ตอนที่ 170
บทที่ 170 บัญชีมีมากเกินไป ค่อยๆคิด
October 28, 2026
หมอกในเช้ามืดวันนี้ดูอึมครึมไม่ชัดเจน กู้ชิวเหลิ่งนั่งอยู่บนรถม้า นางเปิดผ้าม่านออกดู
ในเวลานี้ พวกนางได้ออกจากประตูใหญ่เมืองหลวงของต้าเยียนแล้ว
สีหน้าซีดเผือดของจวินหวาเทียนมีแววเหน็ดเหนื่อย “เมื่อก่อนเจ้าตัดสินใจเด็ดขาด มิเคยพะวงหน้าพะวงหลังเช่นนี้”
กู้ชิวเหลิ่งขมวดคิ้วแน่น พลันนึกถึงหลังจากที่นางตามอวี๋ฉือจ้านกลับไปแล้ว และเห็นอวี๋ฉือจ้านตระเตรียมข้าวของจำเป็นที่ต้องใช้ในการไปต้าฉีไว้ให้นางเรียบร้อยแล้ว นางรู้สึกประหนึ่งว่าคัดสรรมาอย่างดีนานแล้ว
ถึงต่อหน้าแล้ว อวี๋ฉือจ้านจะมีท่าทีไม่ใคร่ยอมให้นางติดตามจวินหวาเทียนไปต้าฉีด้วยตัวคนเดียว แต่อันที่จริงแล้วอวี๋ฉือจ้านเอาใจใส่และรอบคอบ และมิได้คิดเล็กคิดน้อย เช้าวันนี้ก็ตระเตรียมเส้นทางไว้ให้นางเรียบร้อย
เมื่อก่อนมิว่าจะไปออกรบก็ดี ไปทำงานก็ดี นางมิเคยพะวงหน้าพะวงหลัง เหมือนอย่างที่จวินหวาเทียนพูด ท่านพ่อท่านพี่ล้วนวางใจในตัวนาง แม้แต่จวินฉีเซิ่งยังรู้สึกว่า ในโลกนี้มิมีสิ่งใดที่นางกู้ชิวเหลิ่งผู้นี้ทำมิสำเร็จ ในหัวใจของจวินหวาเทียนเอง กู้ชิวเหลิ่งก็มิมีทางมีช่องโหว่
มีเพียงอวี๋ฉือจ้าน ไม่เพียงเชื่อมั่นในตัวนางหมดสิ้น ยังเป็นห่วงเป็นใยนางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยอมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับนาง
กู้ชิวเหลิ่งวางผ้าม่านลง พลางว่า “เวลาแค่สามปี ข้าเองยังรู้สึกว่าข้าเปลี่ยนไปแล้ว”
“ไม่ เจ้ายังเป็นเจ้า อาชิว หลายปีมานี้เจ้ามิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย”
จวินหวาเทียนยังคงมีรอยยิ้มที่อบอุ่นอ่อนโยนนั่น น้ำเสียงเวลาพูดทำให้คนประหนึ่งพบเจอลมฤดูใบไม้ผลิ หากมิใช่ว่าใบหน้าซีดเผือดนั่นมีแววเคร่งเครียด กู้ชิวเหลิ่งคงรู้สึกว่าได้ย้อนเวลากลับไปแน่ๆ
แต่ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า มิอาจย้อนเวลากลับไปได้
หากตอนแรกกู้ชิวเหลิ่งมิได้ตบแต่งกับจวินฉีเซิ่ง เช่นนั้นตระกูลมู่หรงก็มิต้องโดนฆ่าล้างตระกูล ฮ่องเต้องค์ก่อนของต้าฉีคงมิต้องโดนความโหดร้ายของจวินฉีเซิ่งฆ่าเอา และจวินหวาเทียนก็มิต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากการพลัดพราก สุดท้ายเหลือเพียงร่างกายขี้โรคอ่อนแอนี่
กู้ชิวเหลิ่งมิได้รู้สึกกับจวินหวาเทียนเพียงแค่พี่ชายกับน้องสาวเฉกเช่นแต่ก่อนแล้ว ในใจนางยังมีความรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง
ความรู้สึกผิดเช่นนี้ จะติดตามตัวกู้ชิวเหลิ่งไปชั่วชีวิต
กู้ชิ้วเหลิ่งพูด “เมื่อวานตอนอวี๋ฉือจ้านอยู่ ข้ามิอาจถามเจ้าได้ โรคของเจ้ามาได้อย่างไรกัน? เจ้าหาชาวต้าโม่เจอได้อย่างไร?”
มือที่ถือถ้วยชาขึ้นจิบของจวินหวาเทียนพลันชะงัก จากนั้นยิ้มน้อยๆออกมา พลางว่า “อันที่จริงข้าก็ควรจะรู้นานแล้วว่า เจ้ารู้ว่าเลือดในกายข้าครึ่งหนึ่งเป็นของชาวต้าโม่ ดังนั้นตอนเจ้าเห็นมู่เจิน ถึงได้ถามถึงข้า และเพราะอย่างนี้ ข้าถึงเชื่อว่าเจ้าคืออาชิว”
ใช่ หมาป่าตรงกระดูกไหปลาร้าของจวินหวาเทียน มีแต่กู้ชิวเหลิ่งที่เคยเห็น
กู้ชิวเหลิ่งพูดว่า “จำได้ว่า ตอนอายุสิบสาม ข้าแสดงวิชาตัวเบา แต่กลับตกลงมาจากบนต้นไม้ หากตอนนั้นเจ้ามิรับข้าไว้ ทำให้ข้ากระชากเสื้อเจ้าโดยมิรู้ตัว น่ากลัวข้าก็คงไม่รู้ฐานะชาวต้าโม่ของเจ้า”
จวินหวาเทียนยิ้มบางๆพูดว่า“อันที่จริงด้วยความฉลาดของเจ้า ข้าก็รู้นานแล้วว่าเจ้ารู้ความลับข้า แต่มันมิใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับข้า แต่ก็เพราะมารดาข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ของต้าโม่ ข้าถึงอยู่รอดมาจนถึงวันนี้ได้”
จวินหวาเทียนพูดออกมาอย่างง่ายดาย แต่ในสายตากู้ชิวเหลิ่งกลับรับรู้ได้ถึงความเย่อหยิ่งเดียวดาวของจวินหวาเทียน ในสายตาคนอื่น จวินหวาเทียนเยือกเย็นดุจดวงจันทร์ มิใส่ใจในชื่อเสียงอันใด ความสุขุมนุ่มลึก
แต่ในใจกู้ชิวเหลิ่ง จวินหวาเทียนกลับมีแต่ความเดียวดายโดดเดี่ยวเท่านั้น
มิรู้ว่า ในยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บมากสักเพียงใด เขาที่อายุยังน้อยมายืนหน้าประตู และแหงนหน้ามองจันทร์เสี้ยวกลางท้องฟ้า
ผู้คนในวังล้วนเป็นพวกสนใจแต่ผลประโยชน์ ข่าวลือว่าซูเฟยเป็นปีศาจเพียงพอให้คนทั่วทั้งวังหลวงจะเย็นชากับจวินหวาเทียนวัยเด็ก ต่อให้เป็นองค์ชายคนหนึ่ง ทำให้คนรู้สึกดูถูกแต่ก็หวาดหวั่น เลยมิอาจจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
กู้ชิวเหลิ่งเปลี่ยนเรื่องพูด พลางว่า “เท่าที่ข้ารู้จักจวินฉีเซิ่ง เขามิมีทางยอมปล่อยเจ้าไปชายแดนดอก ต่อให้เนรเทศ เขาก็ไม่มีทางวางใจ ดังนั้นข้าเดาว่าเขาต้องลงมือฆ่าเจ้าแน่ เดิมคิดจะขอร้องเขาให้ปล่อยเจ้าไป แล้วค่อยส่งคนมาเฝ้าเจ้า แต่ไม่คิดว่า.....”