ตอนที่ 2492
บทที่ 960.2 หนึ่งเท้าเจ็ดขอบเขต
October 21, 2026
เฉินผิงอันพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นหลี่เป่าผิงก็เดินขึ้น เขาด้วยฝีเท้าเร็วราวกับบิน เฉินผิงอันตามไปด้านหลังอย่างไม่ช้าไม่ เร็ว ไปถึงในศาลบรรพจารย์ยอดเขาชิงผิง หมี่ลี่น้อยได้เตรียมเก้าอี้ ตัวหนึ่งไว้รอนานแล้ว ตามคำแนะนำของชุยตงซาน นางย้ายเก้าอี้ไป วางไว้ตรงกลางระหว่างเจ้าขุนเขาคนดีกับเผยเฉียน กฎระเบียบไม่กฎระเบียบ มารยาทพิธีการอะไร ไปอยู่อีกด้าน หนึ่งก่อน หลี่เป่าผิงประสานมือคารวะทุกคนก่อน บอกกล่าวชื่อแซ่ หลี่ เป่าผิงลูกศิษย์แห่งสำ นักศึกษาซานหยา นางมองตำแหน่งเก้าอี้ของตัวเองแล้วส่ายหน้าให้อาจารย์อา น้อย เฉินผิงอันจึงขยับเก้าอี้ไปด้านหลังเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้อยู่แถว หลังอย่างเดียวดายเพียงลำพัง เมื่อเป็นเช่นนี้หลี่เป่าผิงก็ถือว่าทั้ง เข้าร่วมงานพิธีแล้วก็ถือว่าเป็นคนครอบครัวเดียวกัน เผยเฉียนยิ้มเอ่ยเรียกพี่หญิงเป่าผิง ก่อนจะรีบช่วยรินน้ำชาให้ หนึ่งถ้วยหมี่ลี่น้อยเช็ดหน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อ ปลุกความกล้าหยิบ เมล็ดแตงที่ลักษณะคล้ายภูเขาลูกเล็กออกมาจากในกระเป๋าผ้าฝ้าย วางให้กับใต้เท้าเจ้าประมุขในตำนาน เอ่ยเสียงเบาว่า “ใต้เท้า เจ้าประมุข พี่หญิงเป่าผิง ข้าชื่อโจวหมี่ลี่ เมื่อก่อนรับหน้าที่เป็น ผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาของตรอกฉีหลง ตอนนี้เป็นรองหัวหน้าสาขาย่อย ตรอกฉีหลงใต้การดูแลของศูนย์บัญชาการณ์ใหญ่เขตหลงเฉวียนแล้ว ” เผยเฉียนนึกอยากจะขุดรูมุดหนีลงไปยิ่งนัก หลี่เป่าผิงอึ้งตะลึง เพียงแต่ไม่นานก็คลี่ยิ้มหวาน “พยายามให้ มากเข้านะ” หากวันนี้แม่นางน้อยชุดดำไม่ได้พูดถึง หลี่เป่าผิงก็เกือบจะลืม ป้ายคำสั่งของประมุขศูนย์บัญชาการณ์ใหญ่ที่ตัวเองเคยมอบให้เผย เฉียนไปแล้ว รอกระทั่งเฉินผิงอันนั่งลงแล้ว ศาลบรรพจารย์ก็ดำเนิน การประชุมกันต่อ เรื่องแรกคือกฎที่ชุยตงซานตั้งให้เพื่อสำ นักกระบี่ชิงผิง ในอนาคตเมื่อศาลบรรพจารย์รับคนใหม่เข้ามา การเพิ่มเก้าอี้ทุกตัว ในศาลบรรพจารย์ยอดเขาชิงผิง ธรณีประตูล้วนไม่ต่ำผู้ฝึกตนต้องเป็นก่อกำเนิด หากเป็นผู้ฝึกกระบี่ก็ต้องเป็นโอสถ ทอง ผู้ฝึกยุทธต้องเป็นขอบเขตเดินทางไกล อีกทั้งไม่ใช่ว่าเมื่อผ่านเส้นแบ่งนี้มาแล้วก็จะต้องได้ครอบครอง เก้าอี้เสมอไป ยังต้องดูบันทึกในสมุดคุณความชอบของแต่ละคนด้วย เรื่องที่สอง การจัดการพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของแต่ละคน หมี่อวี้ผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง เหอกูลูกศิษย์ผู้สืบทอด กระบี่บิน แห่งชะตาชีวิตคือ ‘เฟยไหลเฟิง’ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมสร้างขึ้นที่ ยอดเขาอวิ๋นซ่างของภูเขาเซียนตู ผู้คุมกฎชุยเหวย ลูกศิษย์อวี๋เสียหุย กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตคือ ‘โพ่จื่อลิ่ง’ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมสร้างขึ้นที่ยอดเขาเทียนเปียน ฝ่ามือ เซียนเหรินของภูเขาเซียนตู สุยโย่วเปียน ลูกศิษย์เฉิงเฉาลู่ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ที่หอ ซ่าวฮวา ยอดเขาเจ๋อเซียนยอดเขารองของภูเขาเซียนตู ผู้ฝึกกระบี่เถาหรานขอบเขตโอสถทอง พื้นที่ประกอบพิธีกรรม อยู่ที่ยอดเขาจูซาของภูเขาเซียนตู สมาชิกของศาลบรรพจารย์ทั้งสี่คนนี้เป็นผู้ฝึกกระบี่พอดี ดังนั้น พื้นที่ประกอบพิธีกรรมจึงต้องอยู่ที่ภูเขาเซียนตูซึ่งเป็นภูเขาบรรพบุรุษ ของสำ นักกระบี่ชิงผิงชุยตงซานยิ้มเอ่ย “เซียนกระบี่เถา ตอนนี้ใครก็อย่าได้จัดงานพิธี เปิดยอดเขาเลย วันหน้ารอให้เจ้าได้เลื่อนเป็นขอบเขตก่อกำเนิด พวกเราค่อยชดเชยให้เซียนกระบี่เถาดีๆ จัดงานใหญ่ๆ ให้สักครั้ง” เถาหรานพยักหน้ารับเงียบๆ ไม่มีความเห็นต่างส่วนขอบเขตก่อกำเนิดอะไรนั่น แค่ฝันไปก็พอแล้ว ไม่มีงานพิธีเปิดยอดเขาของโอสถทองโดยเฉพาะก็ยิ่งดี ตนจะได้ไม่ต้องสร้างความอับอายขายหน้าให้กับภูเขาเซียนตูชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ พื้นดินของศาลบรรพจารย์ก็มีไอหมอกลอยขึ้นมา เผยภาพลักษณะของภูเขาสายน้ำแถบหนึ่ง ก็คือภูเขาเจิงอวิ๋นและภูเขาโฉวโหมวสองภูเขาเสริมเหนือยอดเขาทั้งหลายมีตัวอักษรสีชาดที่แตกต่างกันลอยอยู่ระบุเป็นชื่อของภูเขาลูกต่างๆชุยตงซานเอ่ยว่า “อาจารย์จ้ง นอกจากท่านจะมีเรือนอยู่บนยอดเขามี่เซวี่ยภูเขาเซียนตูแล้ว สถานที่ที่ใช้จัดการกิจธุระอย่างแท้จริง ข้าแนะนำว่าให้ย้ายมาอยู่ทางฝั่งของภูเขาอวิ๋นเจิงนี้ ส่วนภูเขาอวิ๋นเจิงลูกนี้ ข้าจะรับหน้าที่เป็นเจ้าขุนเขาคนแรก ส่วนยอดเขาหลักอย่างยอดเขาอู๋เฉา ก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของข้า อาจารย์จ้งอย่าได้รู้สึกว่าต้องพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของคนอื่นเด็ดขาด อีกอย่างต่อจากนี้อาจารย์จ้งก็ควรจะรับลูกศิษย์ได้บ้างแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องรบกวนให้อาจารย์จ้งเหน็ดเหนื่อยแล้ว เพราะข้าคิดว่าในช่วงเวลาอันใกล้นี้จะสร้างสำ นักศึกษาส่วนตัวแห่งหนึ่งขึ้นมาบนยอดเขาโฉวโหมว ขอเชิญให้อาจาร์จ้งมารับหน้าที่เป็นเจ้าขุนเขาของสำ นักศึกษาคนแรก”จ้งชิวยิ้มเอ่ย “ไม่มีปัญหา”ชุยตงซานถาม “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ เจ้าคิดจะเปิดยอดเขาเฉพาะของตัวเองไว้ที่ภูเขาเซียนตูหรือว่าภูเขาอวิ๋นเจิง?”เผยเฉียนเอ่ยอย่างไม่ลังเล “ภูเขาอวิ๋นเจิงแล้วกัน”นางกวาดตามองภาพนั้นแล้วเอ่ยต่ออีกว่า “ข้าจะสร้างกระท่อมไว้ใกล้กับศาลาตกปลาที่ตั้งอยู่กลางป่าไผ่เขียวแห่งนั้น”เฉินผิงอันพลันเอ่ยว่า “ยอดเขาหมิ่งติ่งของภูเขาอวิ๋นเจิงให้เป็นของข้าก็แล้วกัน”เผยเฉียนเม้มปากแน่นสะกดกลั้นรอยยิ้มในบางความหมายแล้ว อาจารย์และศิษย์สองคนต่างก็เคยเรียนหมัดมาจากคนคนเดียวกันและผู้เฒ่าที่มักจะอยู่บนชั้นสองของเรือนไม้ไผ่ท่านนั้นก็มีกระบวนหมัดหนึ่งที่ชื่อว่ากระบวนท่าไอเมฆเหนือบึงใหญ่ดังนั้นไม่ว่าเผยเฉียนจะเลือกศาลาตกปลาของภูเขาอวิ๋นเจิงหรือเฉินผิงอันเป็นฝ่ายขอครอบครองยอดเขาหมิ่งติ่ง นี่ก็คือความรู้ใจกันอย่างหนึ่งของอาจารย์และศิษย์คู่นี้ชุยตงซานยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เฉาฉิงหล่างจะเป็นเจ้ายอดเขารุ่นแรกของยอดเขาจิ่งซิงภูเขาโฉวโหมว ขอบเขตโอสถทองเปิดยอดเขาตามกฎ ไม่ถือว่าเป็นการผิดกฎอะไร ส่วนเจ้าขุนเขารุ่นแรกของภูเขาโฉวโหมว ตอนนี้ปล่อยว่างไว้ก่อนชั่วคราวก็แล้วกัน”“อู๋โกว เซียวม่านอิ่ง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพวกเจ้าอยู่ด้านข้างถนนอวิ๋นตี้ เรื่องของการสร้างจวนต่อจากนี้ พวกเจ้าสามารถใช้ยันต์มัลละได้เองเลย”“สหายชิงถง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่บนที่ราบอี้หรานภูเขาโฉวโหมว ความสูงของยอดเขาแห่งนี้เป็นรองแค่ยอดเขาอู๋เฉาทัศนียภาพก็ไม่เลว เป็นอย่างไร?”ชิงถงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม กุมหมัดเอ่ยว่า “ต้องขอขอบคุณเจ้าสำ นักชุยแล้ว”ในฐานะเค่อชิง ต่อให้เป็นเค่อชิงอันดับหนึ่งอย่างหวงถิง ตามกฎแล้วก็ยังไม่สามารถเปิดยอดเขาเป็นของตัวเอง ไม่อาจยึดครองภูเขาลูกใดได้ อย่างมากสุดก็ได้แค่มีจวนอยู่ในภูเขา แต่ผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของจวนเซียนและสำ นักกลับไม่เหมือนกันนอกจากที่ราบอี้หรานของชิงถงแล้ว ฉิวตู๋ฉิวเฒ่าก็ถูกชุยตงซานจัดการให้ไปอยู่บนยอดเขาโผซัวของภูเขาโฉวโหมว ที่นั่นคือต้นกำเนิดน้ำของภูเขาโฉวโหมวเห็นได้ชัดว่าความคิดของชุยตงซานก็คือผู้ฝึกกระบี่จะต้องมาฝึกตนหลอมกระบี่อยู่บนยอดเขาต่างๆ ของภูเขาบรรพบุรุษ ผู้ฝึก