ตอนที่ 241
บทที่ 241 ชะตาชีวิต
October 28, 2026
หลายวันมานี้เกิดเรื่องราวมากมายติดต่อกัน จวินฉีเซิ่งแทบจะลืมเรื่องราวของกู้เจินกับจวินหวาเทียนไปเสียแล้ว
เขามองไปยังองครักษ์ลับซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นในบัดนี้ แต่กะจิตกะใจกลับลอยออกไปที่แห่งหน เขาเคยได้ยินเรื่องความเก่งกาจของหมอผีไท่ซวีมาเนิ่นนาน แต่มิเคยได้พบกันสักครั้ง ในครานี้เขาอยากจะเห็นยิ่งนัก
เพียงแต่ว่า จู่ๆ จวินฉีเซิ่งก็นึกถึงคำของวี่เฟยตอนที่นางกำลังจะตายขึ้นมาได้ เขามิเข้าใจเอาเสียจริง วี่เฟยวางแผนการใดไว้กันแน่ จึงกล้ากล่าวว่าเขาจะต้องเสียใจ
นิสัยของวี่เฟยนั้นเขารู้ดีกว่าใคร แท้จริงแล้วเรียกได้ว่าเขารู้จักนิสัยใจคอสตรีที่อยู่ข้างกายตนอย่างโปร่งใส เพียงแต่ตอนที่วี่เฟยสิ้นลม เขามิได้ครุ่นคิดประการใดมากนัก เนื่องจากเขารู้ดีว่าสตรีนางนี้มิอาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แน่
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จะทรงรับสั่งให้หมอผีไท่ซวีเดินทางเข้าวังดีหรือไม่?”
องครักษ์ลับคุกเข่าอยู่บนพื้นเป็นเวลาเนิ่นนาน ขณะที่เขากล่าวประโยคนี้ออกมา จวินฉีเซิ่งก็ได้สติกลับคืนมาเช่นกัน เขาครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ใช่! ไปเรียกตัวมาบัดเดี๋ยวนี้!”
จวินหวาเทียนกำลังตั้งใจจะดื่มชา เขายกถ้วยน้ำชาขึ้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนดังออกมาจากด้านนอก เป็นขันทีรับใช้ข้างกายของจวินฉีเซิ่ง เดินทางเข้ามายกมือขึ้นคารวะ “หมอผี ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า”
กู้เจินกำลังทำพิธีที่อยู่ในตำหนักเย็น ขณะนี้ภายในห้องมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ใครคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาจากปากประตู เขาผู้นั้น สวมหน้ากากด้วยเช่นกัน
จวินหวาเทียนลุกขึ้นยืน เห็นได้ชัดว่าร่างกายมิสู้ดีนัก ขันทีจึงรีบกล่าวว่า “ที่ด้านนอกมีเกี้ยวซึ่งฝ่าบาทรับสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้ เชิญหมอผีเถิด”
น้ำเสียงของจวินหวาเทียนดูค่อนข้างจะยังหนุ่มยังแน่น แต่ก็แฝงไปด้วยความชรา “ขอบคุณท่านมาก”
แม้ว่าขันทีผู้นี้จะอาศัยอยู่แต่ในพระราชวังหลวง แต่เขาก็พอจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของหมอผีไท่ซวีมาบ้าง ว่ากันว่าบัดนี้อายุของหมอผีไท่ซวี ปาเข้าไปหกสิบปีแล้ว มิรู้เพราะเหตุใดน้ำเสียงและรูปร่างของเขาจึงดูยังเยาว์นัก
จวินหวาเทียนมิได้สนใจท่าทีอันสงสัยของขันที เขาขึ้นไปบนเกี้ยวด้วยความช่วยเหลือของมหาดเล็ก
ขันทีมองออกว่าสภาพร่างกายของจวินหวาเทียนดูมิสู้ดี จึงได้กำชับกับคนแบกเกี้ยวว่าให้ระมัดระวังสักหน่อย โชคดีเหลือเกินที่เป็นเช่นนี้ จึงทำให้การเดินทางไปยังห้องทรงพระอักษรของจวินหวาเทียนดำเนินไปอย่างราบรื่น
หลังลงจากเกี้ยว ประตูของห้องทรงพระอักษรก็ได้เปิดออก จวินฉีเซิ่งประทับอยู่บนเก้าอี้มังกร เห็นได้ชัดว่าเขารออยู่ที่นี่สักระยะแล้ว
มหาดเล็กมิได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องทรงพระอักษร ดังนั้นจวินหวาเทียนจึงเข้าไปเพียงลำพัง
กล่าวได้ว่านี่เป็นการพบกันครั้งแรกในช่วงระยะเวลาสี่ปีระหว่างสองพี่น้อง จวินฉีเซิ่งดูท่าทางมีสง่าราศี เหมาะสมกับการเป็นกษัตริย์ แตกต่างกันกับท่านอ๋องในเมื่อก่อนที่ได้แต่ก้มหน้าก้มตา
จวินหวาเทียนเพียงแค่เหลือบตามองเขาชั่วครู่แล้วก้มหน้าลง ตั้งใจจะก้มศีรษะคารวะ แต่กลับไอออกมาอย่างแรง
ขันทีรีบเร่งเข้าไปกระซิบที่ข้างหูจวินฉีเซิ่งว่า “หมอผี สุขภาพร่างกายมิสู้ดีนะ เขาไอเช่นนี้ตลอดทาง”
หลังจากที่จวินฉีเซิ่งได้ยินแล้วก็พยักหน้า กล่าวว่า “ในเมื่อหมอผีสุขภาพร่างกายมิค่อยแข็งแรง เจ้าจงจัดแจงเก้าอี้ให้เขานั่งลงเถิด อย่าได้มากพิธีความ”
จวินหวาเทียนกล่าวว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
จวินหวาเทียนนั่งอยู่ที่ด้านข้าง น้ำเสียงอันยังดูหนุ่มของเขาทำให้ถูกสังเกตเช่นกัน ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินองครักษ์ลับของตนกล่าวว่า หมอผีไท่ซวีมีความสามารถในการฝึกตนให้กลับไปเป็นหนุ่มได้ ก่อนหน้านั้นเขามิอาจเชื่อว่าชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีตรงหน้าเขาจะรับรู้ทุกสิ่งใดโลกนี้ ทว่าจู่ๆ ก็รู้สึกยกย่องเทิดทูน ความรู้สึกเช่นนี้เขาเคยมีให้ต่อเสด็จพ่อของตนคนเดียวเท่านั้น