ตอนที่ 3066
บทที่ 1111.5 นับแต่นี้ไปภูเขาลูกนี้แซ่เฉิน
October 21, 2026
นักพรตติงถาม “ไม่ทราบว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของผู้อาวุโส อยู่ที่ภูเขาลูกใด?”
ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ให้นานหน่อย นักพรตติงก็ อยากจะท าความเข้าใจผู้อาวุโสท่านนี้ให้มากขึ้น ต่อให้ไม่ได้ถาม เรื่องมรรคกถา แต่ถามเรื่องปฏิทินเหลืองเก่าแก่เมื่อหมื่นปีก่อนจาก นางได้ก็ยังดี
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “ไม่มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่จริงจัง อะไร ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราไม่เคยจัดงานพิธีเปิดยอดเขาอย่างเป็ น ทางการเลยสักครั้ง ในเมื่อขนาดเสี่ยวโม่ก็ยังไม่มีภูเขาเป็ นของตัวเอง ข้าแต่งกับไก่ตามไก่ แต่งกับหมาตามหมา แน่นอนว่าต้องไม่มี เหมือนกัน บางทีคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ก็น่าจะเป็ นนักพรตเซียนเว่ย ที่เฝ้ าประตูผู้นั้นแหละจากนั้นค่อยเป็ นก่อกาเนิดทั้งหลายที่มีโอกาสจะ จัดงานพิธีตามมา เจ้าขุนเขาของพวกเรามีใจแล้ว”
นักพรตติงไม่รู ้ว่าควรจะพูดต่อค าอย่างไรดี
เฒ่าหูหนวกแห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่ ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าผู้ นี้ บวกกับคนรักของนาง
ภูเขาลั่วพั่วของอาจารย์เฉินที่เพิ่งจะได้ครอบครองชื่อสานัก อักษรจง ดูเหมือนว่าพวกผู้ฝึ กตนใหญ่ที่ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ ค่อนข้างจะ…เบียดเสียดกันอยู่บ้าง
ภูเขาเจินอู่
ฟ้ าดินที่เดิมทีแสงตะวันสาดส่องเจิดจ้ากลายมาเป็ นมืดสลัว ประหนึ่งถูกเมฆหมอกหนาชั้นแผ่ปกคลุมเหนือยอดเขา
นอกภูเขา กายธรรมใหญ่โตโอฬารของคนผู้หนึ่งที่สวมชุดเขียว สะพายกระบี่เหยียบย่างมากลางอากาศว่างเปล่า มุ่งหน้ามาทางภูเขา ลูกนี้
เดินมาถึงด้านนอกซุ้มป้ ายประตูภูเขาของภูเขาเจินอู่ ความสูง ของเซียนกระบี่ก็หดเล็กลงจนไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป
ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ออกเดินทางท่องไปในโลกมนุษย์ยาม ราตรี หดย่อพื้นที่ หมื่นอาคมมิอาจกั้นขวาง กาลเวลาไร ้ขีดจากัด
ในภูเขามีบรรพจารย์รูปลักษณ์เป็ นวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมา จากต าหนักหลัก ลงจากภูเขามาต้อนรับแขกด้วยตัวเอง
การพบเจอกันอีกครั้งหลังผ่านเวลาไปนานหลายปี เหมือนเรื่องนี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานทุกอย่างยังแจ่มชัดอยู่ในสายตา
สองฝ่ ายเจอหน้ากันเหมือนการคลี่กางม้วนภาพที่น้าหมึกยังไม่ ทันแห้ง
บุรุษวัยกลางคนที่ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิกลักษณะก็ คล้ายว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยผู้นี้ แม้กระทั่งการแต่งกาย ก็ยังเหมือนในปีนั้น ด้านหลังสะพายกระบี่ตรงเอวห้อยยันต์
เขาก็คือผู้ฝึกตนสานักการทหารที่พาหม่าขู่เสวียนออกไปจาก ถ้าสวรรค์หลีจูในปีนั้นคือผู้ถ่ายทอดมรรคาในนามของหม่าขู่เสวียน คือผู้ปกป้ องมรรคาในทางลับ ทั้งสองฝ่ ายมีศักดิ์เป็ นอาจารย์และศิษย์ กัน
ประหนึ่งพาตัวเข้ามาอยู่ในภาพม้าวิ่งแห่งกาลเวลา ได้กลับมา เยือนที่เดิมที่เคยมาเยือนอีกครั้ง บุรุษกวาดตามองไปรอบด้าน ยิ้ม บางๆ เอ่ยว่า “มีชีวิตชีวาสมจริง แยกไม่ออกว่าจริงหรือลวง เด็กหนุ่ม รองเท้าสานที่ปีนั้นคิดจะเอาชีวิตรอดก็ยังยากลาบาก มีวิธีการที่ดี เช่นนี้ได้ เซียนกระบี่เฉินที่ทุกวันนี้ได้เข้าร่วมงานพิธีที่ภูเขาตะวัน เที่ยงเรียบร ้อยแล้ว สามารถพูดได้มากขึ้นหลายประโยคแล้ว”
ไม่มีวี่แววว่าจะทาเรื่องใหญ่ให้กลายเป็ นเรื่องเล็ก ทาเรื่องเล็กให้ กลายเป็ นไม่มีเรื่องกลับกันยังเป็ นฝ่ ายเปิ ด “ฉากเกริ่น” ของบท สนทนาในปีนั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้เฉินผิงอันเปิดปากเตือน เขาด้วยซ้า
ในม้วนภาพ สถานที่คือสุสานเทพเซียนนอกเมืองเล็ก บุรุษกาลัง เอ่ยหลักการเหตุผลของเขากับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะต่อรอง หากตกลงก็พยักหน้า ไม่ตกลงก็ เงียบต่อไป หากรู ้สึกว่าไม่เป็ นธรรม ไม่ยินยอม และหากเจ้ายังโชคดี หนีรอดไปจากเงื้อมมือของวานรเฒ่าได้ ถ้าอย่างนั้นวันหน้าเมื่อ ออกไปจากเมืองเล็กก็สามารถไปหาข้าที่ภูเขาเจินอู่ ทวงคืนความ ยุติธรรมที่ควรเป็ นของเจ้า
บนใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่มีความเดือดดาลใดๆ สายตาของเขา เป็ นประกายเจิดจ้าเพียงแค่ตอบกลับไปประโยคเดียวว่า ‘หากมี โอกาส ข้าท าแน่
“หม่าขู่เสวียน” ที่เป็ นคนนอกสถานการณ์ในเวลานั้นก็เห็นได้ ชัดว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกบุรุษใช ้ประโยคหนึ่งตอก กลับไป ‘คนตายไม่มีคุณสมบัติจะทิ้งถ้อยคาอาฆาตให้กับคนเป็ น
สายตาของเฉินผิงอันในเวลานี้อยู่บนร่างของหนิงเหยาและ ตัวเองที่เป็ นเด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลนถือมีดสั้นไว้ในมือมากกว่า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็รู ้สึกว่าตนกับหนิงเหยาช่างเป็ นคู่สร ้างคู่สมกัน จริงๆ
ถอนสายตากลับมาช ้าๆ เฉินผิงอันให้บุคคลในม้วนภาพถอย ออกไปจากฉากนี้ชั่วคราว สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ขยาย พื้นที่ของสุสานเทพเขียนที่ยังไม่ถูกราชสานักต้าหลีเปลี่ยนเป็ นศาล แห่งนี้ให้กว้างออกไป ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ปีนั้นคาพูดประโยคนี้ของผู้ อาวุโสอาศัยสัญชาตญาณก็ฟังออกว่าไม่มีเจตนาร ้ายใดๆ ต่อข้า แต่ บอกตามตรง ตอนแรกข้าไม่เข้าใจหลักการเหตุผลข้อนี้ ภายหลังเมื่อ
ต้องเดินทางไกลหลายต่อหลายครั้ง ข้าคิดทบทวนอยู่หลายหน ขบ คิดไปขบคิดมาก็ขบคิดจนได้ความนัยบางอย่าง”
บุรุษเดินอยู่ด้านข้าง เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “อย่างมากก็แค่ ไม่มีความเป็ นศัตรูต่อเจ้าเท่านั้น แต่หากจะบอกว่ามีความหวังดีอะไร ก็ไม่ถึงขนาดนั้นเหมือนกัน ปีนั้นกลัวแค่ว่าเจ้าอายุยังน้อย อีกทั้งยังมี สตรีที่รักยืนมองอยู่ด้านข้าง ง่ายที่เลือดร ้อนจะพุ่งขึ้นหัว ทาอะไรโดย ใช ้อารมณ์ ก่อนที่จะเติบโตอย่างแท้จริงก็ต้องสะดุดล้มหัวทิ่มหมด อนาคตไปก่อน เป็ นเหตุให้ปมแค้นระหว่างเจ้าและข้าลึกล้ามา กว่าเดิม บรรพจารย์บางท่านของภูเขาเจินอู่สร ้างความล าบากใจ ให้กับผู้เยาว์คนหนึ่งในถิ่นของตัวเอง เรื่องทานองนี้หากแพร่ออกไป ย่อมไม่น่าฟัง”
เขามองออกแต่แรกแล้วว่าบนร่างของเฉินผิงอันมีปณิธานหมัด อยู่
เฉินผิงอันยังคงพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดต่อไป “ผู้อาวุโสคือ ยอดฝีมือสานักการทหารที่ครบถ้วนทั้งการฝึกกาลังและการฝึกจิตใจ เป็ นเหตุให้ตัวอยู่ในภูเขาแต่มองออกไปนอกภูเขา ใช ้ความเป็ นเทพ เขียนของห้าขอบเขตบนมองเฉินผิงอันที่เป็ นมนุษย์ธรรมดาโดยที่ไม่ มีเจตนาร ้ายใดๆ เว้นเสียจากว่าอยู่ในสนามรบถึงจะเกิดความเป็ น ศัตรูกับใคร สุสานเทพเซียนที่ข้ากับหม่าชูเสวียนประมือกันไม่ใช่ สนามรบของผู้อาวุโส จึงทาให้ท่านไม่มีปราณสังหาร ยิ่งไม่มีจิต สังหาร ข้าถึงขั้นแน่ใจเลยว่าหากไม่ใช่ข้าที่เอาชนะหม่าขู่เสวียนได้
แต่เป็ นหม่าขู่เสวียนที่เอาชนะข้าได้ แล้วเขาคิดจะสังหารข้าอย่าง อ ามหิต ผู้อาวุโสก็จะยังขัดขวางอยู่เหมือนเดิม”
บุรุษพยักหน้า “จะขัดขวางไม่ให้เจ้าฆ่าเขา แล้วก็จะขัดขวาง ไม่ให้เขาฆ่าเจ้าเช่นกัน มีความล าเอียงเข้าข้างหม่าขู่เสวียนก็เพราะ สถานะในสานักของเขา ขณะเดียวกันก็ไม่ถึงขั้นล าเอียงเข้าข้างเขา เกินไปเพราะนิสัยส่วนตัวของข้าเองที่ไม่อนุญาตให้ข้าทาเรื่องต่าช ้า”
กล่าวมาถึงตรงนี้ บุรุษก็มีสีหน้าประหลาด “บุกมาด้วยพลัง อานาจดุดัน ยกเรื่องเก่ามาพูด คงไม่ใช่ว่าไม่ได้จะมาซักไซ ้กล่าวโทษ ข้า แต่จะมาขอบคุณข้าแทนหรอกนะ?”
เฉินผิงอันยังคงพูดอยู่กับตัวเองต่อ “แต่ไม่รู ้ว่าผู้อาวุโสตระหนัก ถึงข้อหนึ่งหรือไม่ หวนซู่ยังคงซุกซ่อนเจตนาร ้ายอย่างที่มองไม่เห็น แต่กลับไม่รู ้ตัว”
เป็ นครั้งแรกที่ถูกเฉินผิงอันเรียกชื่อออกมาตรงๆ บุรุษเก็บรอยยิ้ม “ยินดีจะฟังอย่างละเอียด ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าหน่อย”
ไม่รู ้รูปโฉมที่แท้จริงของฟ้ าดิน รู ้เพียงว่าไฉนถึงมาอยู่ท่ามกลาง ธุลีแดง
ดูจากท่าทางแล้ว เซียนกระบี่เฉินคงคิดจะใช ้มารยาทก่อนแล้ว ค่อยใช ้ก าลังทีหลัง?!
หวนซู่กลับสังเกตเห็นว่าเฉินผิงอันเพียงแค่มองสบตากับตนด้วย รอยยิ้ม บอกเป็ นนัยแก่ตนว่าในเมื่อปริศนาอยู่ที่ตัวเอง ผู้ที่จะไข ปริศนาได้ก็ย่อมต้องเป็ นตัวเขาเองเท่านั้น?
แต่อันที่จริงเฉินผิงอันกลับกาลังใช ้ความคิดอย่างว่องไว หวนซู่มี ลาดับอาวุโสไม่ต่าอยู่ ในภูเขาเจินอู่ ว่ากันว่าเขาคือศิษย์น้องของเยว่ ติ่งเจ้าขุนเขาคนปัจจุบัน แต่หากไม่นับประสบการณ์ชีวิตในภูเขาเจิน อู่ของหวนซู่ รากฐานความเป็ นมาของเขากลับเป็ นปริศนา แม้กระทั่ง รายงานข่าวของต้าหลีก็ยังไม่มีบันทึกใดๆ เอาไว้ มีค าอธิบายอย่าง กระชับเรียบง่ายแค่ประโยคเดียวว่าคนผู้นี้มาจากปฐมสานักของ ส านักการทหารแผ่นดินกลาง เนื่องจากว่าตัวเองมีศิษย์พี่ที่ดี บวกกับ ที่คราวก่อนได้เจอกับปฐมบรรพบุรุษของสานักการทหาร และภูเขา เจินอู่ก็มีอวี๋สืออ้อยู่ด้วย…ไม่ใช่ว่าใจลอยไปไกลหมื่นลี้ บวกกับที่เฉิน ผิงอันเลือกที่จะใช ้การ “หลงลืม” คาศัพท์ บุคคลและเรื่องราวที่เป็ น กุญแจสาคัญเพื่อใช ้กักขังความเป็ นเทพหลายครั้งที่ได้เห็นและได้ยิน คาศัพท์ที่สาคัญอะไรบางอย่างซึ่งสามารถเป็ นกุญแจในการเปิดประตู ได้ เขาถึงจะจาอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ชั่วคราว ดังนั้นสิ่งที่เขาคิดใน เวลานี้จึงมีอู๋ซวงเจี้ยงแห่งตาหนักสุ้ยฉู แล้วขยายความคิดออกไป ตลอดทาง และยังมีเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีปที่ถูกอู๋ซ่วงเจี้ยงจัดการไป รอบหนึ่ง…ความคิดที่เหมือน “ปลาพวงหนึ่ง” ที่ถูกตกขึ้นมาพร ้อมกัน พวกนี้ เหมือนเถาไม้กิ่งไม้รกหนาแห้งติดไฟแล้วเกิดเป็ นไฟใหญ่ลาม
ทุ่ง…ล้วนเป็ นสิ่งที่มิอาจควบคุมได้ เฉินผิงอันก็ได้แต่คิดถึงแล้วปล่อย ผ่านไป อีกทั้งยังต้องทาการสะบั้นความคิดทีละอย่างของตัวเองด้วย