ตอนที่ 2469
บทที่ 954.1 เพื่อนเก่ากลับมาพบเจอกันใหม่
October 21, 2026
ใต้หล้ามืดสลัว อารามเสวียนตู ในป่าดอกท้อ นักพรตเฒ่าคนหนึ่งกับเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจด คมคายสวมหมวกหัวเสือเดินเคียงบ่าอยู่ด้วยกัน ด้านหลังมีเจ้าอ้วน คนหนึ่งตามมาด้วย เขาเหลียวซ้ายแลขวาไปตลอดทาง คอยมองดู ว่าบนพื้นมีกิ่งท้อที่สามารถเก็บมาได้อยู่หรือไม่ ผู้ฝึกกระบี่ที่ออกเดินทางไกลซึ่งมาจากกำแพงเมืองปราณ กระบี่กลุ่มนั้นแยกย้ายกันไปอยู่นครเสินเซียวแห่งป๋ายอวี้จิง ตำหนัก สุ้ยฉูและอารามเสวียนตูในใต้หล้ามืดสลัว ทางฝั่งของอารามเสวียนตูแห่งนี้ได้แค่ตัวเจ้าอ้วนที่หมกมุ่นใน ทรัพย์สินมาแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มถูกชะตากับ เจ้าอารามผู้เฒ่าอย่างมาก แน่นอนว่าบางทีก็อาจเป็นการถูกชะตา แบบยอมรับชะตากรรมอย่างหนึ่ง ถึงอย่างไรตลอดหลายปีมานี้เยี่ยนจั๋วก็แอบอ้างชื่อเสียงของ เจ้าอารามผู้เฒ่าไปทำการค้าไม่น้อย บุคคลยิ่งใหญ่อย่างอารามเสวียนตูนี้ ภูเขาใต้อาณัติมีมากจนสองมือนับก็ยังนับไม่หมด บวกกับ ราชวงศ์และแคว้นใต้อาณัติอีกหลายสิบแห่งที่พึ่งพาอารามเสวียนตู หรือต่อให้พูดถึงแค่สายของอารามเสวียนตูเอง เต้ากวานใต้ การปกครองก็มีมากเกือบแสนคนแล้ว เจ้าอารามผู้เฒ่าเองก็หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ถึงอย่างไรการไปมาของทรัพย์สินเงินทองพวกนั้นก็ล้วนถือเป็นน้ำดี ที่ไม่ไหลเข้านาคนอื่น หากว่ามีวันใดเจ้าอ้วนเยี่ยนสามารถไปหลอก เอาเงินจากป๋ายอวี้จิงมาได้ จะให้มอบกรอบป้ายอักษรทองให้เขาก็ ยังไม่มีปัญหา ถึงขั้นที่ว่าอาจารย์ผู้เฒ่าสามารถให้ลู่เหล่าซานเขียน ตัวอักษรให้ได้ด้วย เจ้าอารามผู้เฒ่าเงียบคิดอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกจะพูดอย่าง ตรงไปตรงมา “ป๋ายเหย่ ในอนาคตเจ้ายินดีจะรับหน้าที่เป็นผู้ดูแล หลักของอารามเสวียนตูหรือไม่?” ดูเหมือนว่าป๋ายเหย่จะไม่แปลกใจเลยสักนิด เพียงส่ายหน้า ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอก”เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้ารับ “รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นคำตอบนี้ เพียงแค่อดถามไม่ได้ เผื่อว่าจะมีเรื่องไม่คาดคิดนี่นะ” เจ้าอารามผู้เฒ่าเงียบไปพักหนึ่งก็ถามอีกว่า “ไม่ยินดีเป็น เจ้าอาราม ตำแหน่งเจียนย่วนที่ต้องดูแลกิจธุระในโลกมนุษย์เป็น กองพะเนิน ยุ่งยากกว่าเจ้าอารามเสียอีก ก็ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นซ่างจั้วล่ะ?” เจ้าอารามของอารามเต๋าแห่งหนึ่ง จะเป็นแค่รูปธรรมหรือ นามธรรมก็ได้ หากยินดีจัดการเรื่องราว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถ ควบคุมจัดการได้ จะคว้าจับทุกเรื่องเอาไว้ก็ยังไม่เป็นปัญหา ไม่ยินดี จัดการก็เป็นแค่ยศว่างเปล่า สามารถปล่อยมือยกหน้าที่ให้แก่เจียน ย่วนของอารามเต๋าได้ ส่วนซ่างจั้ว ถูกขนานนามว่าเป็นเสาคานของ อารามลัทธิเต๋า มีเพียงเกาเจินผู้บรรลุมรรคาที่มีคุณูปการเกริกก้อง เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดีของนักพรตเต๋าเท่านั้น ที่ ถึงจะมารับหน้าที่ได้ อาศัยสิ่งนี้มาแสดงตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ ฉงหลิน เป็นดวงตาแห่งวิถีฟ้าและวิถีคนมีความคล้ายคลึงกับพรรคบนภูเขาของใต้หล้าไพศาลที่คนผู้ หนึ่งควบตำแหน่งทั้งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งและเค่อชิงไปด้วย ป๋ายเหย่ยังคงส่ายหน้า “ไม่อยากจะแบ่งสมาธิไปสนใจเรื่องอื่น จริงๆ” เจ้าอารามผู้เฒ่าทอดถอนใจ “ให้เจ้าไปทำหน้าที่เป็นจื๋อซื่อ ต่อให้เจ้าป๋ายเหย่ยินดี ผินเต้าก็ยังไม่มีหน้ายกตำแหน่งนี้ให้เจ้า จะทำให้ใต้หล้ามืดสลัวเห็นเรื่องตลกเสียเปล่าๆ” อารามเต๋าแห่งหนึ่งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ นอกจากจะจัดตั้ง ตำแหน่งจื๋อซื่อใหญ่แปดคนแล้ว ยังต้องมีสามตูห้าจู่สิบแปดโถวด้วย เยี่ยนจั๋วสังเกตเห็นว่าบรรยากาศค่อนข้างอึมครึม จึงเสนอ ตัวเอง “เจ้าอารามผู้เฒ่า ตำแหน่งซ่างจั้วอะไรของอารามเต๋า หากว่าท่านไม่รังเกียจล่ะก็ ผู้เยาว์…” เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้าต่อคำ “รังเกียจ” เยี่ยนจั๋วไม่ได้เสียสติเสียหน่อย ไหนเลยจะกล้าคาดหวังใน ตำแหน่งเจ้าอารามและซ่างจั้วของอารามเสวียนตู เพียงแต่เมื่อ หลายปีก่อนเขาก็เริ่มดีดลูกคิดรางเล็กๆ ไว้แล้ว รู้สึกว่าด้วยมิตรภาพอันลึกล้ำระหว่างตนกับเจ้าอารามผู้เฒ่า ไม่ว่าอย่างไรก็ควรต้องใคร่ ครวญถึงตำแหน่งเจ้าโถงของโถงสือฟางอวิ๋นสุ่ยบ้าง เจ้าโถงนี้ มีหน้าที่รับผิดชอบจัดหาที่พักให้กับนักพรตพเนจรของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะ แม้จะบอกว่าค่าน้ำร้อนน้ำชามีไม่มาก แต่เยี่ยนจั๋วย่อม มีวิธีการของตัวเองที่จะเปิดเส้นทางทำเงิน แน่นอนว่าไม่ใช่เงินที่ ได้มาโดยมิชอบ เจ้าอารามผู้เฒ่าพลันเอ่ยว่า “เจ้าอ้วนเยี่ยน วันใดที่เจ้าเลื่อน เป็นขอบเขตหยกดิบ ผินเต้าก็จะหาโอกาสเปิดการประชุมในศาล บรรพจารย์สักครั้ง ถือโอกาสแนะนำให้เจ้าได้เป็นจื๋อซื่อของห้อง บัญชี แต่ตกลงกันไว้ก่อนว่า ผินเต้าไม่ได้จัดการกิจธุระมานานมาก แล้ว บารมีในอารามไม่มากพอ ไม่แน่เสมอไปว่าจะสำ เร็จหรอกนะ วันนี้เจ้าก็แค่ฟังผ่านหูไป ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจมากนัก หากว่าสำ เร็จได้ ย่อมดีที่สุด แต่หากไม่ได้เป็นก็อย่าโทษว่าผินเต้าพึ่งพาไม่ได้ล่ะ” เยี่ยนจั๋วถูมือยิ้มกล่าว “ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ ได้เลย ได้เลย”จื๋อซื่อห้องบัญชีซึ่งเป็นหนึ่งในแปดจื๋อซื่อใหญ่ ด้วยขนาดอันใหญ่โตมโหฬารและรากฐานอันลึกล้ำของอารามเสวียนตู ตำแหน่งนี้ก็พอๆ กับการได้เป็นเจ้ากรมคลังของราชวงศ์ใหญ่ล่างภูเขาแห่งหนึ่งแล้วเจ้าอารามผู้เฒ่าหันหน้าไปมองมุมหนึ่งแล้วก็ขอตัวลา ป๋ายเหย่ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มอย่างเข้าใจ “หากว่ามีโอกาส ชดเชยด้วยการปลูกดอกท้อก็แล้วกัน”เจ้าอารามผู้เฒ่าหดย่อพื้นที่ เดินก้าวเดียวก็มาถึงจุดอื่นในป่าท้อ ริมลำธารมีนักพรตหญิงที่เส้นผมทั้งศีรษะเป็นสีขาวโพลนแต่กลับมีใบหน้าเป็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่เจ้าอารามผู้เฒ่าก้มหัวคารวะ เอ่ยเสียงทุ้มหนัก “ศิษย์พี่หญิง”เด็กสาวเพียงแค่ผงกศีรษะรับ ครั้นจึงแหงนหน้ามองฟ้าอารามเสวียนตูป่าวประกาศให้ภายนอกรู้ว่านางปิดด่านอยู่ตลอดอันที่จริงนางออกเดินทางท่องไปทั่วสารทิศ ทุกวันนี้บุญกุศลคุณูปการครบถ้วนสมบูรณ์แล้วถึงได้หวนกลับมายังอารามเสวียนตูรอคอยเวลาเหมาะๆ อย่างเงียบเชียบ แค่รอให้ฝนตกลงมาเท่านั้นเป็นทั้งแผนการลึกล้ำยาวไกลที่เตรียมการมาก่อนล่วงหน้าและก็เป็นการกระทำอันจนใจที่ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองดังนั้นการเผยกายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าต้องการวางมาดของศิษย์พี่หญิงอะไรกับเสี่ยวซุน‘เด็กสาว’ ถอนสายตากลับมา ก้มหน้าลงมองลำธาร พึมพำว่า“ดอกท้อปลิวปรายสายน้ำไหลพากันจากไปไกล”ประโยคนี้มาจากบทมนุษย์ธรรมดาถามภูเขาตอบของป๋ายเหย่นางมีนามว่าหวังซุน ฉายา ‘คงซาน’ เคยเป็นเต้ากวานที่ได้รับการยอมรับว่าคุณสมบัติดีเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารามเสวียนตู ถึงขั้นสามารถพูดได้ว่าศิษย์น้องทั้งหลาย นับตั้งแต่เด็กมาต่างก็ถูกนางซ้อมจนเติบใหญ่ คนหนึ่งในนั้นก็มีซุนไหวจงเจ้าอารามในทุกวันนี้เรียนรู้หลักธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย คือคำชื่นชมที่โลกภายนอกมีต่อนาง ผมขาวไม่ประสบความสำ เร็จ คือคำวิจารณ์ที่นางมีต่อตนเองนอกหอกว้านเชวี่ยของตำหนักสุ้ยฉู น้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวกรากซัดไปทางตะวันตก มีเสาหินกลางกระแสน้ำที่เป็นหนึ่งในหินพักมังกรซึ่งมีอยู่ไม่มากของบนโลก บนก้อนหินมีสิ่งปลูกสร้างตั้งเรียงราย อักษรแกะสลักบนหน้าผามีมากมายผู้ฝึกกระบี่ก่อกำเนิดเฒ่าเฉิงเฉวียน เวลานี้ยืนอยู่ริมหน้าผาชมน้ำอยู่กับคนรู้จักเก่าคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ายความสูงต่างกันมาก ข้างกายของผู้ฝึกกระบี่เฒ่าคือเด็กน้อยที่ใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่าบุคลิกเหมือนคนแก่ก็คือน่าหลันเซาเหว่ยหนึ่งในสิบเซียนกระบี่บนยอดเขาสูงสุดของกำแพงเมืองปราณกระบี่เมื่อเทียบกับเฉาซีแห่งนครบินทะยานแล้ว เขา ‘เผยกายบนโลก’ ช้ากว่าเล็กน้อย เพียงแต่เพราะทางฝั่งของตำหนักสุ้ยฉูนี้เกรงใจกันมากเกินไปจริงๆ ระดมกำลังใหญ่โตช่วยตามหาคราบร่างเซียนของผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตบินทะยานร่างหนึ่งให้กับเขา อีกทั้งยังเป็นคราบร่างอันล้ำค่าที่ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งทิ้งไว้หลังจากสละร่างไปจากโลกใบนี้หอสูงริมสายน้ำมีเต้ากวานหนุ่มคนหนึ่งยืนพิงราวรั้ว ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายตำรา มองไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำสายตาเหม่อลอย แม่น้ำสายหนึ่งดุจดั่งปราการธรรมชาติกั้นขวางด้านหนึ่งเหมือนฝูงมดที่รวมตัวกัน อีกด้านหนึ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะในสายตาของคนผู้นี้ แม่น้ำสายนี้ก็เหมือนเส้นแบ่งเขตเส้นหนึ่งที่ด้านหนึ่งคือผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่ อีกด้านหนึ่งคือสรรพชีวิตที่มีสติปัญญาซึ่งขอบเขตต่ำกว่าขอบเขตสิบสี่ลงไปน่าหลันเซาเหว่ยเหลือบมองเต้ากวานหนุ่มที่อยู่ตรงหอกว้านเชวี่ย เหมือนบัณฑิตอย่างมาก จึงพูดชวนคุยว่า “ผู้ฝึกตนของตำหนักสุ้ยฉู หากไม่ได้ปิดด่านก็เตรียมตัวจะปิดด่าน แต่ทำไมถึงได้เห็นเจ้าหมอนี่ขึ้นหอมาเดินเล่นที่นี่บ่อยๆ”เฉิงเฉวียนกล่าว “เขาชื่อเกาผิง มีสองฉายาคือ ‘ไท่หัง’ และ‘โจ่วเกอ’ ฟังดูประหลาดไปสักหน่อย เกาผิงคือเต้ากวานจ่างจี๋ของตำหนักสุ้ยฉู ดูเหมือนว่าจะอยู่ในตำแหน่งมาหลายปีโดยที่ไม่ได้เลื่อนขั้น รับผิดชอบเรื่องการบันทึกเอกสารและการยื่นคำร้องขอหนังสือรับรองการออกบวช แต่นอกจากเกาผิงจะมีสถานะจ่างจี๋ที่ถูกต้องแท้จริงแล้ว ดูเหมือนยังได้รับตำแหน่งขุนนางอีกอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะในตำหนักสุ้ยฉูอย่างตำแหน่ง ‘เหวินเซวี๋ย’ ด้วย เอาเป็นว่าก็คือตำแหน่งที่เมื่อก่อนข้าไม่เคยแม้แต่จะได้ยินมาก่อนก็แล้วกันหากว่าใต้เท้าอิ่นกวานอยู่ที่นี่ เขาต้องเข้าใจเรื่องราววกวนอ้อมค้อมพวกนี้แน่นอน”น่าหลันเซาเหว่ยพยักหน้า “คือตำแหน่งขุนนางเก่าแก่ตำแหน่งหนึ่งของทางฝั่งใต้หล้าไพศาล มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างยาวนาน หมวกขุนนางเล็กมาก แต่หากไม่มีความรู้บ้างเลยต้องไม่มีทางเป็นขุนนางตำแหน่งนี้ได้แน่นอน ทว่าทุกวันนี้ไม่ค่อยใช้กันแล้ว”