ตอนที่ 166
บทที่ 166 คนที่ไม่ควรเป็นศัตรูด้วยที่สุด
October 28, 2026
อวี๋ฉือจ้านเลิกคิ้วบอก “ฝ่าบาทต้องการสนมนับพันมาสืบสายเลือดมังกรจริงๆ เพียงแต่ข้าไม่จำเป็น ปักใจมั่นผู้เดียว อยู่ด้วยกันตลอดชีวิตพอแล้ว”
ฝู้จื่อโม่ไอแค่กออกมา และกระซิบข้างหูอวี๋ฉือจ้านว่า “หว่านเฟยยังนั่งอยู่นี่นะ พูดจาระมัดระวังหน่อย”
อวี๋ฉือจ้านพลันหันหัวไป และเห็นเซียวหว่านชิงหลุบตาลง ท่าทางเขินอายที่เมื่อครู่จูงมือหายไปเป็นปลิดทิ้ง ราบเรียบเหมือนหญิงสาวที่ไม่ค่อยชอบพูดคนนั้นเมื่อตอนเข้าวัง
อวี๋ฉือกงบอก “เสด็จอาพูดถูก! แต่อันที่จริงเป็นฮ่องเต้ก็ไม่จำเป็นต้องมีสนมนับพันมากมายเพียงนั้น ปักใจมั่นผู้เดียว อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ดีนัก! ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะเป็นพยานให้กับเสด็จอาและเสด็จอาสะใภ้!”
อวี๋ฉือจ้านยิ้มบอก “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
อวี๋ฉือกงไปดูเซียวหว่านชิง เห็นแค่สีหน้าเซียวหว่านชิงไม่มีวี่แววดีใจเลยแม้แต่น้อย ได้แต่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันบอกว่า “มิต้องเกรงใจ เสด็จอา!”
ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อครู่อวี๋ฉือจ้านพูดถึงสนมนับพันอะไรเมื่อครู่ บางทีเขาคงสนิทสนมกับเซียวหว่านชิงมากขึ้นอีกก้าวแล้ว!
อวี๋ฉือจ้านลูบผมกู้ชิวเหลิ่งแผ่วเบา พลางว่า “ข้าพาเจ้ากลับจวน”
กู้ชิวเหลิ่งกลับเลิกคิ้วบอก “วิธีช่วยส่องทางด้วยตะเกียงนี้ท่านเคยใช้แล้ว ตอนนี้ท่านยังจะมีวิธีอะไรส่งข้ากลับไปอีกเล่า?”
อวี๋ฉือจ้านยิ้มมุมปากบอก “ไม่ต้องใช้วิธีการใด ข้าจะใช้เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงยกเจ้ากลับไป ก็สามารถร่วมหอได้เลย”
อวี๋ฉือจ้านพูดอย่างเปิดเผย ไม่เพียงกู้ชิวเหลิ่งได้ยิน คนทั้งหมดก็ได้ยินเช่นกัน
เวลานี้ด้านนอกท้องพระโรงพลันมีเสียงรื่นเริงดังมาว่า “พักเรื่องร่วมหอไว้ก่อนเถอะ!”
ทุกคนต่างหันไปมองด้านนอก เห็นเพียงเป่ยไห่เฟิงใส่ชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มราวกับน้ำทะเล อัญมณีรัดเกล้าบนหัวมีปิ่นหยกปักอยู่ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่หนึ่งทำให้คนรู้สึกแปลกประหลาด แต่ดวงตาคู่นี้กลับอยู่บนใบหน้าที่งามล้ำจนผู้คนงงงวยของเป่ยไห่เฟิง ทำให้ดูเย้ายวนหนักขึ้นไปอีก ยิ่งทำให้คนไม่อาจเบนสายตาไปได้
“ทำไม? ไม่รู้จักข้ากันแล้วรึ?”
อวี๋ฉือจ้านขมวดคิ้วน้อยๆ “เป่ยไห่เฟิง?”
“อ่ะฮะ! ข้าเอง!”
ได้ยินชื่อเป่ยไห่เฟิงจากปากอวี๋ฉือจ้าน ทำให้คนรอบข้างต่างยิ่งมั่นใจในฐานะของบุรุษผู้นี้ อ๋องไห่เป่ยไห่เฟิง เป็นหนึ่งในคนที่ไม่อาจจะเป็นศัตรูด้วยได้ที่สุดของโลกนี้
ถึงอวี๋ฉือกงจะรู้จักคนผู้นี้ แต่ก็พึ่งได้เจอตัวเป็นๆครั้งแรกวันนี้ อดเปิดปากถามไม่ได้ว่า “ที่แท้ก็อ๋องไห่ มิทราบว่าท่านเข้ามาได้อย่างไรกัน?”
วังหลวงมิใช่สถานที่ที่คนธรรมดาจะเข้ามาได้ ต่อให้เป็นอ๋องไห่ ก็ไม่มีทางบุกวังหลวงได้ง่ายๆ และยังไม่มีทหารองครักษ์ใดพบเจออีก นี่ถือเป็นการบุกพระราชวังโดยพลการแล้ว
ถ้าเป็นคนที่มีอำนาจเล็กน้อย อวี๋ฉือกงก็ต้องจับมาประหารตามความผิดแล้ว แต่คนที่มาเป็นเป่ยไห่เฟิง มันมิเหมือนกัน
เป่ยไห่เฟิงไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นศัตรูได้ ต่อให้เขาเป็นกษัตริย์ประเทศหนึ่ง ก็ยังต้องครุ่นคิดดูให้ดี
เป่ยไห่เฟิงพูดอย่างมีมารยาทมากว่า “เป่ยไห่เฟิงคารวะฮ่องเต้เยียน ครั้งนี้เป่ยไห่เฟิงมาโดยพลการเป็นเพราะเรื่องสำคัญ ขอฮ่องเต้เยียนได้โปรดอภัยด้วย”
นี่ถือเป็นการพูดเข้าทางตัวเองแล้ว อวี๋ฉือกงผ่อนลมหายใจ โชคดีที่เป่ยไห่เฟิงผู้นี้มิใช่คนที่อาศัยอำนาจแล้วไร้เหตุผล ไม่เช่นนั้นเขายังไม่รู้จริงๆว่าจะทำอย่างไรถึงจะไม่เสียหน้า และไม่เป็นศัตรูกับเป่ยไห่เฟิงได้
อวี๋ฉือกงผ่อนคลายน้ำเสียงลง พลางว่า “มิทราบว่าอ๋องไห่มาในยามนี้ เพราะเหตุใดกัน?”
เป่ยไห่เฟิงตอบ “อันที่จริงก็มิมีอะไร เพียงแต่ชอบพอสตรีนางหนึ่งเข้า อยากพากลับทะเลด้วย มิทราบว่าฮ่องเต้จะยอมสละให้หรือไม่?”
อวี๋ฉือกงรู้สึกลางๆว่าเรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เลยถามขึ้น “มิทราบว่าเป็นสตรีเช่นไรรึที่สามารถทำให้อ๋องไห่หวั่นไหวได้?”