ตอนที่ 3217
บทที่ 1159.1 สังหารขอบเขตสิบสี่
October 21, 2026
ตอนที่หวงเจินกับจูลู่ดื่มชาฟังคำบรรยายอยู่ใต้ซุ้มเถาวัลย์ของเส้นทางภูเขาตำหนักหัวหยาง เจิงจวีจงกับหลิวเสียงได้เดินข้ามผ่านซุ้มประตูภูเขาเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว ซากปรักหักพังที่กลายมาเป็นสนามรบแห่งใหม่
บนพื้นดินได้กลายเป็นร่องลึกที่ตัดสลับกัน เต็มไปด้วยหลุมบ่ออยู่นานแล้ว พายุหมัดปราณกระบี่ โชคชะตาบู๊ปะปนอยู่ด้วยกัน ฟ้าดินมีแต่ความขุ่นมัวยุ่งเหยิง ราวกับว่าฟ้าครามทั้งผืนเริ่มโยกคลอนจะร่วงมิร่วงแหล่ ลักษณะเหมือนสีเคลือบที่ถูกควันรมให้หลอมละลายอย่างต่อเนื่องซึ่งทำท่าจะหล่นร่วงลงมายังโลกมนุษย์ทั้งอย่างนั้น เรือนกายสองร่างสวนไหล่ผ่านกันไป เจียงเซ่อบิดหมุนข้อมือ
เรือนกายด้านหลังที่ถูกเขาฟันผ่าเอวแบ่งออกเป็นสองท่อนอยู่กลางอากาศ
ต่อให้เจียงซ่างเจินจะเคยเห็นภาพเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่กระนั้นในใจก็ยังรู้สึกแปลกๆ ต่างก็พูดกันว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนไม่ใช่คนแล้ว ถ้าอย่างนั้นเจ้าขุนเขาของพวกเรา?
สีหน้าของชุยตงซานไร้อารมณ์ เพียงแค่จ้องเขม็งไปที่เจียงเซ่อ ไม่มีช่องโหว่เลยจริงๆ แล้วก็ยิ่งวิปริตมากจริงๆ เวลาหมื่นปีอันยาวนาน วันเวลาผันผ่าน การร่วมสังหารครั้งหนึ่ง
ชื่อของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารกลายมาเป็นว่าไม่สมชื่อไม่ถูกต้องชอบธรรม เหลือแค่ยศตำแหน่งไม่ได้รับควันธูปตลอดหมื่นปี เหลือแค่ยศตำแหน่ง จิตหยินยังไม่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสิบเอ็ดคนหนึ่ง ทว่าโชคชะตาบู๊ห้าส่วนกลับเข่นฆ่ากันเองอยู่ในฟ้าดิน ร่างกายมนุษย์บีบให้เจียงเซ่อต้องรับมือกับภัยภายนอก ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสงบให้กับภายใน แล้วยังถูกเจิงจวีจงสยบกำราบบนมหามรรคาอย่างทีมองไม่เห็นอีกด้วย อู๋ซวงเจียงที่มองอยู่ด้านข้างก็จ้องเขม็งราวกับเสือรอตะครุบเหยื่อ
รอคอยจะฉวยจังหวะโจมตี ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เจียงเซ่อก็ยังคงเล่นงานจนเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพให้ทำได้แค่ตั้งท่ารับแต่กลับไร้เรี่ยวแรงให้โจมตีได้ กายธรรมที่ยิ่งใหญ่ไพศาล ร่างทองใหญ่โตโอฬารของเจียงเซ่อตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางของซากปรักสนามรบ ใช้สองมือทุบตีม่านปราการฟ้าครามที่อ่อนนุ่มราวกับดินโคลนคอยตรวจสอบความยืดหยุ่นแข็งแกร่งของยันต์อู๋ซวงเจียงอยู่อย่างต่อเนื่อง
อู๋ซวงเจียงจีบปากด้วยความทึ่ง หากปล่อยไว้ไม่สนใจ เวลาเนิ่นนานเข้า เกรงว่าจะต้องถูกเจียงเซ่อทิ่มฟ้าให้ทะลุเป็นรูได้แน่ เฉินผิงอันเพิ่งจะรับหมัดที่ร่างจริงของเจียงเซ่อปล่อยออกมา กว่าจะยืนนิ่งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จุดจบกลับเป็นเรือนกายท่อนล่างที่เผยกระดูกสีทองออกมาจนหมดสิ้น พูดให้ถูกต้องก็คือ เรือนกายของเทพที่ไร้เลือดเนื้อถูกเจียงเซ่อสะบั้นเส้นด้ายสีทองจำนวนนับไม่ถ้วน โชคดีที่อาศัยเรือนกายของเทพนี้ แม้จะตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง แต่กลับไม่ถึงขั้นตายดับ
เจียงซ่างเจินที่เป็นผู้เห็นขั้นตอนการเข่นฆ่ากันของทั้งสองฝ่ายกับตาตัวเอง ตั้งแต่แรกเริ่มที่อกสั่นขวัญผวา รู้สึกว่าอันตรายรายล้อมอยู่รอบกาย ภาพเหตุการณ์โหดร้ายรุนแรงจนแทบไม่อาจทนมอง ชวนให้กลัดกลุ้มเป็นทุกข์ จนกระทั่งถึงช่วงที่พยายามข่มจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง พยายามที่จะใช้สภาพจิตใจของการพิศมรรคาไปมองการต่อสู้ครั้งนี้ ถึงท้ายที่สุดที่เปลี่ยนมาเป็นชินชาอย่างสิ้นเชิง
เจียงซ่างเจินไม่รู้เลยว่าควรจะบรรยายถึง “ลานประลองยุทธ์” ที่สถานการณ์โน้มเอียงไปแถบเดียวครั้งนี้ว่าอย่างไรดี อู๋ซวงเจียงพลันเปิดปากยิ้มถามว่า “ผู้อาวุโสเจียง ถึงอย่างไรแพ้ชนะของพวกท่านสองฝ่ายก็ชัดเจนแล้ว แต่กลับไม่อาจแบ่งเป็นตายได้ ไม่สู้หยุดพักสักครู่ดีไหม?”เจียงเซ่อเก็บกายธรรมกลับคืนมา เอ่ยว่า “เชิญพูดคุยกันเพื่อสั่งเสียเรื่องหลังจากที่ตายไปได้เลย”โชคชะตาบู๊สามส่วนที่เป็นผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ ใกล้จะถูกเจียงเซ่อกำราบได้อย่างราบคาบแล้ว คนที่เจียงเซ่อกริ่งเกรงมากที่สุด แน่นอนว่ายังคงเป็นเจิงจวีจงที่เงียบขรึมพูดน้อยผู้นั้น
เฉินผิงอันทิ้งระยะห่างจากเจียงเซ่อ แต่เจียงเซ่อกลับบังคับหอกยาวโฟเจินเล่มนั้นเข้ามาไว้ในมือ ได้อยู่ว่างชั่วขณะ อู๋ซวงเจียงโบกตวัดชายแขนเสื้อ“ในเมื่อจะมอบให้ ก็จะยกให้เจ้าทั้งหมดเลย”กระบี่จำลองสี่เล่มพุ่งไปทางเฉินผิงอันด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ สุดท้ายปลายกระบี่ทิ่มลงพื้นล้อมเรียงกันอยู่ข้างกายของเฉินผิงอัน กระบี่จำลองได้ถูกอู๋ซวงเจียงคลายตราผนึกทั้งหมดแล้ว ตอนนี้จึงถือว่ากลายเป็นวัตถุที่ไร้เจ้าของ เฉินผิงอันรู้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง ยิ่งรู้สึกเป็นกังวล อู๋ซวงเจียงไม่มีกระบี่จำลองสี่เล่มแล้วจะขาดพลังการสังหารไปหรือไม่?
เพราะถึงอย่างไรความตั้งใจแรกในการหลอมกระบี่จำลองของอู๋ซวงเจียงก็เพื่อชดเชยพลังพิฆาตที่ไม่เพียงพอยามที่ต้องถามมรรคากับอวี๋โต้ว
อู๋ซวงเจียงอธิบายว่า“นี่ก็คือค่าตอบแทนที่เจ้าสมควรได้รับจากการปกป้องมรรคาครั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าวิธีที่ใช้เข่นฆ่าของข้าจะมีไม่พอ”ชุยตงซานพึมพำเบาๆ“อาจารย์ ร้อนลวกมือมากนะ”แม้ว่ากระบี่บินจำลองทั้งสี่เล่มจะเลอค่ามากก็จริง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นผลงานจริงระดับรองของกระบี่เซียนทั้งสี่เล่ม เชื่อว่าเพื่อหลอมพวกมัน อู๋ซวงเจียงน่าจะต้องสิ้นเปลืองสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดิน เวลา และตบะไปมหาศาล ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานทั่วไป ต่อให้ได้แค่ครอบครองกระบี่จำลองหนึ่งเล่มในนั้น แม้กระทั่งฝันก็น่าจะยังหัวเราะมีความสุขจนตื่นขึ้นมาเลยกระมัง
แล้วก็จริงดังคาด อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ยเตือนว่า“จะรับหรือไม่รับไว้ก็มีข้อดีและข้อเสียเหมือนๆ กัน รับไว้ข้อดีนั้นไม่ต้องพูดมาก เจ้าคือผู้ฝึกกระบี่ ต้องรู้อยู่แล้วว่าการได้ครอบครองพวกมันมีผลประโยชน์มหาศาลเพียงใด ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ว่ามีศาสตราวุธที่คมกริบสี่เล่มเพิ่มมาเท่านั้น แม้ว่าจะเสียหายรุนแรงมาก การซ่อมแซมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เรี่ยวแรงกายใจและเงินเทพเซียนบางส่วน แต่ก็ต้องได้กำไรอย่างแน่นอน”“ทว่าข้อเสียก็มีไม่น้อย หากวันหน้าเป็นศัตรูกับใครแล้วเรียกพวกมันออกมา ถูกคนมีใจเห็นเข้าก็เท่ากับว่าเป็นการยืนยันในเรื่องที่เจ้าเป็นพันธมิตรกับตำหนักสุ่ยอู แน่นอนว่าต่อให้ถูกคนกุมจุดอ่อนเอาไว้ได้ ช่วงเวลาหลายปีต่อจากนี้ป๋ายอวี๋จิงคิดอยากจะมีเวลาว่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายขนาดนั้นเหมือนกัน”
เฉินผิงอันม้วนชายแขนเสื้อ เก็บกระบี่จำลองสี่เล่มที่มีมูลค่าควรเมืองมาอย่างไม่ลังเลเอ่ยว่า“ต้องรับไว้สิ ทำไมจะไม่รับเล่า”ไท่ป๋าย เตาฉาง ว่านฝ่า เทียนเจิน กระบี่เซียนทุกเล่มที่ไม่อาจหล่อหลอมได้ ล้วนซุกซ่อนระบบสืบทอดที่ถูกต้องชอบธรรมของยุคบรรพกาลเอาไว้ เป็นเหตุให้กระบี่จำลองทุกเล่มก็คือการรื้อถอนและการสร้างใหม่ที่อู๋ซวงเจียงมีต่อระบบสืบทอดทั้งสี่สายนั้น ก็เหมือนการที่เขียนคำบรรยายให้คำอรรถาธิบายและตีความต่อผลงานซึ่งเป็นวิถีแห่งสวรรค์บรรพกาลทั้งสี่เล่มไว้อย่างละเอียด ขอแค่เฉินผิงอันได้ครอบครองกระบี่จำลองทุกเล่ม การฝึกตนในอนาคต ระหว่างขั้นตอนของการซ่อมแซมและหล่อหลอมกระบี่จำลองขึ้นมาใหม่ก็เหมือนได้อ่านตำราสวรรค์สี่เล่มที่มีตัวอักษร นั่นก็เป็นดังคำว่าแค่เปิดอ่านตำรา ก็ได้ประโยชน์แล้ว
ขณะเดียวกันเฉินผิงอันยังมีข้อได้เปรียบที่ราวกับได้รับการประทานพรจากสวรรค์ เขากับหนิงเหยาคือคนรักกัน จึงได้สัมผัสกับกระบี่เซียน “เทียนเจิน” และตัวเขาเองก็ได้ครอบครองปลายกระบี่ของกระบี่เซียนไท่ป๋าย หล่อหลอมมันให้กลายมาเป็นกระบี่ยาว “เย่โหยว” แล้วนับประสาอะไรกับที่จ้าวเหยาที่เป็นคนบ้านเดียวกันก็ยังได้หนึ่งในสี่ของกระบี่ไท่ป๋ายมาครอง ทุกวันนี้อีกฝ่ายเรียกเขาว่าอาจารย์อาก็คือเรื่องของความรู้สึก วันหน้าอยู่ในราชสำนักต้าหลีเรียกเขาว่าราชครู นั่นต่างหากจึงจะเป็นหน้าที่
ก่อนหน้านี้อู๋ซวงเจียงนำขบวนไปถามกระบี่ที่ป๋ายอวี๋จิง ระดับขั้นของกระบี่จำลองทั้งสี่เล่มต่างก็ถูกลดระดับลง เอามาใช้เล่นงานเจียงเซ่อคือซี่โครงไก่ แทนที่จะปล่อยให้พวกมันถูกเจียงเซ่อต่อยไม่กี่หมัดก็แหลกสลายพังพินาศ ก็ไม่สู้มอบให้กับเฉินผิงอันดีกว่า