ตอนที่ 2892
บทที่ 1069.6 ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์น้องเล็ก
October 21, 2026
ลุงฉางมีสีหน้าล าบากใจ “เจ้าอารามผู้เฒ่าหงเคยสอนอยู่หลาย รอบ ตีถี่กระชั้นดีให้ช ้าอะไรนั่น ข้าอายุมากแล้ว จาไม่ได้ เรียนไม่ เป็ น” ไฉอวี้ได้ยินก็พูดไม่ออก ส่วนเรื่องที่ว่าสรุปแล้วผู้เฒ่าเรียนไม่เป็ น หรือรังเกียจความยุ่งยาก สวรรค์เท่านั้นที่รู ้ ถ้าอย่างนั้นไฉอวี้จึงคร ้านจะถามว่า ‘รู ้หรือไม่ว่าเนื้อหายามตี ระฆัง” ซึ่งต้องท่องพร ้อมกับการตีกลองเช ้าค่าคืออะไรด้วยแล้ว ไฉอวี้เพียงแค่ถามคาถามที่เรียบง่ายว่า “ลุงฉาง ในอารามมีฆ้อง หลินและหลางด้วยใช่ไหม?” ลุงฉางมึนงง “ท่านนักพรตพูดเรื่องอะไร? ฆ้องกับไม้ตี และยังมี ชิ่งทองแดงล้วนมีอยู่เพียงแต่ว่าปกติไม่ได้ใช ้ เจ้าอารามผู้เฒ่าหงจาก ไปแล้ว ทุกวันนี้จึงได้แต่วางไว้กินฝุ่นอยู่ในห้องเก็บของ” ไฉอวี้จึงได้แต่อธิบายด้วยความอดทนว่า “ระฆังที่อยู่ฝั่งซ ้ายคือ หลิน ฝั่งขวาคือหลางตัวระฆังส่วนใหญ่จะมีลายเมฆและอักขระ แกะสลักอยู่ โดยทั่วไปแล้วอารามในอาเภอควรจะมี บางทีวัสดุอาจจะ ค่อนข้างธรรมดาอยู่สักหน่อย”ผู้เฒ่าหัวเราะหึ “ท่านนักพรตก็พูดมาตรงๆ สิว่าเป็ นกระดิ่งใหญ่ ด้ามยาว มี ท าไมจะไม่มีเล่า ยามที่เจ้าอารามผู้เฒ่าหงแกว่งมันพร ้อม กับท่องคาถาก็น่าฟังมากเลยล่ะ” ทุกครั้งพวกเด็กหนุ่มจะต้องฉวยโอกาสนี้หลับต่ออีกหน่อย หม่า ฉงกับถู่เกาก็ยิ่งร ้ายกาจ ฝึกได้สุดยอดเคล็ดวิชาที่สามารถงีบหลับทั้ง ที่ยังลืมตาได้แล้ว ไฉอวี้นวดคลึงหว่างคิ้ว ไม่ได้พูดอะไรฉางเตี่ยนเค่อที่อายุมากแล้วผู้นี้ ตอนเป็ นหนุ่มเคยเรียนหนังสือ มาก่อนก็จริง แต่ต้องไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไรแน่ๆ มีความเป็ นไปได้มา กว่าไม่เคยคิดจะสอบเป็ นเต้ากวานมาก่อน? เพราะรู ้ตัวเองดีก็เลยไม่ กล้าคิด? ลุงฉางมองไปยังห้องที่ปูที่นอนเรียงยาวติดกันซึ่งหาได้ยากที่จะ เปิดประตูเช ้าขนาดนี้ พวกหลินซูต่างก็กระปรี้กระเปร่ากันมาก ล้วน ตั้งใจแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดี อู่เกายังตั้งใจเปลี่ยนชุดเต๋าชุดใหม่ โดยเฉพาะด้วย ส่วนเฉินฉงผู้เยาว์บ้านตนยังอยู่ในสภาพเดิม ง่วงตาปรือ ลูกตา กลอกมาก็เห็นว่าลานกว้างถูกกวาดเรียบร ้อยแล้ว ถึงได้เดินเร็วๆ มา หาตน ยิ้มหน้าทะเล้นทาท่าจะมารับไม้กวาดไปเจ้าอารามเจี่ยนซู่เดินออกมาจากห้อง มองเห็นนักพรตที่ ประจ าการอยู่ในอารามของตนกลุ่มนั้นก็พยักหน้าเบาๆ นางเดิน นาเข้าไปในห้องหลักก่อนแล้วเริ่มจุดธูป นอกจากไฉอวี้กับฮวาเชี่ยวที่เป็ นคนนอกสองคนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนตามนางมาด้วย ส่วนคนเฝ้ าศาลหลิวฟางไม่ได้ขึ้นเขามา เขาเกือบจะเอาม้าพวก นั้นไปบูชาเป็ นบรรพบุรุษในบ้านตัวเองอยู่แล้ว ผู้เฒ่าไม่ได้นอนทั้งคืน ไม่ได้กลัวว่าพวกมันจะหนีไปแล้วตัวเองต้องชดใช ้เป็ นเงินก็กังวลว่า จะถูกโจรมาขโมย ได้ยินเสียงระฆังจากอารามที่อยู่บนภูเขา ผู้เฒ่าถึงได้นอนหลับ อย่างวางใจ หัวถึงหมอนก็หลับทันที นายท่านราชาสวรรค์จากไหนก็ อย่าคิดว่าจะปลุกตนให้ตื่นได้ วันนี้เขาจะนอนหลับให้เต็มอิ่ม เจี่ยนซู่เริ่มสอนคาบเช ้าเป็ นครั้งแรก แม้จะบอกว่าฝั่งตรงข้ามเป็ นแค่เด็กหนุ่ม แต่ยังดีที่เนื้อหาบทเรียน พวกนี้นางล้วนท่องขึ้นใจมานานแล้ว เมื่อก่อนรับฟัง ตอนนี้ก็แค่ เปลี่ยนมาเป็ นคนสอนแทน บวกกับที่ก่อนจะมาอาราม นางยังเตรียมการสอนมาก่อน แล้วก็ เคยขอความรู ้จากผู้ถวายงานในตระกูลคนหนึ่งที่ถือว่าเป็ นญาติ ธรรมของอารามใหญ่ แต่ตอนแรกๆ ที่เริ่มสอนเจี่ยนซู่ก็ยังรู ้สึกตื่นเต้น อยู่บ้างเพียงแต่ว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นจะฟังเนื้อหาบทเรียนหรือ “มองคน สอน” ก็ยังไม่แน่ และยังมีฉางเกิงเตี่ยนเค่อที่นั่งอยู่ในมุมผู้นั้นที่ถึงกับ เริ่มเป็ นลูกเจี๊ยบจิกข้าวเปลือกแล้ว นี่กลับทาให้เจี่ยนซู่รู ้สึกโล่งใจได้ หลายส่วน การบรรยายต่อจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่สภาวะอันยอดเยี่ยม ถึง อย่างไรนางก็สอบได้ธรรมโองการตั้งแต่อายุสิบสี่ พอต้องมาสอน อัน ที่จริงก็เหมือนจ้วงหยวนของแคว้นช่วยสอนบทเรียนให้กับเด็กประถม ในชนบท ไฉอวี้และฮวาเชี่ยวที่ยืนอยู่หน้าประตูก็โล่งใจเหมือนยกภูเขา ออกจากอกด้วยคาบเรียนช่วงเช ้าสิ้นสุดลงแล้วก็เป็ นการกินอาหารเจลุงฉางไปเข้าครัวเตรียมท าอาหารเช ้าแล้วอารามเต๋าแต่ละแห่งที่ทางการเป็ นผู้ก่อตั้ง นอกจากพิธีกรรม ต่างๆ แล้ว ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าก็จาเป็ นต้องกินอาหารเจ นอกจากกินเนื้อสัตว์ไม่ได้แล้วก็ยังมีข้อห้ามเรื่องของห้าอย่างที่มีกลิ่น แรง (หอม กระเทียม ต้นหอมจีน ผักชีและขิง) และของสี่อย่างที่มีรส เผ็ด (พริกไทย พริก มัสตาร ์ด กานพลู) ด้วย นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับ กฎที่อารามแต่ละแห่งตั้งกันขึ้นเองแล้ว แน่นอนว่าก็มีสายสืบทอด บางอย่างที่กินอาหารเจได้อย่างเดียวเท่านั้น ห้ามกินเนื้อสัตว์และห้าม ดื่มเหล้าเด็ดขาด อีกทั้งยังห้ามแต่งงาน แต่อารามเต๋ทั่วไปที่ทางการ สร ้างขึ้นล้วนไม่อยู่ในข้อจากัดนี้ อารามหลิงจิ้งก็เป็ นเช่นนี้ นอกจากนี้บางครั้งอารามในแต่ละระดับที่ขึ้นตรงกับราชสานักในแคว้น จะกินเนื้อสัตว์ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่ก็มักจะขึ้นอยู่กับความชื่น ชอบของฮ่องเต้หรือไม่ก็เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นโต๊ะกลมตัวใหญ่นั่งกันได้สิบกว่าคน ผลคือบนโต๊ะอาหารมีแค่ หมั่นโถว โจ๊กขาว และยังมีผักดองอีกสองสามจานกับพริกสับ กระเทียมสับอีกถ้วยใหญ่พวกเด็กหนุ่มกลั้นหายใจ รอฟังแค่คาสั่งจากเจ้าอารามคนใหม่ก็ จะขยับตะเกียบได้แล้วเจียนซู่ยิ้มเอ่ย “ฉางเตี่ยนเค่อ ลัทธิเต๋ามีข้อพิถีพิถัน บังเอิญที่ วันนี้เป็ นวันที่สิบห้าพอดีกระเทียมคือหนึ่งในห้าอาหารที่มีกลิ่นแรง เอาออกไปเถอะ”ฉางเกิงรีบเอ่ยขออภัย ถูมือเข้าด้วยกัน หยิบพริกและกระเทียม สับถ้วยนั้นออกไปไฉอวี้รู ้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง หรือว่าหงเหมี่ยวไม่เคยสนใจแล้วก็ไม่ เคยสอนเรื่องพวกนี้เลย?สายตาของพวกเด็กหนุ่มทั้งหลายไล่ตามถ้วยพริกและกระเทียม สับออกไปกินข้าวก็ต้องพึ่งมัน หากไม่มีเจ้าของสิ่งนี้ อาหารที่เดิมทีก็ รสชาติจืดชืดอย่างถึงที่สุดมื้อนี้ยังจะกินกันได้อย่างไรอีก?ฮวาเชี่ยวจึงประหลาดใจอยู่บ้าง เจ้านี่อร่อยขนาดนี้จริงหรือ? หากกินอิ่มแล้วไม่บ้วนปาก เวลาที่พูดคุยกับคนอื่นจะไม่มีแต่กลิ่น กระเทียมหรือไร?“กินกันเถอะ ส่วนเรื่องการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร ทุกคนตามสบาย ได้เลย”เจี่ยนซู่ยิ้มพลางยกโจ๊กขาวชามหนึ่งขึ้นมาดื่ม นางขยับตะเกียบ คีบผักดองชิ้นหนึ่งขึ้นมาก่อน เคี้ยวอย่างละเอียด เอ๊ะ รสชาติไม่เลว เลยนี่นาเพราะมีเจ้าอารามเจี่ยนอยู่ด้วย ท่าทางยามกินของพวกเด็กหนุ่ม จึงสุภาพกันอย่างมากรอกระทั่งเจี่ยนซู่วางตะเกียบลง เด็กหนุ่มทั้งหลายยังกัดหมั่นโถว กินคู่กับโจ๊กกันอยู่ ฮวาเชี่ยวมองเบาะแสออกแล้ว โดยเฉพาะเฉินฉง ผู้นั้น มองดูเหมือนกินช ้า แต่อันที่จริงกลับกินไปไม่น้อย!ได้ยินว่าไฉเซียนจ่างกับสตรีตัวใหญ่ผู้นั้นจะไปซื้อของที่ตัว อ าเภอ หลินซูก็เสนอตัวว่าจะน าทางให้ผลคือพบว่าเจ้าอารามเจี่ยนไม่ได้ตามพวกเขาลงจากภูเขาไป ด้วย เด็กหนุ่มก็หงอยทันที ออกจากประตูอารามไปแล้วก็เริ่มทาท่า เซื่องซึมเจี่ยนซู่เดินเล่นไปรอบอาราม นอกจากต าหนักแล้ว ห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องครัวห้องเก็บของที่มีอุปกรณ์ทาเกษตรและของจุกจิก วางกองกันไว้ อันที่จริงก็มีอยู่แค่ไม่กี่ห้องเท่านั้นถู่เกาและหม่าฉงกระตือรือร ้นกันมาก น าทางพาเจ้าอาราม “เดิน แวะเวียนไปเยี่ยมเยียนตามเรือนต่างๆ