ตอนที่ 2470
บทที่ 954.2 เพื่อนเก่ากลับมาพบเจอกันใหม่
October 21, 2026
นักพรตหนุ่มเดินไปทางแผงแล้วนั่งลงบนม้านั่งยาวตัวหนึ่ง ยิ้ม บางๆ เอ่ยว่า “อีกอย่าง ฝ่ายที่ ‘วางท่าชัดเจนว่า’ ไม่ถูกกับป๋ายอวี้ จิงก็มีอารามเสวียนตูและตำหนักสุ้ยฉูแล้ว หากจะเพิ่มภูเขาตี้เฝ่ย เข้าไปอีกแห่งหนึ่งก็ไม่ถือเป็นอะไร ก็ผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงนี่นะ” รากฐานกองกำลังแคว้นบางแห่งในมณฑลโยวโจวไม่ด้อยไป กว่าแคว้นใหญ่ของราชวงศ์ชิงเสินมณฑลปิงโจวเลย ในบรรดานั้นก็ มีสกุลหยางหงหนงที่นับแต่โบราณมาก็เป็นบุคคลสำ คัญของ ราชสำ นักมาโดยตลอด และแต่ไหนแต่ไรมาสกุลหยางก็คือผู้มีจิต ศรัทธารายใหญ่สุดของตำหนักหัวหยาง ไม่เพียงแค่เงินค่าควันธูป เท่านั้น เต้ากวานมากมายของภูเขาตี้เฝ่ยก็ล้วนมาจากสกุลหยางหง หนงทั้งสิ้น ขอแค่ตกไปอยู่ในมือของป๋ายอวี้จิงภายในเวลาร้อยปีที่ใคร บางคนนั่งบัญชาการณ์ คนที่จะมีโทษหรือไม่มีโทษก็ได้ ล้วนต้องถูก ลงโทษอย่างหนัก คนที่จะฆ่าหรือไม่ฆ่าก็ได้ล้วนต้องถูกฆ่าอันที่จริงเรื่องพวกนี้ก็ไม่ถือเป็นอะไรได้ เพราะถึงอย่างไรไม่ว่า ใครก็รู้ชัดเจนดีว่า บ้างสังหารบ้างลงโทษอย่างรุนแรงในแต่ละครั้งที่ ผ่านๆ มานั้น นอกจากจะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้ว ยังเน้นย้ำในคำว่า ‘อบรมสั่งสอนไม่เข้มงวด คือความผิดของอาจารย์’ ด้วย จะให้ภูเขา ทั้ง ลูกก้มหัวให้ก็ไม่นับเป็นอะไรได้ ภูเขาตี้เฝ่ยเคยมีคนหนุ่มคนหนึ่งที่ ถูกถอดถอนหนังสือรับรองการออกบวชของใต้หล้า ไม่อาจรับ ตำแหน่งเต้ากวานได้ตลอดไป เขาไม่ยอมรับคำตัดสินนี้ ไม่ใช่เพื่อตัว เขาเอง แต่เพื่ออาจารย์และภูเขา ยืนกรานจะทวงความเป็นธรรม จากเต๋าเหล่าเอ้อให้จงได้ และคนผู้นี้ก็ไม่เพียงแต่มีชาติกำเนิดจากสกุลหยางหงหนง ยัง เป็นลูกศิษย์คนเล็กสุดของ ‘นักพรตหนุ่ม’ ผู้นี้ด้วย ผลคือพิพาทกันไปรอบหนึ่ง อดีตเต้ากวานสกุลหยางคนนั้น ไม่เพียงแต่ได้โทษทัณฑ์เพิ่มมาอีกหนึ่งเท่าตัว ยังเดือดร้อนให้ตระกูล ถูกประนามว่า ‘บุตรไม่กตัญญู เป็นความผิดของบิดา’ ไม่ถึงขั้นทำให้ สกุลหยางหงหนงได้รับบาดเจ็บกระเทือนไปถึงเส้นเอ็นและกระดูก แต่อย่างน้อยที่สุดพลังชีวิตก็เสียหายไปส่วนหนึ่งปีนั้นนักพรตเฒ่าที่มากด้วยคุณธรรมและชื่อเสียงโด่งดัง ผู้ที่ เป็นหนึ่งในสิบคนของใต้หล้ามืดสลัว ครั้งนั้นเขายืนอยู่ริมอาณาเขต ของป๋ายอวี้จิง มองห้านครสิบสองหอเรือนของป๋ายอวี้จิงอยู่ไกลๆ และเขาก็คือบรรพบุรุษของตำหนักหัวหยางภูเขาตี้เฝ่ย เกากู ฉายา ‘จวี้เยว่’ เป็นที่ยอมรับว่าคือบุคคลอันดับหนึ่งด้านการหลอม โอสถของหลายใต้หล้า เหมาจุยส่ายหน้า “เจ้ายังคงดูแคลนคนผู้นั้นมากเกินไป” เกากูยิ้มบางๆ กล่าว “ไม่สู้เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ เป็นเกากูที่ ประเมินตัวเองสูงเกินไป (เกากู) ?” เหมาจุยกระตุกมุมปาก “คำกล่าวนี้ฟังแล้วตลกไม่เบา” “นักพรตฉุนหยางเคยกล่าวไว้ว่า โอสถทองหนึ่งเม็ดอยู่ที่ท้อง ของข้า เพื่อให้รู้ว่าชีวิตของข้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสวรรค์” เกากูกล่าว “พวกเราโชคดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ทั้งยังสามารถ เดินขึ้นเขาฝึกตน เรื่องที่แสวงหา พูดให้ถึงที่สุด สืบสาวราวเรื่องกัน แล้ว ก็เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ ส่วนเจ้า ป๋ายกู่เจินเหรินถึงอย่างไรก็ไม่เหมือนซากศพเดินได้ เพราะแสวงหาความเป็นมนุษย์ หมายพิสูจน์มรรคาของตัวข้าเอง สหาย เห็นด้วยหรือไม่?” เหมาจุยเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “รอให้ข้ากินเนื้อหมักซีอิ๊ว และกลีบกระเทียมให้หมดก่อน” …… เขตอวี้จางจังหวัดหงโจวต้าหลีได้ก่อตั้งศูนย์ตัดต้นไม้ขึ้น มาใหม่ และจังหวัดอวี๋โจวที่อยู่ติดกับจังหวัดหงโจว ก่อนหน้านี้ก็ได้ ก่อตั้งสำ นักทอผ้า หน้าที่หลักคือดูแลควบคุมเครื่องใช้ทุกชนิดที่ จำ เป็นต้องถักทอซึ่งขุนนางและเชื้อพระวงศ์ในอาณาเขตของจังหวัด ใช้งาน ขุนนางหลักรุ่นแรกคือขุนนางหนุ่มคนหนึ่งที่มีชื่อว่าหลี่เป่า เจิน มีชาติกำเนิดมาจากสนามรบ มีคุณความชอบด้านบู๊ติดตัว ทว่า แม้แต่ผู้ว่าของจังหวัดก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะตรวจสอบเอกสารของ คนผู้นี้ ตอนที่หลี่จือจ้าว (จือจ้าวคือชื่อตำแหน่ง หมายถึง การทอผ้า การผลิตผ้า) ดำรงตำแหน่งได้พาผ ู้ติดตามมาด้วยแค่สองคน ให้มารับหน้าที่เป็นขุนนางผู้ช่วยในที่ว่าการสำ นักทอผ้า ล้วนแซ่จูทั้งคู่ ในอาณาเขตจังหวัดอวี๋โจวของต้าหลี จากบันทึกของ อักขรานุกรมท้องถิ่น ในช่วงอวี๋จง (หรือยามซื่อ เวลาเก้าโมงเช้าถึง สิบเอ็ดโมงเช้า) ใกล้กับเวลาเที่ยงวันของทุกวัน อยู่ดีๆ จะมีเสียง กัมปนาทเหมือนเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ด้วยเหตุนี้ จึงได้ชื่อว่าจังหวัดอวี๋โจว กลางดึกของคืนนี้ หลี่เป่าเจินขุนนางจือจ้าวนำพาขุนนางผู้ช่วย สองคนของที่ว่าการแวะมาเยี่ยมเยือนศูนย์ตัดต้นไม้ของเขตอวี้จางด้วยกันกลุ่มคนสามคนมาพบหลินเจิ้งเฉิง หลี่เป่าเจินยึดหลักของผู้เยาว์ประสานมือคารวะ “ท่านอาหลิน หลานละลาบละล้วงมาเยี่ยมเยียนท่านแล้ว”หลินเจิ้งเฉิงที่นั่งเฝ้าคืนอยู่ข้างกระถางไฟในห้องหนังสือเพียงแค่ผงกศีรษะรับเท่านั้นเห็นว่าหลี่เป่าเจินคล้ายจะยืนพูดต่อ หลินเจิ้งเฉิงจึงหยิบที่เขี่ยถ่านมาขยับถ่านไม้สองสามที แล้วยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าบอกเป็นนัยแก่แขกทั้งสามคนว่าอย่ามัวยืนอยู่เลย “ถึงอย่างไรคืนนี้ก็ไม่คุยเรื่องงาน ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกัน นั่งลงคุยกันตามสบายเถอะ”อันที่จริงด้วยสถานะของทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถพูดคุยเรื่องการงานอะไรได้ สำ นักทอผ้าของอวี๋โจวและศูนย์ตัดต้นไม้ของหงโจวที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ คล้ายคลึงกับที่ว่าการผู้ตรวจการงานเตาเผาของเขตหลงเฉวียนในช่วงแรกเริ่มสุด ต่างก็ถือว่าเป็นองค์กร ‘ล่าง’ ชนิดหนึ่งของราชสำ นักต้าหลี การถวายฎีการลับของที่ว่าการสามารถตรงสู่โอรสสวรรค์ได้เลย หากขุนนางหลักของทั้งสองหน่วยงานมีการไปมาหาสู่กันเป็นการส่วนตัว วางแผนลับทำอะไรบางอย่างถือเป็นข้อต้องห้ามใหญ่หลวงในวงการขุนนาง แต่การคบค้าสมาคมกันทั่วไปก็ไม่จำ เป็นต้องจงใจวางตัวห่างเหินกันมากนัก ส่วนการกะระยะห่างระหว่างนี้ก็ต้องดูที่ตบะที่แต่ละคนฝึกปรือมาในสายงานของตัวเองแล้ว ก็เหมือนอย่างการพบเจอกันในคืนนี้ หลินเจิ้งเฉิงและหลี่เป่าเจินต่างก็เป็นฝ่ายจดลงบันทึกด้วยตัวเอง อีกทั้งต่อให้พวกเขาจงใจปิดบัง สำ นักทอผ้าหรือไม่ก็ศูนย์ตัดต้นไม้ก็จะต้องมีขุนนางบางคนที่ทำให้ฮ่องเต้ทราบเรื่องนี้ได้อยู่ดีตามประมวลกฎหมายใหม่ของต้าหลี สำ นักทอผ้าของอวี๋โจวมีระดับขั้นสูงกว่าศูนต์ตัดไม้ของเขตอวี้จางระดับใหญ่ หลี่เป่าเจินที่เป็นขุนนางหลักของสำ นักทอผ้า ยศขุนนางคือระดับสี่ชั้นโท บวกกับอำนาจในทางลับบางอย่าง จะบอกว่าหลี่จือจ้าวเป็นขุนนางใหญ่ในเขตศักดินาครึ่งตัวก็ไม่เกินจริงแม้แต่น้อยคนทั้งสี่นั่งล้อมวงกันรอบกระถางไฟ บนกระถางไฟวางตะแกรงเหล็กอันหนึ่งเอาไว้ ย่างเหนียนเกา (เค้กข้าวหรือขนมเข่ง)และก้อนเต้าหู้จนเริ่มกลายเป็นสีเหลืองทอง นี่น่าจะถือเป็นอาหารมื้อดึกได้แล้วพ่อลูกแซ่จูคู่นั้นได้หลุดพ้นจากสัญชาติทาสมานานแล้วติดตามหลี่เป่าเจินคุณชายของตัวเองเตร็ดเตร่เร่ร่อนอยู่ข้างนอกมายี่สิบกว่าปี ผ่านการขัดเกลาในที่ว่าการและสนามรบในอีกรูปแบบหนึ่งที่มองไม่เห็นแสงดาบแสงกระบี่ ทุกวันนี้จูเหอและจูลู่ก็เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองและผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกกันแล้ว ฝ่ายหลังเพิ่งจะฝ่าทะลุขอบเขตไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาผู้ฝึกยุทธเฒ่า อายุเกือบหกสิบปี จอนผมสองข้างเริ่มออกเป็นสีขาวหลินเจิ้งเฉิงหันหน้าไปมองผู้เฒ่าคนนั้น ยิ้มถาม “จูเหอพวกเราไม่ได้เจอกันนานหลายปีแล้วกระมัง”จูเหอพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “จากครั้งก่อนที่ได้เจอกัน ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะยี่สิบปีแล้ว”ปีนั้นหลินเจิ้งเฉิงคือคนในท้องถิ่นของเมืองเล็กกลุ่มแรกสุดที่ออกไปจากถ้ำ สวรรค์หลีจู ย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวง ส่วนจูเหอที่แม้ว่าจะเป็นองค์รักษ์ของตระกูลหลี่ของตรอกฝูลู่ ถือเป็นบ่าวที่เกิดในตระกูล แต่ในอดีตตอนอยู่ในเมืองเล็ก หลินเจิ้งเฉิงเป็นขุนนางผู้ช่วยของที่ว่าการผู้ตรวจการ เขาก็มักจะไปตรวจสอบดูเตาเผาพร้อมกับขุนนางผู้ตรวจการเป็นประจำ ฝ่ายตระกูลหลี่ก็มีเตาเผามังกรเป็นของตัวเอง ล้วนเป็นจูเหอที่ดูแลกิจธุระต่างๆ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมักจะได้เจอกันบ่อยๆ จึงไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกันหลินเจิ้งเฉิงหันหน้ามาถาม “จูลู่ เจ้าแต่งงานหรือยัง?”สตรีส่ายหน้าเบาๆ ด้วยท่าทางระมัดระวังสำ รวม “ยังไม่ได้แต่งงาน”หลินเจิ้งเฉิงพยักหน้า “รู้ว่าเจ้าจิตใจทะเยอทะยานมาตั้งแต่เด็กแล้ว”จูลู่มีสีหน้าเขินอายอันที่จริงหลี่เป่าเจินค่อนข้างจะอิจฉาพ่อลูกคู่นี้ ได้พูดคุยรำลึกความหลังกับหลินเจิ้งเฉิงสองสามประโยค ไม่เหมือนกับตนที่วันนี้มาเยือนศูนย์ตัดต้นไม้ก็เพื่อกราบไหว้ภูเขาเท่านั้นเกี่ยวกับหลินเจิ้งเฉิงขุนนางในที่ว่าการผู้ตรวจการเก่าที่อำพรางตัวอย่างลึกล้ำผู้นี้ หลี่เป่าเจินแค่อาศัยข้อมูลเล็กน้อยก็รู้น้ำตื้นน้ำลึกได้คร่าวๆ แล้วก็เหมือนอย่างผู้ว่าจังหวัดอวี๋โจวที่เป็นขุนนางระดับสามชั้นเอกผู้ยิ่งใหญ่ที่มิอาจเปิดอ่านเอกสารของขุนนางสำ นักทอผ้าที่เป็นระดับสี่ชั้นโทซึ่งอยู่ใต้การปกครองของตัวเองได้ นี่ก็คือความมั่นใจของหลี่เป่าเจินและในอดีตหลี่เป่าเจินที่เป็นขุนนางหลักผู้ดูแลรายงานข่าว