ตอนที่ 158
บทที่ 158 จูบอันอ่อนโยน
October 28, 2026
เป็นอย่างที่คิด เซียวอวิ๋นเซิงยืนร่างกายแข็งทื่ออยู่ที่เดิม มิเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่กู้ชิวเหลิ่งกล่าวออกมานั้นเหมือนดั่งเข็มอันแหลมคมที่พุ่งเข้าแทงจิตใจ ไร้ซึ่งความเมตตา
กู้ชิวเหลิ่งรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาชอบนาง เพียงมิเคยเอ่ยออกมาก็เท่านั้น บัดนี้เขาดูเหมือนตัวตลก ทั้งอายและรู้สึกมิเป็นธรรม
เขารู้สึกมิเป็นธรรมเนื่องจากได้ทำสิ่งหลายสิ่งหลายอย่างให้กับสตรีที่โหดเหี้ยมและไร้หัวใจผู้นี้
กู้ชิวเหลิ่งรู้ดีว่าคำพูดของนางทำให้เซียวอวิ๋นเซิงไร้หนทางหนี ในเวลาที่อยู่ร่วมกัน เซียวอวิ๋นเซิงดีกับนางเป็นอย่างมาก เขาพยายามให้ความช่วยเหลือนางอยู่หลายครั้งด้วยความจริงใจ หากนางเป็นกู้ชิวเหลิ่ง นางจะต้องรู้สึกดีกับเซียวอวิ๋นเซิงอย่างแน่นอน
แต่น่าเสียดายที่ตั้งแต่ต้นมาจนถึงบัดนี้นางมิใช่กู้ชิวเหลิ่ง ในฐานะมู่หรงชิว นางยังมีเรื่องสำคัญให้ทำอีกมากมาย นางต้องไปแก้แค้นจวินฉีเซิ่ง จะมีความรู้สึกกับใครมิได้ทั้งนั้น รวมถึงตัวนางเองด้วย
เซียวอวิ๋นเซิงหัวเราะเยาะตัวเอง กล่าวว่า “เจ้านี่ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก เป็นความผิดของข้าเอง ข้ามิควรมาวุ่นวายกับเรื่องของเจ้า ตั้งแต่นี้ไปข้าจะมิมาให้เจ้าเห็นหน้าอีก”
เซียวอวิ๋นเซิงหันหลังไปอย่างสิ้นหวัง จูเอ๋อร์ที่เฝ้ามองอยู่หน้าประตูจึงรีบวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกและถามออกมาว่า “คุณหนูเจ้าคะ ทะเลาะกับเซียวโหวเย๋น้อยอย่างนั้นหรือ?”
กู้ชิวเหลิ่งนอนลงบนเตียงอันนุ่มนวลพร้อมกล่าวว่า “มิได้ทะเลาะ แค่สนทนาทุกอย่างให้ชัดเจน”
เส้นทางของการแก้แค้นเต็มไปด้วยขวากหนาม มีเพียงผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่จะช่วยเหลือนางได้ถึงท้ายที่สุด
และคนผู้นั้นนางก็ได้ทำการตัดสินใจเลือกไปแล้ว นั่นก็คืออวี้ฉือจ้าน และจะมิมีคนที่สองเพิ่มขึ้นมาเป็นอันขาด
“เจ้าได้ยินหมดแล้ว ยังมิคิดจะออกมาอีกอย่างงั้นหรือ?”
คำพูดของกู้ชิวเหลิ่งทำให้จูเอ๋อร์ตกใจ เห็นชัดว่าในห้องมิมีผู้ใดอยู่ แล้วเหตุใดจู่ๆ คุณหนูถึงพูดประโยคนี้ออกมา?
ในตอนที่จูเอ๋อร์กำลังงงงวย ชายผู้หนึ่งก็ได้เดินเข้ามาทางหน้าประตู ใบหน้าของเขาดูมิได้ น้ำเสียงก็แหบแห้ง
เขาก็คือญาชิงนั่นเอง
“ท่านอ๋องฝากข้านำของขวัญมาให้ เขาจะมิเดินทางไปในวันแต่งงาน”
ญาชิงวางกล่องผ้าในมือลงแล้วหันหลังกลับ
จูเอ๋อร์หยิบกล่องผ้าที่ถูกวางไว้ขึ้นมา ด้านนอกของกล่องผ้าดูงดงามละเอียดอ่อน เมื่อเปิดกล่องออก พบสร้อยข้อมือที่ทำด้วยไข่มุกอยู่หนึ่งเส้น เชือกซึ่งใช้ในการร้อยอาจดูเก่าไปเล็กน้อย แต่ไข่มุกนั้นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
ภาพในหัวของกู้ชิวเหลิ่งลอยขึ้นมา เป็นเด็กสตรีในชุดผ้ากระสอบคนหนึ่งกำลังนั่งแอบอยู่ตรงมุมห้อง กำไลไข่มุกที่มือของเธอส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงแดด มิไกลจากตรงนั้นมีเด็กชายอายุ 6 ขวบคนหนึ่งยืนอยู่ อายุของพวกเขายังน้อย แต่กลับยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกับภูเขาอันแข็งแกร่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
ที่แท้นางก็รู้จักกับอวี่เหวินเจี๋ยตั้งแต่ยังเด็กนี่เอง
มิน่าแปลกว่าเหตุใดอวี่เหวินเจี๋ยจึงได้ดูเป็นห่วงกู้ชิวเหลิ่งถึงเช่นนี้
จูเอ๋อร์ลุกขึ้นมาพร้อมกล่าวว่า “นี่มันเป็นของที่อี๋เหนียงสามทิ้งไว้มิใช่หรือ? ก่อนหน้านี้คุณหนูสวมมันไว้มาโดยตลอด จู่ๆ มีอยู่วันหนึ่งก็บอกว่ามันหายไป คิดมิถึงเลยว่าจะอยู่ที่ท่านอ๋องรอง”
กู้ชิวเหลิ่งปิดกล่องผ้า รู้สึกเจ็บหัวใจขึ้นกะทันหัน นางรู้ว่านี่คือความจริงที่ทำให้ส่วนลึกของหัวใจเจ็บปวด
“นำมันไปเก็บเถิด”
จูเอ๋อร์กล่าวออกมาด้วยความลำบากใจ “คุณหนูจะมิใส่มันไว้หรือเจ้าคะ? ก่อนหน้านี้คุณหนูมอบกำไลข้อมือหยกมันแพะให้กับเซียวโหวเย๋น้อยไป บัดนี้ข้อมือของคุณหนูยังว่างอยู่ ข้าว่า......”
“มิจำเป็นต้องใส่มัน”
การที่อวี่เหวินเจี๋ยมอบกำไรข้อมือวงนี้ออกมา นั่นพิสูจน์แล้วว่าเขายอมแพ้ และหากนางนำกำไลข้อมือนี้ไปสวม นั่นเท่ากับว่าทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองยังมีหวัง
กู้ชิวเหลิ่งทำเรื่องใดก็ตามจะไม่ทิ้งช่องว่างไว้อย่างแน่นอน แม้ในอนาคตเซียวอวิ๋นเซิงและอวี่เหวินเจี๋ยจะกลายเป็นคนแปลกหน้า แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่นางได้ตัดสินใจไปแล้ว
จูเอ๋อร์เดินออกไปแล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากในห้อง
“จะมิเสียใจอย่างนั้นหรือ?”
อวี้ฉือจ้านเดินออกมาจากมุมห้อง กู้ชิวเหลิ่งกล่าวออกไปว่า “ข้ารู้ว่าท่านอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว ข้ามีอะไรต้องเสียใจกัน?”