที่นี่ตั้งแต่เช ้าตรู่ นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ตามหลักแล้วเพิ่งมาถึง ข้า ควรจะเป็ นฝ่ายไปเยี่ยมเยือนทุกท่านที่ที่ว่าการอาเภอมากกว่า” เจี่ยนซู่ใช ้เสียงในใจเอ่ยเตือนว่า “ฮวาเชี่ยว คอยฟังว่าต่อจากนี้ ข้าคุยอะไรกับพวกเขาหากมีความจาเป็ น เจ้าก็ขี่ม้าเร็วไปที่ตัวอาเภอ ไปหาเหลาสุราขนาดใหญ่ไว้สักแห่ง” ความตั้งใจของไฉอวี้จะว่าไปแล้วก็คือหวังให้ศิษย์น้องหญิง กลับไปฝึกตนที่สานัก หากนางยืนกรานจะฝึกบ าเพ็ญจิตแห่งมรรคา อยู่ในธุลีแดงคละคลุ้งแห่งนี้จริงๆ จะดีจะชั่วก็ควรเลือกอารามขนาด ใหญ่ที่อยู่ใกล้กับสานักสักหน่อย พรรคจินกั่วที่อยู่ในแคว้นถือเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมใหญ่ติด สามอันดับแรก แต่ว่าหลายปีมานี้ได้ถูกพรรคสองอันดับแรกร่วมมือ กันผลักไสอย่างรุนแรง หากเอาส านักไปวางไว้ในหรูโจวก็น่าจะถือว่า ่ อยู่รั้งท้ายของจวนเซียนอันดับสามได้ เต้ากวานของทวีป บางทีอาจ “เคยได้ยิน” เรื่องที่ว่าแคว้นหนันซานมีพรรคจินกั่วมาบ้างไม่มากก็ น้อย แต่คาดว่าแม้กระทั่งชื่อและฉายาของเจ้าประมุขพรรคก็คงจะจา กันไม่ได้ อย่างมากก็จะแค่เอ่ยคล้อยตามมาประโยคหนึ่งว่า อ้อ ก็คือ พรรคที่มีต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็ นวัตถุดิบชั้นดีน่ะหรือ? พรรคเซียนอีกสอง แห่งที่เหลือ อันที่จริงหากว่ากันในความหมายที่เข้มงวดแล้วล้วนไม่ ถือว่าเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในท้องถิ่นของแคว้นจินซาน เพียง แค่เพราะนอกจากภูเขาบรรพบุรุษ พวกเขาต่างก็มีภูเขาใต้อาณัติ ภูเขาและสายน้าเชื่อมติดอยู่กับแคว้นหนันซานจึงถูกฮ่องเต้มองเป็ น แขกชั้นสูง ย้อนกลับมามองพรรคจินกั่วที่ “เกิดและเติบโตในพื้นที่” เจ้าประมุขพรรคยังมิอาจเป็ นเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นได้ด้วยซ้า ไม่ได้ จะบอกว่าราชส านักแคว้นหนันซานไม่ยินดีจะให้การสนับสนุนพรรค จินกั่ว แต่ว่าไม่สะดวกจะบาดหมางกับบุคคลยิ่งใหญ่จากสองพรรคที่ “มานอนอยู่ข้างเตียง” ของแคว้นจริงๆ เรื่องวงในพวกนี้ศิษย์น้องหญิงไม่เคยเก็บมาใส่ใจ ต่อให้นางได้ ยินก็ทาเป็ นเหมือนลมที่ลอยผ่านหูไป แต่ในฐานะลูกศิษย์ของลูกศิษย์ ผู้สืบทอดของผู้คุมกฏคนปัจจุบันของพรรคจินกั่ว ไฉอวี้ที่ได้รับ ความส าคัญจากบรรพจารย์และได้รับความรักความเอ็นดูจาก อาจารย์ รอแค่เขาเลื่อนเป็ นขอบเขตประตูมังกรก็ตั้งใจจะให้ไฉอวี้ไป รับหน้าที่เป็ นรองเจ้ากรมพิธีการของแคว้นหนันซาน ขัดเกลาตัวเอง อยู่ในวงการขุนนางสักสี่ห้าปี เมื่อมีลางว่าจะสร ้างโอสถก็ให้กลับ ่ ภูเขามาปิดด่านทันที ขอแค่สร ้างโอสถได้ก็จะจัดงานพิธีเปิดยอดเขา ขณะเดียวกันไฉอวี้ก็สามารถเลื่อนขั้นกลายเป็ นผู้ควบคุมดูแลกรม โยธาของแคว้นได้ ขุนนางทั้งสองปฏิเสธคาเชิญของเจ้าอารามเจี่ยนที่จะไปเลี้ยง อาหารเย็นพวกเขาอย่างละมุนละม่อม บอกว่าพวกเขาต้องกลับที่ว่า การอาเภอเพื่อไปแจ้งเรื่องนี้ให้นายอาเภอหันทราบ ยังมีขั้นตอน บางอย่างที่ต้องทาในฝ่ายต่างๆ ของที่ว่าการอาเภอ เจี่ยนซู่จึงเดินมาส่งพวกเขาถึงตีนเขา อารามโกโรโกโสมาก จริงๆ ไม่มีป้ ายซุ้มหน้าประตูภูเขาอะไรด้วยซ้า ในอารามไม่มีคอกม้า โชคดีที่คนเฝ้ าศาลหลิวฟางบอกว่าที่ตีน เขามีหมู่บ้านซึ่งมีสถานที่พอจะให้ดูแลม้าได้ ฮวาเชี่ยวไม่ค่อยวางใจ นักจึงจูงม้าไปที่หมู่บ้านพร ้อมกับเขาได้ยินว่าเจ้าอารามกินอาหารเย็นมาแล้ว ลุงฉางผู้เป็ นเตี่ยนเค่อก็ แอบโล่งอก อาหารมื้อกลางวันกินสมบัติของอารามไปไม่น้อย เดิมที ก็เป็ นอาหารเลี้ยงรับรองที่เตรียมไว้ต้อนรับเจ้าอารามคนใหม่ ผลคือ นายท่านขุนนางทั้งสองอารมณ์ไม่ดี ไม่ค่อยขยับตะเกียบกันสักเท่าไร จึงได้ดีเจ้าพวกลูกกระต่ายน้อยที่รอแค่ขุนนางทั้งสองออกไปจาก ห้องอาหารก็เริ่มสวาปามกันอย่างตะกละตะกลาม อย่าเห็นว่าคนเฝ้ า ศาลหลิวฟางอายุมากแล้ว เขาเองก็กินไปไม่น้อยเหมือนกัน ตอนที่ เดินออกจากโต๊ะยังส่งเสียงเรอเพราะความอิ่ม ระหว่างที่เดินไปยังห้อง โถงรับแขก ฝีเท้าเนิบช ้าผ่อนคลาย ยังยื่นมือไปดึงเศษเนื้อในซอก่ฟันออกมา บอกว่าอาหารมื้อนี้ไม่ต่างจากมื้อฉลองปีใหม่สักเท่าไร เลยลุงฉางพาเจ้าอารามคนใหม่มาที่ห้องแห่งหนึ่ง กังวลว่านางจะ รู ้สึกตะขิดตะขวงใจจึงเน้นย้าประโยคหนึ่งว่าผ้าห่มและพวกข้าวของ อย่างอ่างล้างหน้าในห้องล้วนซื้อมาใหม่จากที่อาเภอทั้งสิ้นเจี่ยนซู่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เอ่ยขอบคุณผู้เฒ่าที่ทางานอย่าง รอบคอบในทุกๆ ด้านค าหนึ่ง นางมีความประทับใจที่ไม่เลวต่อเตี่ย นเค่อคนนี้ เขา…ทางานอย่างซื่อสัตย์จริงๆ อันที่จริงเป็ นคนที่รู ้จัก สังเกตสีหน้าท่าทางคนอื่นเป็ นอย่างดี แต่กลับไม่ให้ความรู ้สึกปลิ้น ปล้อนผู้เฒ่ามาถึงที่ห้องก็หยุดยืนอยู่หน้าประตูตลอดเวลา รอกระทั่ง เจี่ยนซู่นั่งลงบนเก้าอี้หมวกขุนนางแล้ว ผู้เฒ่าก็ขอตัวลา ไม่ลืมปิด ประตูให้เบาๆเจี่ยนซู่ยืดแขนบิดขี้เกียจ เทียบกับตระกูลในเมืองหลวงและพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมของสานักแล้ว สิ่งที่นางได้เห็นได้ยินที่นี่ล้วนถือเป็ น เรื่องแปลกใหม่ทั้งสิ้นรุ่นบรรพบุรุษเคยมีเทพเซียนขอบเขตก่อก าเนิดในต านานมา ก่อน และท่านปู่ ทวดของนาง หรือก็คือเจ้าประมุขในทุกวันนี้ก็เป็ น เซียนดินโอสถทองคนหนึ่ง แต่ขอบเขตมาถึงตรงนี้หากใช ้ค าพูดของ ท่านปู่ ทวดเองก็คือถึงขั้นที่เผาผลาญพละกาลังจนหมดสิ้น เป็ นดั่ง่ตะเกียงที่น้ามันแห้งขอดแล้ว อย่าว่าแต่ขอบเขตก่อกาเนิดเลย ต่อให้ เป็ นชั้นที่สองในสามชั้นของขอบเขตโอสถทอง ชีวิตนี้ก็อย่าได้หวัง อีกเลย ดังนั้นแม้โลกภายนอกจะเรียกขานเขาว่าเป็ นโอสถทองหนุ่ม แต่ตัวผู้เฒ่าเองกลับบอกว่าตัวเองคือโอสถทองเฒ่าอย่างสมชื่อไม่ว่าจะอย่างไร กลายเป็ นเซียนดินโอสถทอง ท่านปู่ ทวดของ เจี่ยนซู่ก็ยังถือว่าเป็ นบรรพบุรุษผู้สร ้างความรุ่งโรจน์ให้ตระกูลได้ อย่างสมชื่อแล้ว แม้จะบอกว่ารุ่นบรรพบุรุษเคยมีก่อกาเนิดคนหนึ่ง แต่ตระกูลเจี่ยนก็ยังไม่ถือว่าเป็ นตระกูลผู้ดีมีฐานะร่ารวยที่สืบทอด ตาแหน่งขุนนางกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เพียงแต่แค่เพราะขั้นตอนการ บรรลุมรรคาของบรรพบุรุษท่านนั้นมีเมฆหมอกล้อมวนมากเกินไป คล้ายว่าจะมีเรื่องลาบากใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ย เป็ นเหตุให้ไม่มีบันทึก ไว้ในทาเนียบของตระกูล อีกทั้งปีนั้นที่อยู่ในแคว้นหนันซาน ไม่ว่าจะ เลื่อนเป็ นห้าขอบเขตกลางหรือสร ้างโอสถ หรือแม้กระทั่งกลายเป็ น ขอบเขตก่อก าเนิดก็ไม่มีใครที่เอาความคิดจิตใจไปไว้กับการเปิ ด ภูเขาก่อตั้งพรรคหรือแตกกิ่งก้านสาขาในวงการขุนนางของราช สานักมาก่อน เอาแต่ปิดประตูฝึกตน แล้วก็ไม่มีการรับลูกศิษย์ดังนั้น รอกระทั่งบรรพบุรุษท่านนี้สละร่างไปจากโลกนี้อย่างเงียบเชียบ ตระกูลเจี่ยนที่เดิมทีก็ยังไม่เป็ นโล้เป็ นพาย เพียงไม่นานก็ตกต่าอย่าง ต่อเนื่อง กระทั่งมาถึงท่านปู่ทวดของเจี่ยนซู่ที่เรียกได้ว่าเป็ นบุคคลที่มี พรสวรรค์โดดเด่นแต่กาเนิด อาศัยตาราที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งไม่ว่าใครก็อ่านไม่เข้าใจเล่มนั้น ถึงกับฝึกตนได้อย่างราบรื่น สร ้าง่โอสถได้ส าเร็จ ตระกูลเจี่ยนถึงได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่านปู่ และ พี่ชายสองคนของท่านปู่ เจี่ยนซู่ได้ทยอยกันสอบติดเป็ นเต้ากวาน ตระกูลเจี่ยนจึงหยัดยืนอยู่ในราชสานักแคว้นหนันซานได้อย่างมั่นคง มีพื้นที่ที่เป็ นของพวกเขาเองแต่พอมาถึงรุ่นบิดาของเจี่ยนซู่กลับเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว ลูกหลานแต่ละบ้านถึงกับไม่มีใครที่มีคุณสมบัติในการฝึกตน แล้วก็ ไม่มีใครสอบเป็ นเต้ากวานได้ติดกระทั่งมีเจี่ยนซู่ สถานการณ์ยากแค้นและจนปัญญาเช่นนี้ถึงได้ ดีขึ้น ทางตระกูลได้เงยหน้าอ้าปากกันอีกครั้งแต่ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ลูกหลานในตระกูลเมื่อถึงอายุที่ก าหนด ก็ล้วนหนีไม่พ้นเรื่องการแต่งงาน แต่ไหนแต่ไรมาตระกูลเจี่ยนก็เรียก ตัวเองเป็ นตระกูลปัญญาชนด้วยความภาคภูมิใจมาโดยตลอด บิดา ของเจี่ยนซู่ก็ไม่อยากมีชื่อว่าอาจเอื้อมหวังตีสนิทคนชั้นสูงผู้มีอ านาจ ทว่าการแต่งงานกระชับความสัมพันธ ์ที่สมเหตุสมผล ถึงอย่างไรก็มิ อาจหลบเลี่ยงได้บวกกับที่คุณสมบัติในการฝึกตนของเจี่ยนซู่ดีมาก พอ ต่อให้พ่อแม่ของเจี่ยนซู่จะไม่รีบร ้อนแค่ไหน ทว่าพวกผู้อาวุโสรุ่น บิดาที่อยู่ในศาลบรรพชนประจาตระกูลก็มีความคิดในด้านนี้กันแล้ว อยากจะหาคนดีๆ ให้กับนางสักคน นอกจากพวกคุณชายหล่อเหลา มีความสามารถของเมืองหลวงที่ได้เป็ นเต้ากวานอย่างเป็ นทางการ แล้ว ยกตัวอย่างเช่นไฉอกี้ศิษย์พี่ร่วมสานักในพรรคจินกั่วของเจี่ยน ซู่ก็ไม่ถือว่าเป็ นคู่ครองที่ดีที่อยู่ใกล้เพียงตรงหน้าหรอกหรือ?่ดังนั้นรอกระทั่งเจี่ยนซู่เสนอว่าจะออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง และ สุดท้ายเลือกจะไปรับหน้าที่เป็ นนักพรตเจ้าอาวาสของอารามหลิงจิ้ง อาเภอฉางเส้อเขตอิ่งชวน ศิษย์พี่ไฉอวี้ถึงได้ตามมาอย่างผึ่งผายอันที่จริงเจี่ยนซู่อายุน้อยเพียงเท่านี้ก็สามารถเป็ นนักพรตผู้ดูแล อารามเต๋าที่ทางการเป็ นผู้ก่อตั้งได้แล้ว ไม่ต้องสนใจว่าอารามหลิงจิ้ง จะยากจนข้นแค้นแค่ไหน ล าพังแค่หน้าตาของตระกูลเจี่ยนก็ยังไม่ ค่อยเพียงพอ นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลเจี่ยนยังไม่ชอบไปมาหาสู่กับ คนในวงการขุนนาง ดังนั้นจึงยังเป็ นทางฝั่งศาลบรรพจารย์ของพรรค จินกั่วที่แอบออกแรงอย่างลับๆ ในความเป็ นจริงแล้วสิทธิ์ของผู้ที่จะมา เป็ นเจ้าอาวาสในอารามที่ทางการแต่งตั้งแห่งใดก็ตามในอาณาเขต แคว้นหนันซานก็ล้วนเป็ นพรรคจินกั่วที่ต้องไปประชันขันแข่งกับอีก สองพรรคมาทั้งสิ้นทุกวันนี้เจี่ยนซู่เพิ่งจะอายุสิบเก้าปี ยังไม่ถึงยี่สิบก็เป็ นขอบเขตถ้า สถิตแล้ว เลื่อนเป็ นห้าขอบเขตกลางได้สาเร็จก็แทบไม่ต่างอะไรจาก ปลาหลีที่กระโดดข้ามประตูมังกรบานแรกไปได้ประเด็นส าคัญคือเจี่ยนซู่ฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เกิด นับแต่เด็กมา ก็อ่านตาราที่เก็บไว้ในตระกูลจนครบหมดทุกเล่ม คัมภีร ์ล้าค่าหายาก สิบกว่าเล่มที่ไม่แพร่หลายนัก นางก็มักจะมีความคิดเห็นเป็ นของ ตัวเองมาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว่่่