ตอนที่ 3090
บทที่ 1117.3 เซียนตำราเด็กหนุ่มเล่มหนึ่ง
October 21, 2026
บทที่ 1117.3 เซียนตำราเด็กหนุ่มเล่มหนึ่ง เฉินผิงอันกล่าว ”ตามแผนการนั้น หวังจูไปอยู่ใต้หล้ามีดสลัวนางก็ไม่จำเป็นต้องเฉลี่ยโชคชะตาน้ำในใต้หล้าร่วมกับตั๋นตั้นฮูหยินที่เป็นผู้ดูแลโชคชะตาน้ำบนพื้นดินและสุ่ยจวินของสี่มหาสมุทรที่มีหลี่เยโหวเป็นหนึ่งในนั้นอีก นางสามารถเดินลงน้ำได้สองครั้ง ขึ้นหอกว้านเชวี่ยก่อน เท่ากับว่าเป็นการบันทึกชื่อลงทำเนียบที่ “ถูกต้องชอบธรรม” ป่าวประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้”
“จากนั้นค่อยลงจากหอกว้านเชวี่ย ไหลตามน้ำลงสู่มหาสมุทรขอแค่มีคนคอยช่วยผลักดันอยู่ด้านข้าง ความเป็นไปได้ที่นางจะผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่ก็มีสูงมาก ถึงเวลานั้นจะได้ยึดครองโชคชะตาน้ำของใต้หล้าเพียงลำพัง แล้วก็สามารถผสานกับมหามรรคาของใต้หล้ามีดสลัว ถือโอกาสนี้ทำให้ได้รับการยอมรับจากป่ายอวี้จิง”
“ในช่วงเวลาระหว่างนี้ เสาหินกลางกระแสน้ำอย่างหินพักมังกรที่ตำหนักสูัยฉปล่อยทิ้งว่างไว้นานหลายปี ในที่สุดก็สามารถเอามาใช้งานได้แล้ว”
“หวังจูสามารถย้อนกลับมาปกป้องตำหนักสุ่ยฉ ไม่ถึงขั้นทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างที่เลวร้ายที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ นี่ก็คือการค้าที่ยุติธรรมครั้งหนึ่ง หวังจูไม่จำเป็นต้องติดค้างน้ำใจใคร”
เซียโก่วพูดวิจารณ์ “ร้อยเรียงต่อเนื่องเป็นฉากๆ คือฝีมือของสำนักการทหาร”
เด็กชายผมขาวถามหยั่งเชิง ”บรรพบุรุษอืนกวาน มีประโยคหนึ่งที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่”
หากเป็นเวลาปกติ เฉินผิงอันคงไม่ให้โอกาสนางได้พูดแล้วจริงๆ
เด็กชายผมขาวเอ่ย ”จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าคราวก่อนที่หวังจูเป็นฝ่ายเดินเข้าไปในร้านยาสุยด้วยตัวเอง อันที่จริงก็เพราะอยากจะให้ท่านช่วยตัดสินใจแทนนาง?”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง ขมวดคิ้วกล่าว “คงไม่ใช่กระมัง?”
สำหรับการที่หวังจูเป็นฝ่ายแวะไปเยี่ยมเยือนที่ร้านยาสุยตรอกฉีหลงด้วยตัวเอง เขาแค่เดาได้ชั้นเดียว หวังจูเป็นสุ่ยจวินของมหาสมุทรบูรพา เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน ได้สถานะของมังกรที่แท้จริงกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยนิสัยในยามปกติของนางต้องไม่มีทางยอมสวมผ้าแพรออกมาเดินยามค่ำคืนอย่างแน่นอน จะต้องโอ้อวดให้คนอื่นได้เห็นด้วย
และแน่นอนว่านี่ก็คือความคิดของหวังจูจริงๆ แต่ค่อนข้างจะเป็นผิวเผินภายนอก วันนี้ไม่เหมือนวันวาน พอนางขอบเขตสูงขึ้นวิสัยทัศน์ก็กว้างขวางขึ้น มองการณ์ไกลได้มากกว่าเดิม
เซียโก่วหัวเราะร่า “เจ้าขุนเขา ไม่ต้องคิดแล้ว ต้องเป็นแบบนี้แน่นอน”
สตรีเข้าใจความคิดของสตรีที่สุดแล้ว
เดินไปถึงที่ตีนเขากันแล้ว
เฉินผิงอันกำลังจะร่ายเวทหดย่อพื้นที่ เซี่ยโก่วดวงตาเป็นประกายวาบวับ ถูมือ พลันถามว่า “เฉินซิงหลิวผสานมรรคา ขอบเขตถดถอยแล้วผสานมรรคาใหม่อีกครั้ง ช่างน่าสนุกเหลือเกิน เจ้าขุนเขาช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า ”เรื่องประเภทนี้ต่อให้จะพอเดาได้ก็ไม่อาจพูดอย่างส่งเดชได้
เกี่ยวกับเส้นทางการผสานมรรคาของเฉินซิงหลิว ทั้งๆ ที่พิฆาตมังกรได้สำเร็จ ไฉนถึงขอบเขตถดถอยต้องอำพรางร่องรอยนานถึงสามพันปี แล้วหวนกลับคืนมาเป็นขอบเขตสิบสี่ใหม่อีกครั้งได้อย่างไร
แม้กระทั่งเซียนกระบี่ผู้อาวุโสของกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างฉีลิงจิก็ยังสงสัยใคร่รู้เป็นทบทวี เป็นเหตุให้ก่อนหน้านี้ระหว่างที่มีการประชุมในศาลบุ๋น ได้กลับมาเจอกับอาเหลียงอีกครั้งก็ยังต้องถามเรื่องนี้ต่อหน้า
เฉินซิงหลิวที่รากฐานมหามรรคา ภูมิลำเนาชาติกำเนิดล้วนคลุมเครือไม่ชัดเจน และขั้นตอนการหลอมกระบี่ก็เหมือนมีไอหมอกล้อมวน ในสายตาของใต้หล้าไพศาล ประหนึ่งดวงดาวที่เปล่งประกายขึ้นมาแล้วจู่ๆ ก็พลันดับแสง ดูเหมือนว่าเขาจะเคยทำแค่เรื่องสองเรื่อง
ศึกพิฆาตมังกร
รับเจิงจวีจงเป็นลูกศิษย์เปิดขุนเขา
ตอนนั้นในตำหนักของการประชุมศาลบุ๋น เจิ่งจวีจงก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ดังนั้นอาเหลียงจึงให้ฉีถิงจี้ไปถาม “พี่ใหญ่ไหวเซียน” แห่งนครจักรพรรดิขาวผู้นั้นเอาเอง
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายไม่ได้สนิทกัน อาเหลียงเคยแอบว่ายน้ำลอดทะลุน้ำตกหวงเหอไปกลางดึก ว่ายท่าหมาตะกุยน้ำอย่างยากลำบากไปตลอดทาง แล้วก็ทำท่าปลาหลีดีดตัวหงายท้องครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อข้ามผ่านประตูมังกร…
คาดว่าเจิ่งจวีจงที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบบไหนก็ล้วนประสบพบเจอมาหมดแล้วคงจะทนมองต่อไปไม่ไหวจริงๆ ตอนนั้นเขาที่อยู่ยอดบนสุดของประตูมังกร มองมายังมือกระบี่เนื้อตัวมอมแมมเหมือนไก่ตกน้ำ ถึงได้พูดชวนคุยไปสองสามประโยค
ผลคือผ่านไปได้แค่ไม่กี่วันก็มีรายงานภูเขาสายน้ำจำนวนนับไม่ถ้วนที่บอกว่าเจ้านครของนครจักรพรรดิขาวเชื้อเชิญอาเหลียงให้เข้าเมืองไปเล่นหมากล้อมด้วยตัวเอง บ้างก็บอกว่าเล่นกันไปหนึ่งกระดาน หลายกระดาน ยิ่งมีที่บอกว่าเล่นกันไปหลายร้อยกระดานด้วย
ตอนนั้นอยู่ในศาลบุ๋น คงเป็นเพราะเจิงจวีจงหลีกเลี่ยงการพูดถึงผู้สูงศักดิ์เพื่อเป็นการให้เกียรติ แน่นอนว่าไม่ยินดีจะแพร่งพรายความจริงในเรื่องนี้แก่คนนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาเหลียง
แม้เจิ่งจวีจงจะเป็นที่ยอมรับว่าคือบุคคลอันดับหนึ่งของวิถีมารแต่ก็มีอยู่สองเรื่องที่ทำให้ผู้ฝึกตนบนยอดเขารู้สึกไม่คาดคิด เรื่องหนึ่งก็คือการเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าแก่เคารพครูบาอาจารย์กวอโอ่วทิงแห่งภูเขาต้นไม้เหล็กก็คือหลักฐาน แล้วก็เพราะปีนั้นเจิ่งจวีจงขึ้นไปบนภูเขา กวอโอ่วทิงจึงไม่อาจลงจากภูเขา
อีกอย่างก็คือดูเหมือนเจิ่งจวีจงจะมีความอดทนและใจกว้างต่อหลิวชือเฉิงศิษย์น้องเล็กที่เป็นตัวก่อเรื่องมากเป็นพิเศษ
ปีนั้นพออาเหลียงไปถึงกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็มีสภาพจิตใจที่เหมือนกับฉีถิงจิ้ ต่างก็ค่อนข้างสนใจเพื่อนร่วมอาชีพในใต้หล้าที่เวทกระบี่สูงส่ง วิถีกระบี่กว้างขวางมากเป็นพิเศษ
เขาคือผ้าห่มนวมผืนน้อยของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสนี่นาเกือบจะได้กลายเป็นลูกบุญธรรมของอีกฝ่ายแล้วนะ
ผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกตาเฒ่าต่ง เฉินจี ฉีลิงจี้ ฯลฯ ต่างก็ไม่สะดวกจะถาม หรืออาจจรรู้ดีอยู่แล้วว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบจึงไม่ถามเพราะถึงอย่างไรก็ดูเหมือนว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสจะไม่เคยพูดถึงเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากกำแพงเมืองปราณกระบี่มาก่อน
อาเหลียงไม่ได้เลอะเลือน หากในใจมีข้อสงสัยก็ไม่ควรถามหรอกหรือ
ก่อนจะกลายเป็นผ้าห่มนวมผืนน้อยของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสครั้งแรกที่อาเหลียงผ่านภูเขาห้อยหัวไปถึงกำแพงเมืองปราณกระบี่เรื่องแรกที่ทำก็คือเดินอาดๆ ขึ้นไปบนหัวกำแพงเมืองแล้วถามเรื่องหนึ่งกับเฉินซิงตู
เคยได้ยินชื่ออาเหลียงมือกระบี่แห่งไต้หล้าไพศาลหรือไม่?
ตอนนั้นเฉินซิงตูปรายตามองผู้ฝึกกระบี่ตัวเตี้ยที่ขนาดเขย่งเท้าแล้วก็ยังสูงได้ไม่เท่าลู่จือแล้วหัวเราะร่วนตอบกลับไปว่า ข้ารู้จักพ่อเจ้า
อาเหลียงไม่เสียแรงที่เป็นอาเหลียง หัวเราะเสียงดังลั่น ใช้หมัดทุบฝ่ามือ นิสัยนี้ของท่านผู้อาวุโสช่างถูกใจข้านัก วันหน้าต้องปกป้องข้าด้วยนะ
คงเป็นเพราะรู้สึกว่ารื่นเริงคนเดียวไม่สู้ให้ทุกคนมีความสุขร่วมกัน อาเหลียงที่ภายหลังดื่มเหล้าไปก็ไม่ได้รสชาติจึงเริ่มหันไปถามเฉินซิงตูว่าเคยได้ยินชื่อป่ายเหย่ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์และเผยหมินแห่งเวทกระบี่หนึ่งในสามสุดยอดของไพศาลหรือไม่…
ตอนนั้นเฉินชิงตูเพียงแค่เอาสองมือไพล่หลัง ก้าวเดินไปบนหัวกำแพงเมืองของตัวเองไป
อาเหลียงจึงวิ่งตุปัดตุเป๋ตามไปอยู่ด้านข้าง พูดจนปากคอแห้งผาก แม้กระทั่งผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตโอสถทองที่ตัวเองรู้จักก็ยังรายงานชื่อให้ผู้เฒ่าท่านนั้นรู้ด้วย
จนปัญญาแล้วจริงๆ จำต้องใช้ท่าไม้ตาย
หากจะพูดถึงการที่คนคนเดียวล้อมโจมตีคนกลุ่มใหญ่ อาเหลียงคิดว่าตัวเองก็คือมือดีอันดับหนึ่ง คือยอดฝีมือในกลุ่มยอดฝีมือ ทว่าดูเหมือนเฉินซิงตูจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า ห้าวหาญได้อย่างไร้เหตุผลถึงเพียงนี้!