ตอนที่ 135
บทที่ 135 เด็กๆ! ใช้กฎตระกูล!
October 28, 2026
องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังของจวินฉีเซิ่งถือหีบของขวัญสีขาวอยู่ในมือ ช่วงนี้เนื่องด้วยเรื่องของเขตเมืองสองแห่งนั้น เขาจึงอารมณ์ไม่ดีนัก เดิมทีเที่ยวนี้ไม่ต้องการมา หากมิใช่หยินซวงซวงเอ่ยถึงการแต่งงานระหว่างทั้งสองแคว้น ที่จำต้องมาแสดงความเสียใจในนามแคว้นฉีด้วยความเคารพ เขาจะไม่มีทางมาเป็นแน่
จวินฉีเซิ่งได้มาถึงหน้าประตูจวนแล้ว ฉินเจิ้งเป่าก็ได้ออกมาต้อนรับโดยที่สวมชุดไว้ทุกข์ แล้วกล่าวอย่างเคารพนอบน้อมว่า "คารวะฮ่องเต้ฉีพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่ต้องมากพิธี วันนี้ข้ามาเพื่อแสดงความเสียใจด้วย ไม่ต้องมีพิธีการสำหรับจักรพรรดิขุนนางหรือว่าทูตเลย"
"ขอบพระทัยในพระเมตตาของฮ่องเต้ฉี เชิญเข้ามาทรงจุดธูปสักดอกเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
จวินฉีเซิ่งทรงพยักหน้าเล็กน้อย ขณะที่ทรงเสด็จเข้าไปก็เห็นฉินโม่เอ๋อร์สวมกระโปรงสีขาว บนเส้นผมปักปิ่นปักผมหยกขาวเอาไว้ ที่ติ่งหูใส่ต่างหูหยกขาวอยู่ ช่างดูน่าเอ็นดูเวทนายิ่งนัก
"คนนี้......"
"คนนี้คือบุตรสาวของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินเจิ้งเป่าก็ไม่ได้พูดให้ชัดเจน ทว่าตะโกนว่า "โม่เอ๋อร์ ยังไม่รีบมาคารวะฮ่องเต้ฉีอีก"
จวินฉีเซิ่งถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า เป็นหญิงสาวที่สวยสดงดงามในงานเลี้ยงแห่งแคว้นผู้นั้น ตระกูลฉินมีลูกสาวเพียงคนเดียวนี้ และก็เป็นนางสนมในภายหน้าของพระองค์ด้วย
บนหน้าของฉินโม่เอ๋อร์คลุมผ้าลูกไม้สีขาวเอาไว้ สามารถมองเห็นโครงร่างใบหน้าได้เล็กน้อย
ฉินโม่เอ๋อร์โค้งคำนับแล้วกล่าวว่า "โม่เอ๋อร์คารวะฮ่องเต้ฉีเพคะ"
สายตาของจวินฉีเซิ่งได้ตกลงบนร่างของฉินโม่เอ๋อร์จริงๆ ลมได้พัดมาที่ร่างของฉินโม่เอ๋อร์ราวกับว่าจะพัดพาฉินโม่เอ๋อร์ไปเช่นนั้น ทำให้ผู้คนมองดูแล้วจิตใจสั่นไหว
"เหตุใดคุณหนูฉินถึงสวมผ้าคลุมหน้าล่ะ?"
น้ำเสียงของฉินโม่เอ๋อร์ช่างน่าไพเราะราวกับเสียงของนกกระจิบ แล้วกล่าวว่า "ก่อนที่จะออกเรือน หญิงสาวในเรือนจะต้องสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ จึงจะสามารถมอบให้กับสวามีในภายหน้าได้อย่างสะอาดหมดจดเพคะ"
ความหมายของฉินโม่เอ๋อร์ช่างชัดเจนยิ่งนัก
จวินฉีเซิ่งทรงชื่นชอบหญิงสาวที่โอนอ่อนนอบน้อมเสมอมา มีกลิ่นหอมจางๆลอยออกมาจากร่างกายของฉินโม่เอ๋อร์ ซึ่งทำให้ผู้คนดมแล้วก็สามารถขจัดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยไปได้ และกลิ่นหอมของหญิงสาวก็ยิ่งทำให้คนเกิดความคิดเกินเลยขึ้นไปอีก
มุมปากของฉินโม่เอ๋อร์ปรากฏรอยยิ้มจางๆขึ้น และยิ่งกำถุงเครื่องหอมในแขนเสื้อเอาไว้แน่นมากขึ้นอีก
ในวันนี้ อี๋เหนียงรองถึงจะถือว่าได้เตรียมพิธีศพทั้งหมดได้เรียบร้อยดี โลงศพของฮูหยินใหญ่และกู้ชิวเซียงส่งออกไปพร้อมกัน ตระกูลฉินก็มาถึงด้วยใบหน้าบูดบึ้ง แต่ไม่ได้เป็นเพราะกู้หนานเฉิง แต่เป็นเพราะหลิวเล่าฮูหยินสั่งการให้มาส่งศพฮูหยินใหญ่และกู้ชิวเซียง นี่ถึงได้มา
กู้หนานเฉิงและฉินเจิ้งเป่าไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลยสักคำ เพียงแค่แต่งกายไว้ทุกข์แล้วเดินตามเสียงฆ้องกลองดังสนั่น โปรยกระดาษเงินกระดาษทองในมือ และเดินไปยังนอกเมืองอย่างยิ่งใหญ่โอ่อ่า
กู้ชิวเหลิ่งเดินอยู่ด้านหลังของกู้หนานเฉิง โดยที่ก้มหน้าทำท่าร้องห่มร้องไห้อยู่ตลอด กู้ชิวถางเดินอยู่ข้างๆนาง อี๋เหนียงรองกับเอี้ยนซานเหนียงเดินอยู่ข้างกายทั้งสองฝั่งของกู้หนานเฉิง และตระกูลฉินเดินตามส่งศพนำโดยหลิวเล่าฮูหยินอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉินเจิ้งเป่าและนางหลิว รวมถึงฉินจงและฉินโม่เอ๋อร์ล้วนอยู่กันทั้งสิ้น
ขณะที่เดินไปถึงถนนฉางอันที่เจริญที่สุด แววตาของกู้ชิวเหลิ่งได้เผยรอยยิ้มขึ้น เมื่อนับเวลาแล้วก็น่าจะเวลาประมาณนี้แหละ
ผู้คนโดยรอบต่างเฝ้าดูความครื้นเครงกัน ได้ยินเพียงแค่เสียงโลงศพแตกหักเสียงหนึ่ง แล้วทุกคนก็ต่างชะงักฝีเท้ากัน
จู่ๆโลงศพก็คลายออก และพังลงกับพื้นเสียงดังสนั่น ศพของกู้ชิวเซียงกลิ้งลงบนพื้น เห็นเพียงแค่ร่างของกู้ชิวเซียงที่เกิดรอยฟกช้ำบนศพแล้ว บนใบหน้าโปะทับด้วยแป้งอันหนา ราวกับจะปกปิดสถานการณ์ความตายที่น่าหวาดกลัว และทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยแผลฟกช้ำ ซึ่งช่างสะดุดตานัก
ทุกคนต่างร้องอุทานว่า คิดไม่ถึงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นนี้ขึ้นระหว่างทางส่งศพ
ผู้คนทั้งสองฝั่งของถนนฉางอันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนนัก เนื่องจากรู้ว่าวันนี้ตระกูลฉินและตระกูลกู้ทั้งสองตระกูลจะฝังสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ดังนั้นทั้งหมดจึงมาเฝ้าดูกัน แต่กลับได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเช่นนี้
ศพของกู้ชิวเซียงตากอยู่ภายใต้แสงแดด หน้าตาของคนตระกูลฉินและคนตระกูลกู้ล้วนบูดบึ้งกันหมด ไม่มีใครคิดถึงว่าเรื่องราวเช่นนี้จะเกิดขึ้น