ตอนที่ 163
บทที่ 163 จวนมู่
October 28, 2026
หัวใจของกู้ชิวเหลิ่งสั่นคลอน นางฝืนตอบขึ้นว่า “ข้าจะมิรู้ได้อย่างไร? คุณชายมู่คงจะรู้ว่าข้าคือบุตรสาวของโหวฝ่ายบู๊ วีรสตรีนั้นได้รับความนิยมเสมอมา มู่หรงชิวเป็นแม่ทัพหญิงที่ขึ้นชื่อ การที่ข้ารู้จักนางก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด”
“งั้นหรือ?”
จวินหวาเทียนยิ้มขึ้น กู้ชิวเหลิ่งรู้ดีว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของจวินหวาเทียนนั้นคือแววตาและความคิดที่มองออกถึงความคิดในใจของทุกคนบนโลกนี้
“คุณหนุรองชื่นชอบไห่ถัง?”
จวินหวาเทียนสังเกตเห็นลวดลายไห่ถังบนแขนเสื้อของกู้ชิวเหลิ่ง แท้จริงแล้วหากมิได้สังเกตดู คงมองมิออกว่าเป็นดอกไห่ถัง
กู้ชิวเหลิ่งเงยหน้าขึ้นมองแล้วกล่าวว่า “คุณชายมู่ช่างเป็นคนละเอียดยิ่งนัก ข้าชื่นชอบดอกไห่ถังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
มิรู้ว่าเป็นเพราะมองผิดไปหรือไม่ กู้เจินราวกับเห็นได้ถึงสิ่งอื่นจากดวงตาของจวินหวาเทียน ขอบตาแดงเล็กน้อยนั่น เขามองผิดไปจริงหรือ เขาเห็นดวงตาของกู้ชิวเหลิ่งก็แดงเรื่อเช่นกัน
ในไม่ช้า รถม้าก็ดำเนินมาถึงจวนแห่งหนึ่ง เมื่อตรงเข้าไปทางประตูใหญ่ จะพบป้ายจวนเขียนไว้ตัวโตว่า จวนมู่
กู้ชิวเหลิ่งมิเคยเดินผ่านถนนเส้นนี้มาก่อน แน่นอนว่านางจึงมิเคยเห็นจวนมู่นี้
จวินหวาเทียนได้รับการพยุงจากข้าหลวงให้ลงจากรถม้า กล่าวว่า “ในวันนี้ข้าเองก็เพิ่งเร่งรีบกลับมา ยังมิทันได้จัดเก็บ คุณหนูรองอย่าถือสา เชิญเข้าไปดื่มชาด้านในเถิด”
กู้ชิวเหลิ่งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า น่าจะเป็นเวลาเพียงห้าทุ่ม กู้ชิวเหลิ่งจึงพยักหน้าตอบว่า “ข้าหาได้ถือสาอันใด”
กู้เจินสัมผัสได้ถึงความคลุมเครือระหว่างกู้ชิวเหลิ่งและจวินหวาเทียน จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าขอตัวก่อน พวกท่านทั้งสองเชิญสนทนากันตามสบาย”
จวินหวาเทียนกล่าวเสริมขึ้นว่า “เดินทางปลอดภัย”
“อืม”
กู้ชิวเหลิ่งและอวี้ฉือจ้านมองหน้ากันแต่มิได้เอ่ยเสียง เมื่อเดินเข้าไปในลานของจวนมู่ กู้ชิวเหลิ่งก็หยุดฝีเท้าลง เนื่องจากจวนมู่ในบัดนี้กับเรือนของมู่หรงเมื่อครานั้นช่างเหมือนกันเหลือเกิน
“เข้าไปด้านในเถิด”
จวินหวาเทียนกระแอมออกมา ราวกับมีอาการหนักหนาจะเป็นลมล้มพับได้ทุกวินาที
ข้าหลวงเข้ามาพยุงจวินหวาเทียนเดินไปในเรือน กู้ชิวเหลิ่งเองก็ติดตามเข้าไปเช่นกัน
บัดนี้เป็นฤดูร้อน แต่ด้านในกลับมีกองไฟสุมเพิ่มความอบอุ่น
ภายในห้องจึงเหลือเพียงกู้ชิวเหลิ่งและจวินหวาเทียนเพียงสองคน
จวินหวาเทียนนั่งลงบนเก้าอี้ รินน้ำชาแล้วกล่าวว่า “ข้าได้ส่งคนออกไปค้นหาศพของเจ้า จวินฉีเซิ่งนับว่ายังมีความเมตตาอยู่ เขาใช้เสื่อฟางห่อร่างเจ้าเอาไว้”
กู้ชิวเหลิ่งก้มหน้ามองดูถ้วยน้ำชา กล่าวพลางครุ่นคิดว่า “หาพบจากสุสานร้างใช่หรือไม่”
จวินหวาเทียนเม้มริมฝีปากแต่มิได้เอ่ยสิ่งใด กู้ชิวเหลิ่งจึงกล่าวต่อว่า “จากนิสัยของจวินฉีเซิ่ง เขาจะยอมให้ศพของคนที่ถูกมู่หรงอี๋ทรมานเสียจนมิมีชิ้นดี ฝังอยู่ในโลงศพของฮองเฮาหรือ? จะว่าไปแล้วนั้น มู่หรงอี๋ช่างเฉลียวฉลาดนัก รู้ว่าเขาจะมิยอมให้ศพอันน่าสมเพชฝังในสุสานจักรพรรดิ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา”
จวินหวาเทียนมิได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม กู้ชิวเหลิ่งกล่าวขึ้นช้าๆ “ข้าคิดว่าเจ้าจะจำข้ามิได้เสียอีก”
“มิมีผู้ใดเข้าใจเจ้าเท่าข้าอีกแล้ว ในโลกนี้มีมู่หรงชิวเพียงคนเดียว คนอื่นมิอาจแทนที่ได้ ต่อให้เจ้าต้องการปิดบัง ก็จะเผยตัวตนออกมาอยู่ดี”
“ในโลกนี้ไม่มีใครเชื่อเรื่องภูตผี แต่ไหนแต่ไรมาเข้ามิเคยเชื่อเรื่องเหล่านี้ เหตุใดในวันนี้จึงเชื่อข้าอย่างง่ายดายว่าข้าคือมู่หรงชิว? หากข้ามิใช่เล่า?”
จวินหวาเทียนดึงผ้าคลุมคนจิ้งจอกเข้าแน่นกว่าเดิม เขาไอออกมาเบาๆ กล่าวว่า “ก่อนหน้าที่เจ้าจะสิ้นใจ ข้ามิเคยเชื่อเรื่องเหล่านี้ ข้าคิดว่าเจ้าฉลากมากพอ จะมิตายอย่างง่ายดายแน่ แต่เมื่อครั้นที่ข้าเห็นศพของเจ้าอันน่าสมเพช ข้าก็ยังมีความหวังว่าเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่”
กู้ชิวเหลิ่งรู้สึกว่าน้ำเสียงของตนเองดูกระอึกกระอักลง “สามปีมานี้ เจ้าสบายดีหรือไม่?”
จวินหวาเทียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงบางเบาว่า “ข้าสบายดี”
แม้จวินหวาเทียนจะกล่าวเช่นนั้น แต่กู้ชิวเหลิ่งรู้ดีว่าก่อนหน้านี้จวินหวาเทียนผู้สง่างามโดดเด่น แม้อาจดูอ่อนแอทว่าแววตาแฝงไปด้วยการต่อสู้ บัดนี้เขามิอาจทำได้แม้แต่จับดาบยกขึ้น