ตอนที่ 162
บทที่162 เจ้ารู้จักมู่หรงชิวหรือไม่?
October 28, 2026
กู้ชิวเหลิ่งแสร้งเป็นมิรู้พลางกล่าวว่า “เหตุใดข้าจึงเป็นสตรีสามัญชนทั่วไปคนหนึ่งมิได้เล่า? เจ้าเอ่ยเยี่ยงนี้เป็นการตัดสินกันเกินไปแล้ว”
ชายที่เป็นหัวหน้านั้นหรี่ตาลงและขยับมีดเสี้ยวพระจันทร์เข้าจ่อใกล้ลำคอของกู้ชิวเหลิ่งมากขึ้น “เจ้าอย่ามาเล่นลิ้นกับข้า ส่งตัวซีเหมินมู่เจินมา แล้วข้าจะเมตตาเจ้า”
กู้ชิวเหลิ่งทำตัวแข็งทื่อ และเลิกคิ้วขึ้นอย่างกะทันหันก่อนจะกล่าวว่า “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าคือโจรมาตั้งแต่ต้นที่อยากจะจับตัวข้ามา จากนั้นก็จะข่มขู่อวี้ฉือจ้านใช่หรือมิ? ” แล้วยังจะยกซีเหมินมู่เจินมาเป็นเรื่องขำขันเพื่อกระไร ทั้งชีวิตนี่สิ่งที่ข้ารังเกียจที่สุดก็คือเหล่าโจรที่ชอบมาข่มขู่ผู้คนเยี่ยงพวกเจ้า!”
“แม่ทัพ!อย่าสนใจคำพูดไร้สาระของนาง ! ให้ข้าน้อยลงมือจัดการเถิด! มิอยากจะเชื่อว่าถูกขนานนามว่าเป็นสตรีที่งามหยดย้อย!”
กู้ชิวเหลิ่งกำหมัดแน่นพลางอดกลั้นกล่าวว่า “เจ้าก็รู้แล้วมิใช่หรือว่าข้าเป็นสตรีที่งดงามผู้หนึ่ง แม่ทัพของพวกเจ้าเอามีดมาจ่อบนคอข้า หากข้ากลัวก็คงจะสารภาพไปนานแล้ว! แต่ว่าข้าหาได้รู้จักกับซีเหมินมู่เจินมิ! เจ้าจะเค้นถามข้าเยี่ยงไร ข้าก็มิอาจตอบพวกเจ้าได้ว่าเขาอยู่ที่ใด!”
“หุบปาก!”
คนที่ยืนอยู่ด้านข้างยื่นมือจะทุบตี แต่ชายที่เป็นหัวหน้าได้ขวางมือของคนนั้นไว้พลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เอามือลง!”
“แม่ทัพ!”
ชายที่เป็นหัวหน้ายกมือข้างหนึ่งขึ้นพลางกล่าวว่า “มิต้องกล่าวกระไรให้มากไปกว่านี้แล้ว ในเมื่อนางมิรู้จักซีเหมินมู่เจินก็เปล่าประโยชน์”
กู้ชิวเหลิ่งเลิกคิ้วขึ้น คนพวกนี้มาด้วยเจตนามุ่งร้ายอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อนางถูกจับตัวมาแล้ว มิว่าจะสามารถคืนตัวกู้เจินได้หรือมินั้นก็ต้องตายอยู่ดี“แม้จะจับผิดตัว แต่ก็คงจะกล่าวกับเจ้าได้เพียงแค่คำขอโทษเท่านั้น”
ชายที่เป็นหัวหน้าได้ชูมีดพระจันทร์เสี้ยวขึ้นราวกับว่ากำลังจะบั่นคอกู้ชิวเหลิ่งภายในเสี้ยววินาที
กู้ชิวเหลิ่งขมวดคิ้ว ในช่วงเวลาที่เป็นหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ก็ได้ยินเสียงก้อนหินที่เขวี้ยงมาทางนี้
ก้อนหินเขวี้ยงมากระทบบนข้อมือของชายที่เป็นหัวหน้า ทำให้มีดเสี้ยวพระจันทร์ร่วงตกลงสู่พื้นทันที
เมื่อกู้ชิวเหลิ่งเอี้ยวศีรษะกลับไปดูก็ปรากฏให้เห็นเป็นกู้เจินยืนอยู่ตรงหน้าประตูวัดเก่านั้น
ขณะที่กู้ชิวเหลิ่งเพิ่งจะผ่อนหายใจนั้น ชายที่เป็นหัวหน้าก็รีบล้วงเอากริชที่อยู่ตรงเอวอย่างฉับพลัน แล้วจ่อมาบนคอของกู้ชิวเหลิ่งพลางกระชากนางให้ลุกขึ้นมายืนขวางหน้าตนไว้
กู้ชิวเหลิ่งฟังเสียงชายคนนั้นกล่าวผ่านใบหูของนางว่า “ซีเหมินมู่เจิน ในที่สุดก็ลวงเจ้าให้โผล่ออกมาจนได้ ถ้าอยากจะให้สตรีนางนี้มีชีวิตต่อละก็กลับไปทะเลทรายกับข้าบัดเดี๋ยวนี้!”
กู้เจินแสดงสีหน้าเรียบเฉยพลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ปล่อยนางเดี๋ยวนี้แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
“ซีเหมินมู่เจิน! เจ้ามองดูสถานการณ์ตรงหน้านี้ดู! บัดนี้ข้ากำลังออกคำสั่งแก่เจ้า!”
กู้เจินแววตาเยือกเย็นลง ดาบในมือของเขาพุ่งตรงออกไปดุจธนู ลอยผ่านศีรษะของกู้ชิวเหลิ่งไป ทะลุไปยังหัวคิ้วของชายหนุ่ม
กู้ชิวเหลิ่งเอี้ยวตัวหลบ จากนั้นล้มลงสู่พื้นอย่างมิมั่นคง คนผู้นั้นมิได้มีเลือดไหลออกมาจากศีรษะ เห็นได้ชัดว่าผู้ลงมือช่างมีฝีมือนัก สามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ
กู้ชิวเหลิ่งมองไปทางกู้เจินด้วยความระมันระวัง พบว่าด้านหลังมีชายหนุ่มสวมชุดยาวเดินตรงเข้ามา ท่ามกลางแสงจันทร์อันขาวซีด ทำให้ใบหน้าเขาดูซีดเซียวลงเช่นกัน ร่างอันเรียวบาง ใช้มืออันเห็นกระดูกอย่างชัดเจนนั้นยกขึ้นปิดปากเอาไว้
กู้ชิวเหลิ่งหรี่ตาลง เหตุใดจวินหวาเทียนจึงปรากฏกายขึ้นที่ต้าเยียน
กู้ชิวเหลิ่งคิดไม่ถึงมาก่อนว่าจวินหวาเทียนจะมาอยู่ที่นี่ได้ ส่วนร่างกายของเขานั้นเพียงมองไปก็รู้ได้ว่าอาการเจ็บป่วยกัดลึกเข้าไปถึงกระดูกแล้ว
กู้เจินเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ากู้ชิวเหลิ่ง จากนั้นหยิบกุญแจจากเสื้อผ้าของชายเมื่อครู่ออกมา ใช้มันในการไขกุญแจให้กู้ชิวเหลิ่ง
กู้ชิวเหลิ่งขยับเขยื้อนร่างกาย แววตาของนางยังคงไม่ละจากจวินหวาเทียนได้
“ขอบใจ”
กู้เจินเม้มริมฝีปาก กล่าวเบาๆ ขึ้นว่า “ชายที่เจ้าต้องการพบ ข้าพามานี่แล้ว”
“ขอบใจเจ้ามาก”
จวินหวาเทียนเดินตรงเข้ามาช้าๆ ต่อให้มีการปิดบังหน้าตาเอาไว้ แต่กู้ชิวเหลิ่งก็มองออกได้ในทันที จวินหวาเทียนในตอนนี้ ทุกย่างก้าวของเขาช่างดูยากลำบากเหลือเกิน
ก่อนหน้านี้เขาดูสง่างามดุจดั่งหยกขาว คุณชายจวินหวาเทียนผู้ไร้ใครเปรียบปราน บัดนี้กลับกลายมาเป็นผู้บอบบางที่ลมพัดก็แทบปลิวลอยไปได้