ตอนที่ 2494
บทที่ 960.4 หนึ่งเท้าเจ็ดขอบเขต
October 21, 2026
เห็นเพียงว่านอกประตูมีนักพรตเฒ่าคนหนึ่งเผยกาย พา คนหนุ่มร่างอ้วนและคุณชายอีกสองคนเดินข้ามธรณีประตู เข้ามาอย่างครึกครื้น เห็นว่านักพรตเฒ่ายังคงเดินข้ามธรณีประตูมาตรงๆ เดินเข้ามาในห้อง ยื่นมือไปหยิบเทียบยาเขียนมือฉบับหนึ่งขึ้น มา เนื้อหาซึ่งเป็นบทนำบนกระดาษแผ่นนั้นมีความรู้อย่างมาก บอกว่าใต้หล้าในทุกวันนี้ หมอมักจะชอบใช้หลักหวังเต้าในการ รักษาโรค โดยที่ไม่รู้เลยว่าหลักหวังเต้านั้นมีความรุนแรง หาก ใช้ยาโดยไม่ระวังให้ดี กลับจะยิ่งเป็นการเพิ่มโรค ข้าจึงไม่ ใช้หลักหวังเต้า แต่ใช้หลักป้าเต้าในการรักษาแทน คือวิธีที่ สามารถดึงแก่นวิญญาณและขับสารที่ไม่จำ เป็นของตัวยา ออก เหลือเพียงลมปราณที่บริสุทธิ์บางเบา เพียงเท่านี้ก็จะ มีแต่ประโยชน์ไม่เกิดอันตรายใดๆ เนื่องจากรู้ตัวตนที่แท้จริงของคนแต่งตำรา นักพรตซุน จึงไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเอาสองคำว่า ‘หวังป้า’ มาใช้อย่างส่งเดชอู๋เซี่ยที่ห้ามแล้วแต่ไม่เป็นผลอดไม่ไหวพึมพำเบาๆ ว่า “ทำไมถึงฟังภาษาคนไม่เข้าใจกันนะ” เยี่ยนจั๋วเริ่มรอคอยที่จะได้เห็นภาพสหายผู้นี้ไปกวาด ลานบ้านในอารามเสวียนตูเสียแล้ว เห็นเพียงว่านักพรตผู้เฒ่าวางตำราลง เหลือบมองอู๋เซี่ย แค่มองก็รู้ว่าเป็นพวกที่ชอบแสร้งทำเป็นมีรสนิยม ตรงเอว ลำพังแค่หยกพกและถุงหอมก็ห้อยเรียงกันเป็นตับ จึงยิ้มเอ่ย สัพยอกว่า “พี่ชายน้อยท่านนี้เป็นร้านผ้าห่อบุญตั้งแผง ขายของหรืออย่างไร วันหน้าผินเต้าจะช่วยแนะนำคนบน เส้นทางเดียวกันให้เจ้ารู้จักดีไหม?” หากไม่เป็นเพราะออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก อีกทั้งบน โต๊ะยังมีผลงานที่เต็มไปด้วยถ้อยคำล้ำค่าเล่มนั้นวางอยู่ อู๋ เซี่ยคงเปิดปากด่าคนไปแล้ว และคงไม่พ้นได้เอ่ยประโยคว่า ต้องการให้นายท่านใหญ่ส่งเจ้าไปพบบรรพบุรุษหรือไม่ “ไม้ไผ่ไม่ว่ายาวหรือสั้นล้วนเป่าได้ แต่ต้องเจาะรูไปตาม วัสดุ พวกเจ้าทั้งหลายถูกเขาเลือกเป็นวัตถุดิบที่สร้างได้ ถือว่า โชคไม่เลว”นักพรตซุนหยิบกระบอกไม้ไผ่ท่อนหนึ่งขึ้นมาชั่งน้ำหนัก เล็กน้อย ถามชวนคุยว่า “สตรีปักบุปผาที่พาพวกเจ้ามาพักที่นี่ ล่ะ?” เพราะถึงอย่างไรหลงซือผู้นั้นก็เป็นผู้ฝึกตนบรรลุมรรคา ที่เคยเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานถึงสองครั้ง อีกฝ่าย จงใจอำพรางร่องรอย หากคิดจะหาตัวจริงๆ ก็ค่อนข้าง ยากลำบากอยู่บ้าง แล้วนับประสาอะไรกับที่ซุนไหวจงก็ไม่คิดจะเปลืองแรง ทำเช่นนี้ คนทั้งสามหันมามองหน้ากัน ต่างก็รู้สึกคลางแคลงอยู่ บ้าง หรือว่าชิงหลิงที่เป็นทั้งอาจารย์เป็นทั้งสหายผู้นั้นจะเป็น ผู้ฝึกตนหญิงจริงๆ? หากเป็นบุรุษก็ไม่เท่าไร รูปโฉมหยาบกระด้าง ต่อให้บน ศีรษะปักดอกไม้ จะดีจะชั่วก็ยังได้ชื่อเสียงว่าเป็นคนประหลาด ที่โดดเด่น แต่หากว่าเป็นสตรี…ก็ออกจะอัปลักษณ์ไปหน่อย จริงๆชุนเซ่อถามอย่างระมัดระวังว่า “นักพรตผู้เฒ่าจะถามว่า สหายชิงหลิงไปไหนหรือ?” นักพรตซุนพยักหน้า “ข้ามาหาเขาเพื่อรำลึกความหลัง” สีหน้าของนางเผยความลำบากใจ ทั้งกลัวว่าอีกฝ่าย จะเป็นผู้มาเยือนที่เจตนาไม่ดี ถูกศัตรูบุกมาหาถึงที่ ทั้งยังกลัว ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาหาเรื่อง แต่เป็นเพราะตนเปิดเผยร่องรอยให้ เขารู้ หลังจบเรื่องจะถูกสหายชิงหลิงอาฆาตแค้น ทำให้นาง ต้องเดือดร้อนไปด้วยเปล่าๆ ผลคือรอกระทั่งหางตาของนางมองประเมินสหายสอง คนที่อยู่ข้างกายที่ต่างก็แสร้งทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้ วางมาดว่า ลอยตัวสูงอยู่เหนือเรื่องราว ชุนเซ่อก็ได้แต่แข็งใจถามว่า “นักพรตผู้เฒ่า ในเมื่อ มาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน จะมารำลึกความหลังกับสหายชิงหลิง ท่านสามารถบอกฉายาและตัวตนของท่านได้หรือไม่?” นักพรตผู้เฒ่าหัวเราะร่วน “ไม่ได้” อู๋เซ่อเดือดดาลมากแล้ว แต่ก็ยังฝืนนิสัย กดเสียงต่ำ พึมพำหนึ่งประโยคว่า “ไม่รู้จักดีชั่วเช่นนี้ ระวังว่าออกจากบ้านจะไม่มีเพื่อน” นักพรตซุนมองหน้าต่างแวบหนึ่งแล้วหัวเราะ “สุนัข ไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจม ชอบเคาะหน้าต่างมองสาวงาม หาก ไม่ใช่จิ้งจอกก็คือผี”ใช้หัวเข่าคิดก็ยังรู้ว่าหากเจ้าหมอนั่นได้เจอการกระทำที่มีความเป็นไปได้ว่าต่อให้ต้องตายใต้แสงจันทร์หน้าบุปผา แม้จะกลายเป็นผีก็ยังสง่างาม ก็คงจะต้องโหวกเหวกพูดว่า รีบหลบไปเร็วเข้า ให้ข้าทำเองผู้ฝึกตนหลายคนที่อายุมากแล้ว ตอนที่อายุน้อยกับอายุมากก็คือคนสองคนหลงซือผู้นั้นกลับเป็นคนประเภทเดียวกันอย่างที่หาได้ยาก ลุ่มหลงในรักอยู่ตลอด เพียงแต่ชอบทำตัวเจ้าชู้เสเพลราวกับกลัวว่าคนอื่นจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนรักเดียวใจเดียวอย่างไรอย่างนั้นและ ‘คนอื่น’ ที่ว่านี้ อันที่จริงก็มีแค่คนเดียว คนที่คนลุ่มหลงในรักรักลุ่มหลงนักพรตซุนถอนหายใจในใจหนึ่งที อันที่จริงเจ้าหลงซินผู่ผู้นี้ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ จึงเปิดปากเอ่ยว่า “ผินเต้ามาจากอารามเสวียนตูของฉีโจวที่อยู่ติดกัน”ชุนเซ่อได้ยินก็อึ้งตะลึงไป ส่วนชิวเย่ก็มองอย่างกึ่งเชื่อกึ่งกังขามีเพียงอู๋เซี่ยที่ตวาดอย่างเดือดดาล พูดบ่นกับสหายทั้งสองคนว่า “มัวอึ้งกันอยู่ทำไม เร็วเข้าสิ พวกเรารีบโขกหัวให้เทพเซียนผู้เฒ่าด้วยกัน!”เยี่ยนจั๋วแยกเขี้ยว แค่ได้ยินคำว่าอารามเสวียนตูก็ทำตัวเกินจริงเช่นนี้เลยหรือนักพรตซุนโบกมือ “ไม่ต้อง พวกเจ้าไม่ใช่นักพรตของอารามเสวียนตูเสียหน่อย พบเจอกันบนเส้นทางล้วนถือว่าเป็นสหาย อยู่ดีไม่ว่าดีพวกเจ้าก็โขกหัวให้คนอื่นแบบนี้ เข้าท่าเสียที่ไหน”ชิวเย่ผู้นั้นพลันถามว่า “นักพรตผู้เฒ่าเคยได้ยินชื่อหงเซียนจ่างที่มาจากหงผิงซึ่งรับหน้าที่อยู่ในหมอถัวของศาลบรรพจารย์อารามเสวียนตูหรือไม่? ได้ยินว่าเมื่อหลายปีก่อนได้เลื่อนขั้นไปรับหน้าที่เป็นโส่วจั้วที่อารามของแคว้นหนึ่งในฉีโจวแล้ว”นักพรตยิ้มพลางส่ายหน้า “ใคร? ไม่เคยได้ยิน อารามค่อนข้างใหญ่ บางทีผินเต้าอาจไม่เคยเจอหงเซียนจ่างที่มาจากสายหมอถัวผู้นี้ด้วยซ้ำ แต่วันหน้าผินเต้าสามารถกลับไปพูดคุยกับเขาได้ว่าไปที่หย่งโจวได้อย่างไร แล้วสนิทกับสหายได้อย่างไร”อารามของลัทธิเต๋าแห่งหนึ่งมีการแบ่งเป็นสามตู ห้าจู่แปดจื๋อซื่อใหญ่ สิบแปดโถว เบื้องล่างคนพวกนี้ต่างก็ปกครองเต้ากวานอีกกลุ่มใหญ่นับประสาอะไรกับที่อารามขนาดใหญ่ของใต้หล้าที่มีน้อยจนนับนิ้วได้อย่างอารามเสวียนตูนี้ หากรวมกับอารามเต๋าน้อยใหญ่อีกร้อยกว่าแห่งที่นอกเหนือจากศาลบรรพจารย์แล้ว ตลอดทั้งในอาณาเขตฉีโจวก็ล้วนถือเป็นของสายอารามเสวียนตู ลำพังแค่เต้ากวานที่มีทำเนียบอย่างเป็นทางการก็มีเกือบหนึ่งแสนคนแล้ว เต้ากวานส่วนใหญ่ บางทีชั่วชีวิตนี้อาจไม่เคยได้พบเจอเจ้าอารามผู้เฒ่ากับตาตัวเองมาก่อนก็เป็นได้อีกทั้งนับประสาอะไรกับที่การประชุมในศาลบรรพจารย์ของอารามเสวียนตูก็ไม่ใช่ว่าเจ้าอารามผู้เฒ่าจะเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง การประชุมประมาณสิบครั้ง ไปเข้าร่วมแค่สองสามครั้งก็ถือว่าไม่เลวแล้วสีหน้าของชิวเย่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยิ้มเอ่ยว่า“เจ้าอารามผู้เฒ่าอย่าได้คิดเป็นจริงเป็นจัง ข้าแค่แต่งเรื่องขึ้นมาส่งเดชเท่านั้น ไหนเลยจะมีหงเซียนจ่างแห่งสายหมอถัวศาลบรรพจารย์อารามเสวียนตูอะไร เต้ากวานของอารามเสวียนตูผู้สูงส่งจะใช่คนที่ผู้ฝึกลมปราณซึ่งมีชาติกำเนิดอย่างข้าสามารถตีสนิทได้อย่างไร”เยี่ยนจั๋วเริ่มเป็นกังวลกับจุดจบของเจ้าหมอนี่แล้วใต้หล้ามืดสลัวมีคำสุภาษิตประโยคหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมาก เอาไว้ใช้แนะนำพวกคนที่ชอบพูดครึ่งๆกลางๆ ทั้งหลาย ไม่เพียงแต่จะแพร่หลายอยู่ท่ามกลางเต้ากวานของมณฑลต่างๆ แม้แต่ในหมู่ชาวบ้านของแต่ละแคว้นทั้งเด็กผู้หญิงและคนชราก็ล้วนรับรู้กันหมด‘คราวก่อนคนที่พูดจาครึ่งๆ กลางๆ ผู้นั้นได้ไปกวาดพื้นยกน้ำอยู่ในอารามเสวียนตูแล้ว’เพราะถึงอย่างไรนักพรตซุนของอารามเสวียนตูใหญ่มรรคกถาสูงก็สูงอยู่ แต่จิตใจกลับคับแคบอย่างมาก