ตอนที่ 165
บทที่ 165 คำสาบานจากใจจริง
October 28, 2026
ความสัมผัสอันเย็นเยือก ทำให้กู้ชิวเหลิ่งตัวสั่นสะท้าน นางลืมตาขึ้นมองและพบว่าอวี้ฉือจ้านเปิดม่านระบายขึ้น สายตามองมาทางกู้ชิวเหลิ่งด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไมหรือ? แค่นอนหลับกลับมีเหงื่อไหลมากมายเพียงนี้?”
กู้ชิวเหลิ่งรู้สึกว่าสมองดูสับสนมึนงง ก่อนจะรู้ตัวว่าตนนอนหลับไปนานเท่าไร บัดนี้ทั้งสองมิได้อยู่ในพระราชวัง แต่อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง
นอกหน้าต่างนั้นดวงดาวบนท้องฟ้าสว่างไสว กลุ่มดาวรวมตัวกันงดงามดั่งธารน้ำไหล เสมือนฉากตรงหน้าออกมาจากภาพวาด
กู้ชิวเหลิ่งชะงักลงแล้วเอ่ยถามด้วยความงุนงงว่า “นี่ข้าอยู่ที่ใดกัน?”
อวี้ฉือจ้านเผยอริมฝีปากขึ้นตอบว่า “อยู่ที่ทุ่งหญ้า”
“ทุ่งหญ้า?”
อวี้ฉือจ้านพยุงกู้ชิวเหลิ่งออกมาจากเกี้ยว นางพบว่าตรงหน้ามีเทียนสีแดงเรียงรายเป็นสองแถว มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับไร้สิ้นขอบฟ้า
นี่คือทุ่งหญ้าแห่งเดียวกันกับที่อวี้ฉือจ้านพานางมาครั้งก่อน แม้จะเป็นสถานที่เดียวกัน แต่บรรยากาศนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากนั้นก็ได้ยินเสียงอวี้ฉือจ้านดีดนิ้ว โคมลอยมากมายนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาจากต้นไม้กลางทุ่งช้าๆ ทำให้เกิดแสงสว่างไสวเจิดจ้า
ท่ามกลางท้องฟ้าอันสว่างไสว อวี้ฉือจ้านขยับมือของเขาเบาๆ มงกุฎที่กู้ชิวเหลิ่งสวมใส่ไว้ก็ร่วงหล่นสู่พื้น เผยให้เห็นความงามเป็นประกายแผ่ซ่าน สว่างไสวกว่าดวงดาราเหล่านี้หลายเท่านัก
กู้ชิวเหลิ่งรู้สึกได้ว่าภาพตรงหน้าดูสว่างขึ้น ร่างของอวี้ฉือจ้านฉาดฉายเข้ามาในดวงตานางอย่างไม่อาจลบเลือนไปได้
ผ่านไปเนิ่นนานทีเดียว กู้ชิวเหลิ่งจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “เป็นความคิดของฝู้จื่อโม่หรือ?”
อวี้ฉือจ้านขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย มิอาจปิดบังความรู้สึกขบขันไว้ในใจได้ “ในสายตาของเจ้า สามีเจ้าเป็นผู้ไร้ความเข้าใจในสตรีเช่นนี้เชียวหรือ?”
กู้ชิวเหลิ่งหัวเราะออกมาเบาๆ ตอบว่า “มิเช่นนั้นเล่า? ข้าคงมินั่งรอคอยให้ชายผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพมานับสิบปี กระทำการอ่อนโยนซาบซึ้งใจเพียงนี้หรอก”
“ยังมิซาบซึ้งใจพอหรือ?”
อวี้ฉือจ้านเข้ามาโอบเอวของกู้ชิวเหลิ่งเอาไว้ แล้วบรรจงจูบลงไปที่ริมฝีปากเรียวบาง ราวกับดื่มด่ำน้ำผึ้งหอมหวานอยู่ในใจ
ทว่าอีกฝั่งหนึ่งกลับมิได้ราบรื่นนัก
อวี้ฉือกงซึ่งแอบซ่อนจากด้านหน้าย้ายมาด้านหลัง กล่าวด้วยความใจร้อนว่า “ฝู้ซื่อจื่อ เจ้าจงบอกกับข้ามาว่าเสด็จอานำตัวอาสะใภ้ไปไว้ที่ใด? นับแต่กลางวันมานี้ ข้ามิแลเห็นแม้แต่เงาของนาง!”
ฝู้จื่อโม่ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย กล่าวว่า “ฝ่าบาท ทรงเอ่ยอย่างเป็นทางการหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้ฉือกงยกมือขึ้นกุมขมับ “ข้า! ข้าแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!”
ฝู้จื่อโม่ส่ายหน้าอย่างช่วยมิได้ กล่าวว่า “ด้วยนิสัยของอาจ้านแล้วนั้น เมื่อใดที่เอาแต่ใจตนเอง แม้แต่ข้าก็มิอาจควบคุมเขาได้ ฝ่าบาททรงไปถามคนอื่นเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิทราบว่าเขาไปที่ใด มิแน่ว่าบัดนี้อาจเข้าหอกันแล้วกระมัง”
จะให้เป็นเช่นนั้นมิได้! เขาตั้งใจจัดเตรียมงานเลี้ยงไว้แก่เสด็จอาของตนอย่างเหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดนี้กลับไร้ประโยชน์!
“จงสั่งให้กองทหารรักษาพระองค์ออกค้นหา! ต้องพาตัวเสด็จอาเก้าและอาสะใภ้กลับมาให้ได้!”
ฝู้จื่อโม่กระแอมออกมาเบาๆ กล่าวว่า “เกรงว่าคงมิได้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือ? ในวันนี้พระองค์เพิ่งจะสั่งให้ถอนกำลังกองทหารรักษาพระองค์ไปห้าพันนาย ที่เหลืออยู่นั้นมีหน้าที่คุ้มกันพระราชวัง เสด็จอาของท่านเฉลียวฉลาดยิ่งนัก มิมีผู้ใดกล้าแตะต้องเขาอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือ หากฝ่าบาทเสด็จไปในบัดนี้ อาจขัดขวางเรื่องดีงามก็ย่อมได้ เช่นนั้น......ผู้ที่ถูกลงโทษคงมิใช่กระหม่อม”
อวี้ฉือกงรู้สึกว่าจู่ๆ ก็แน่นหน้าอก เรื่องในเช้าวันพรุ่งนี้ที่เมืองหลวงสำคัญยิ่ง ทั้งยังมีเรื่องที่เซ่อเจิ้งหวางและพระชายาของเซ่อเจิ้งหวางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในค่ำคืนนี้อีก
เซียวหว่านชิงที่อยู่ด้านข้างยื่นแก้วน้ำชาให้แก่อวี้ฉือกง กล่าวว่า “ฝ่าบาทอย่าได้รีบร้อนไปเพคะ เสด็จอามิใช่ผู้ที่มิรู้สิ่งใดถูกผิด ประเดี๋ยวก็คงกลับมาเอง”