ตอนที่ 161
บทที่ 161 การลักพาตัวก่อนงานเสกสมรส
October 28, 2026
กู้ชิวเหลิ่งนั่งหน้ากระจกทองแดง เอี้ยนซานเหนียงถือหวีกระดูกอยู่ในมือค่อยๆ บรรจงหวีผมกู้ชิวเหลิ่งอย่างละมุนละม่อม
กู้ชิวเหลิ่งที่อยู่ตรงหน้ากระจกทองแดงในตอนนี้มองซ้ายมองขวา จิตใจมิอยู่กับเนื้อกับตัว แววตาทั้งคู่ราวกับน้ำลึกที่มิอาจหยั่งถึงได้ แก้มแดงระเรื่อด้วยเครื่องประทินโฉม ริมฝีปากเปล่งปลั่งสวยงามด้วยชาด เป็นโฉมหน้างามล่มบ้านล่มเมืองอย่างปฏิเสธมิได้
เอี้ยนซานเหนียงรับคำสั่งอวี้ฉือจ้านให้นำมงกุฎกับผ้าคลุมไหล่มาวางไว้ด้านข้างตู้เสื้อผ้าพลางเอ่ยว่า “ท่านอ๋องสั่งให้ข้าน้อยมาช่วยคุณหนูอาบน้ำขัดผิว หากคุณหนูมิพึงใจกับมงกุฎและผ้าคลุมไหล่ชุดนี้ก็ให้แจ้งกับข้าน้อยทันที”
“มิต้องแล้ว กลับไปบอกเขาว่าข้าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง”
ใบหน้าของกู้ชิวเหลิ่งเผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ เอี้ยนซานเหนียงกล่าวว่า “ข้าน้อยเพิ่งจะเห็นรอยยิ้มเยี่ยงนี้บนใบหน้าของคุณหนู เชื่อว่าคุณหนูกับท่านอ๋องต้องมีความสุขเป็นแน่เชียว”
ฟังเอี้ยนซานเหนียงกล่าวเยี่ยงนี้ รอยยิ้มของกู้ชิวเหลิ่งก็เลือนหายไปในบัดดล เอี้ยนซานเหนียงมองแล้วก็หัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยว่า “เหตุใดกันคุณหนู?” การที่ชอบใครสักคนจะต้องปกปิดด้วยหรือ?
กู้ชิวเหลิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างช้าๆ ว่า “การที่ชอบใครสักคนเหตุใดต้องปกปิดงั้นหรือ? ข้าก็ใคร่รู้เช่นกัน เพียงแต่บางครั้งการชอบใครสักคนนั้นกลับกลายเป็นภาระ ”
เอี้ยนซานเหนียงกล่าว “เมื่อเจอคนที่ชอบเหตุใดถึงเป็นภาระกันเล่า? ข้าน้อยกลับคิดเห็นต่างว่า การที่มีใครสักคนสามารถจับมือกับตนเพื่อพร้อมร่วมเดินทางไปด้วยกันในวันข้างหน้าถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การยินดีปรีดา”
กู้ชิวเหลิ่งก้มหน้าลง เพราะทุกประโยคที่เอี้ยนซานเหนียงกล่าวมานั้นล้วนสัมผัสใจของนาง
คนที่จะจับมือไปด้วยกันในวันข้างหน้า นางเคยคิดว่าคนคนนั้นคือจวินฉีเซิ่ง แต่นางกลับคิดผิดไป
ครั้งนี้ แม้แต่นางเองก็มิอาจรู้ว่าภายในใจกำลังกลัวสิ่งใดอยู่
อวี้ฉือจ้านกับจวินฉีเซิ่งเหมือนกันหรือ? มิเหมือน สัญชาตญาณบอกนางว่าอวี้ฉือจ้านมิใช่
เอี้ยนซานเหนียงช่วยกู้ชิวเหลิ่งหวีมวยผมข้างหนึ่ง แล้วนำข้างหนึ่งของมงกุฎมาสวมไว้บนศรีษะของกู้ชิวเหลิง เครื่องประดับพู่ไข่มุกด้านบนห้อยระย้าลงมาบดบังใบหน้าของกู้ชิวเหลิ่ง ดูแล้วช่างงามเพริศพริ้งเกินบรรยาย
เอี้ยนซานเหนียงกล่าวว่า “วันพรุ่งก็จะเป็นงานเสกสมรสแล้ว อย่าหาว่าประจบแต่อย่างใด ข้าน้อยคิดว่าคุณหนูเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นมาเลยเชียว”
กู้ชิวเหลิ่งยกมือของตนขึ้นมาปิดใบหน้าอย่างเบาๆ กระจกทองแดงบานตรงหน้าปรากฏให้เห็นโฉมหน้าของหญิงงามที่งามจนล่มบ้านล่มเหมือนอย่างที่กล่าวไว้จริงๆ
แต่ก่อนนางมิมีรูปโฉมที่งดงามเยี่ยงนี้ แต่กระนั้นก็ยังเทียบเคียงได้เพียงแค่เศษหนึ่งส่วนสิบของความงามมู่หรงอี๋เท่านั้น นับว่านางนั้นมีความกล้าหาญเยี่ยงบุรุษ แต่กลับขาดเสน่ห์อันน่าหลงใหลของสตรี
ตอนนี้นางได้ครอบครองร่างกายของกู้ชิวเหลิ่ง แต่รูปโฉมนั้นกลับมิใช่ของตนเอง เดิมทีนางต้องการที่จะแก้แค้นจวินฉีเซิ่งมู่หรงอี๋เสร็จแล้วก็จะปลิดชีพตนเอง แต่ทว่าบัดนี้นางกลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์ในโลกนี้อยู่บ้าง
เมื่อกู้ชิวเหลิ่งหลับตาลง ในหัวของนางมีแต่ภาพของอวี้ฉือจ้านปรากฏออกมา
กู้ชิวเหลิ่งจึงเบิกตาโพลงขึ้นทันที ทำให้หวนนึกถึงประโยคหนึ่งที่แม่เคยพูดไว้ในอดีตว่า ถ้าชอบใครสักคน เมื่อหลับตาลงก็จะเห็นใบหน้าของเขา
“ดึกมากแล้ว ถอดออกเถิด”
เอี้ยนซานเหนียงยืนอยู่ด้านข้างจ้องมองออกไปด้านนอกเห็นเป็นท้องฟ้าดำสนิทพลางกล่าวว่า “ท่านอ๋องฝากให้ข้าน้อยมาบอกด้วยอีกว่า งานเสกสมรสในวันพรุ่งจะต้องเหนื่อยอย่างมาก จึงใคร่อยากให้คุณหนูพักผ่อนให้เต็มอิ่ม เพื่อจะได้ดูสดใสมีชีวิตชีวา ”
กู้ชิวเหลิ่งพยักหน้า แล้วเอี้ยนซานเหนียงก็เริ่มถอดมงกุฎให้กับนาง
เมื่อครั้งที่นางเข้าพิธีเสกสมรสกับจวินฉีเซิ่งเพิ่งจะเข้าสู่วัยแรกแย้ม ยังมิรู้ว่าจวินฉีเซิ่งมู่กับมู่หรงอี๋คบชู้กัน
จำได้ว่าก่อนตายมู่หรงอี๋ได้คายความลับของจวินฉีเซิ่งออกมามากมาย โดยที่นางมิเคยรู้มาก่อนเลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่มู่หรงอี๋กลับรู้ทุกอย่าง เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าทั้งคู่แอบมีความสัมพันธ์แบบลับๆ กันมาหลายปี
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ โลหิตในร่างกายของกู้ชิวเหลิ่งก็เยือกเย็นขึ้นโดยฉับพลัน
เอี้ยนซานเหนียงมองเห็นถึงความผิดปกติจึงถามว่า “คุณหนู?”