ตอนที่ 2485
บทที่ 958.4 บนยอดเขาชิงผิง
October 21, 2026
“นอกจากนี้ก็คือเหยาเซียนจือ เย่อวิ๋นอวิ๋นและหวงถิง แขกกลุ่ม นี้จะใช้สถานะของแขกผู้เข้าร่วมงานพิธีมาจุดธูปคารวะก่อน รอ กระทั่งการประชุมศาลบรรพจารย์ครั้งแรกของพวกเราสิ้นสุดลง เมื่อ พวกเขาต่างก็มีสถานะผู้ถวายงานและเค่อชิงกันแล้ว ก็จะใช้สถานะ ของคนครอบครัวเดียวกันเดินเข้ามาในศาลบรรพจารย์สำ นักกระบี่ ชิงผิงอย่างเป็นทางการครั้งแรก หึ เท้าหน้าเพิ่งเดินออกไป หมุนตัว มาเท้าหลังก็เดินกลับเข้ามาแล้ว” ชุยตงซานหัวเราะร่าถามว่า “อาจารย์ไม่ถามหรือว่าตำแหน่ง แขวนรูปเหมือนในศาลบรรพจารย์สำ นักเบื้องล่างของพวกเราจัด การกันอย่างไร?” เฉินผิงอันเอ่ยเสียงขุ่น “ใครเป็นเจ้าสำ นักของสำ นักเบื้องล่าง คนผู้นั้นก็ปวดหัวไปเองสิ” ชุยตงซานหยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมาจากชายแขนเสื้อ “รายชื่อพวกนี้ อาจารย์ลองดูก่อน” กระดาษสามแผ่น อันที่จริงเป็นแค่การทำให้พอเป็นพิธีเท่านั้นสมาชิกทำเนียบตระกูลของสำ นักเบื้องล่างทุกคน รวมไปถึงสมาชิกศาลบรรพจารย์ของสำ นักกระบี่ชิงผิง หรือก็ คือคนที่มีที่นั่งอยู่ในศาลบรรพจารย์บนยอดเขาชิงผิง รวมทั้งหน้าที่ที่ เป็นรูปธรรมของพวกเขาในสำ นักกระบี่ชิงผิง สุดท้ายก็คือแขกที่มาร่วมงาน เฉินผิงอันยังคงรับมาอ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง พอเห็นสองชื่อ ที่อยู่บนกระดาษแผ่นสุดท้ายก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “หลิวจวี้เป่าและอวี้ พ่านสุ่ยมาอยู่ในรายชื่อของผู้เข้าร่วมพิธีได้อย่างไร?” ชุยตงซานยิ้มกล่าว “เรื่องของการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ อาจารย์ คิดว่าอยากจะดึงสกุลหลิวธวัลทวีปและราชวงศ์เสวียนมี่มาเข้าร่วม ด้วยไม่ใช่หรือ คนโง่เงินเยอะหลอกได้ง่ายอย่างไรล่ะ” เฉินผิงอันขมวดคิ้วน้อยๆ ชุยตงซานรีบพูดด้วยสีหน้าจริงจังทันที “อาจารย์วางใจเถอะ พวกเขามาแล้วก็รับผิดชอบแค่การมอบเงินให้ก่อนเท่านั้น การแบ่งส่วนแบ่งหลังจบเรื่องจะไม่อนุญาตให้พวกเขาทั้งสองฝ่าย อาศัยเรื่องการขุดเจาะลำน้ำใหญ่มาประคับประคองราชวงศ์หรือ ภูเขาจวนเซียนให้เป็นหุ่นเชิดอยู่ในใบถงทวีปแห่งนี้อย่างลับๆ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้การลงนามบนหน้ากระดาษ อันที่จริงไม่ได้มีประโยชน์มากนัก กลับกลายเป็นว่าต้องการ…สัญญาแห่งวิญญูชน เสียมากกว่า” พูดมาถึงตรงนี้ ชุยตงซานก็เริ่มขยับเท้าเดินออกห่าง “ศิษย์ จะมีบารมี มีหน้ามีตาอะไรจากไหนได้ แน่นอนว่าย่อมทำไม่ได้ ทำ ไม่ได้เด็ดขาด” “ดังนั้นจึงยังต้องให้อาจารย์เป็นคนออกหน้าด้วยตัวเอง!” ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับยิ้มน้อยๆ หันหน้ามากวักมือเรียก ลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจคนนี้ โดยไม่ทันรู้ตัว คนทั้งสามก็เดินมาถึงตีนเขาของภูเขาโฉวโหมว แล้ว เฉินผิงอันเงยหน้ามองไปทางภูเขาเซียนตู สำ นักเบื้องล่างของ ภูเขาลั่วพั่ว ทางฝั่งหน้าประตูภูเขาของยอดเขาชิงผิงจะแขวน คำกลอนคู่ที่อู๋ซวงเจี้ยงมอบให้ คือสมบัติพิทักษ์ภูเขาของแท้แน่นอน ตัวอักษรทุกตัวที่อยู่บนคำกลอนล้วนมีท่วงทำนองอย่างหาที่ สิ้นสุดไม่ได้ เป็นจุดรวมแห่งกลิ่นอายของเทพ ก่อนจะพักผ่อน เฉินผิงอันคิดว่าจะไปพบจางซานเฟิงที่ยอดเขา มี่เซวี่ยก่อน ส่วนหยวนหลิงเตี้ยนแห่งยอดเขาจื่อเสวียนซึ่งเป็นศิษย์พี่ของ จางซานเฟิง อันที่จริงยังเป็นเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของภูเขาลั่ว พั่วบ้านตน บอกให้ชุยตงซานไปทำธุระของตัวเอง จากนั้นก็ให้หมี่ลี่น้อยไป เฝ้าคืนกับเผยเฉียนต่อ ผลคือเฉินผิงอันเดินไปถึงเรือนหลังนั้น เพียงลำพัง หยวนหลิงเตี้ยนกลับบอกว่าศิษย์น้องจางซานเฟิงกำลัง นั่งเข้าฌาน เขาจึงได้แต่ถอยออกมา เพราะคิดว่าจะพักผ่อนแค่ครู่สั้นๆ เท่านั้น เฉินผิงอันจึงไม่ได้ไป ยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในถ้ำ สวรรค์เล็ก เพราะถึงอย่างไรบนภูเขาก็ ยังมีแขกที่มาเข้าร่วมงานพิธีอีกไม่น้อยที่ต่างก็เพิ่งเคยขึ้นเขา มาเป็นครั้งแรก อย่างเช่นเจินเหรินผู้เฒ่าเหลียงส่วง กลุ่มคนของ สำ นักกุยหยก แน่นอนว่ายังมีผู้คุมกฎถานหรงแห่งผูซาน สถานที่พักผ่อนชั่วคราวของเขา ดูเหมือนชุยตงซานจะตั้งใจ เตรียมไว้ให้ศิษย์น้องจ้าวซู่เซี่ยโดยเฉพาะ ขนาดเรือนไม่ใหญ่มาก มีลานบ้านสองชั้น เฉินผิงอันเลือกห้องห้องหนึ่งเฉินผิงอันเพิ่งจะนั่งขัดสมาธิ เตรียมจะหลับตาพักผ่อนจิตใจสักครู่หนึ่งกลับสังเกตเห็นว่าบนเส้นทางนอกประตูมีแม่นางน้อยคนหนึ่งกำลังวิ่งมา หลังจากเข้ามาใกล้เรือนหลังนี้แล้วก็เริ่มเขย่งเท้าเดินเบาๆ ก่อนจะหยุดยืนนิ่งอย่างเงียบเชียบ ทำหน้าที่เป็นเทพทวารบาลเฝ้าอยู่หน้าประตู ในมือถือไม้เท้าไม้ไผ่เขียว ในอ้อมอกกอดคานหาบสีทองเฉินผิงอันจึงยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน เดินไปนอกประตูในเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากยอดเขามี่เซวี่ยแห่งนี้ไปไม่ไกลหลิวจิ่งหลงมองลูกศิษย์ที่มีท่าทางอับอายแล้วยิ้มถามว่า “เป็นอะไรไป?”ตามหลักแล้วเฉินผิงอันกลับมาที่ภูเขาเซียนตู ป๋ายโส่วก็น่าจะเหมือนได้กินยาสงบใจเม็ดหนึ่งเข้าไปแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าอยู่ดีๆจะถูกเผยเฉียนซ้อมอีกใบหน้าของป๋ายโส่วเต็มไปด้วยความพะวักพะวน ไหล่ลู่คอตกเอ่ยว่า “ต้องโทษเจ้าป๋ายเสวียนนั่นแหละที่สร้างปัญหายากใหญ่เทียมฟ้าให้ข้า”หลิวจิ่งหลงไม่ถามถึงสาเหตุป๋ายโส่วถามว่า “คนแซ่หลิว เจ้ารู้สึกว่าคนคนหนึ่งท่องอยู่ในยุทธภพ หน้าตาสำ คัญที่สุดหรือคุณธรรมน้ำใจที่ควรมาเป็นอันดับหนึ่ง?”หลิวจิ่งหลงยิ้มกล่าว “อย่าถามข้า เจ้าคิดเอาเองเถอะ”ป๋ายโส่วใช้สองมือขยุ้มหัว เอ่ยอย่างหงุดหงิด “ล้วนแซ่ป๋ายเหมือนกัน เหตุใดต้องสร้างความลำบากใจให้คนแซ่ป๋ายเหมือนกันด้วย”ที่แท้ป๋ายเสวียนก็มีสมุดเล่มหนึ่งที่จดชื่อไว้ไม่น้อย เรียกอย่างไพเราะว่าตำราวีรบุรุษ ด้านในล้วนมีแต่ลูกผู้ชายที่กระดูกแข็งหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีก่อนหน้านี้ป๋ายเสวียนยังถามป๋ายโส่วว่าอยากให้พวกเราสองพี่น้องได้สร้างวีรกรรมร่วมกันหรือไม่ ในอนาคตจะได้ทวงความเป็นธรรมจากใครบางคนได้หากว่าช่วยป๋ายเสวียนปิดบังเรื่องนี้ ป๋ายโส่วรู้สึกว่ากระดาษไม่อาจห่อหุ้มไฟได้ สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วจะต้องโดนซ้อมจนได้ เหล่าชายชาตรีวีรบุรุษผู้กล้าที่ทิ้งชื่อไว้บนตำราเล่มนั้น ใครก็อย่าคิดว่าจะหนีไปได้แต่หากจะบอกว่าให้เขาเอาความลับไปบอกเผยเฉียน ป๋ายโส่วก็มิอาจข้ามผ่านหลุมในใจนั้นไปได้ ดูเหมือนว่าเขาจะไร้คุณธรรมน้ำใจในยุทธภพมากเกินไป นี่ไม่ใช่นิสัยของเขาป๋ายโส่วแต่ถ้าไม่บอกความลับก็กลัวจริงๆ ว่าเจ้าคนโง่มุทะลุอย่างป๋ายเสวียนจะแอบจดชื่อของตนลงไปด้วยแล้ว ถึงเวลาเรื่องแดงขึ้นมา ดินเหลืองเปื้อนเต็มกางเกง ต่อให้ไม่ใช่ขี้คนก็มองว่าเป็นขี้นี่ทำให้ป๋ายโส่วลังเลตัดสินใจไม่ได้ ถึงท้ายที่สุดก็คิดว่าเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ควรเอาเรื่องนี้มาบอกให้คนแซ่หลิวทราบต่อให้วันหน้าถูกเผยเฉียนตามคิดบัญชี ตนก็ยังมีพยานบุคคลหลิวจิ่งหลงฟังความลับเรื่องนั้นแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ใช่ปัญหายากอะไรเสียหน่อย ใครเรียนผูกคนนั้นก็ต้องเรียนแก้เอาเอง”“หมายความว่าอะไร?”ป๋ายโส่วฟังด้วยความมึนงง พูดอย่างมีโทสะว่า “คงจะไม่ให้ข้าก้มหัวยอมลงให้เผยเฉียนหรอกนะ ฝันไปเถอะ! ลูกผู้ชายอย่างข้า ถูกต่อยไม่กี่ทีก็ช่างเถอะ เพราะนั่นคือการประลองฝีมือที่แท้จริง ฝีมือสู้คนอื่นเขาไม่ได้ ต่อให้พ่ายแพ้ก็แพ้อย่างสมเกียรติ แต่จะให้ข้าเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน?! ให้ข้ากินตดยังจะดีกว่า…”ป๋ายโส่วรีบหุบปากทันใดหลิวจิ่งหลงกล่าวอย่างอ่อนใจ “ความหมายของข้าก็คือให้เจ้าไปหาเฉินผิงอัน เจ้าให้ข้ามาเป็นพยานบุคคลให้ก็ไม่ได้ผลเท่าไปหาอาจารย์พ่อของเผยเฉียนหรอก”ป๋ายโส่วใช้หมัดทุบฝ่ามือ “ยอดเยี่ยม!”นอกประตูห้องมีคนสองคนยืนอยู่ หนึ่งคนโตหนึ่งเด็กเฉินผิงอันชุดเขียว แม่นางน้อยชุดดำเฉินผิงอันเคาะประตูห้อง หัวเราะร่าพาหมี่ลี่น้อยเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาไอ้หมอนี่ไม่ทันเคาะประตูเรือนก็ปีนข้ามกำแพงเข้ามาแล้ว แต่ป๋ายโส่วไม่มีเวลามัวมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อีกถึงอย่างไรตลอดทั้งยอดเขามี่เซวี่ยก็เป็นถิ่นของพี่น้องบ้านตนหลังจากลุกขึ้นยืนแล้ว ป๋ายโส่วก็พูดกลั้วหัวเราะเสียงดังว่า “เฉินผิงอัน เจ้าได้ยินหมดแล้วหรือ วันหน้าป๋ายเสวียนถูกซ้อมอย่างหนักหน่วงเมื่อไหร่ เจ้าก็ต้องช่วยข้าอธิบายให้เผยเฉียนเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยนะ”ู่