ตอนที่ 242
บทที่ 242 หลักฐานที่ซ่อนไว้
October 28, 2026
จุดประสงค์ของจวินฉีเซิ่ง มิได้ต้องการให้ขับไล่ภูตผีปีศาจ แต่มิรู้ว่าเพราะเหตุใด วินาทีที่จวินหวาเทียนปรากฏกายขึ้นตรงนี้ และกล่าวถึงเรื่องราวเหล่านั้นออกมา เขากลับค่อนข้างเชื่อ อีกทั้งยังกล่าวคำเช่นนั้นออกมาโดยมิรู้ตัว หากเป็นตัวเขาในก่อนหน้า คงจะมิเอ่ยวาจาเช่นนี้อย่างแน่นอน
จวินหวาเทียนยิ้มขึ้นบางเบา กล่าวว่า “เมื่อไรที่ชะตานั้นกลับคืน ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย”
“เจ้าหมายความว่า หากว่าหลิ่วกุ้ยเหรินตายไป ทุกสิ่งอย่างก็จะจบสิ้น?”
จวินฉีเซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย ตอบว่า “กระหม่อมหมายความตามนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
น่าเสียดายที่บัดนี้มู่หรงอี๋ยังมิตาย
จวินฉีเซิ่งมิรู้ว่ามู่หรงอี๋ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากสนทนากับจวินหวาเทียนอยู่อีกสองสามประโยค ก็ได้รับสั่งให้คนส่งจวินหวาเทียนกลับไป
ตอนที่กู้ชิวเหลิ่งรู้ว่าจวินหวาเทียนได้พบกับจวินฉีเซิ่งนั้นก็กินเวลาไปกว่าชั่วโมงแล้ว นางแอบเช็ดเหงื่อแทนจวินหวาเทียน หวังว่าจวินฉีเซิ่งจะมองมิออกถึงตัวตนอันแท้จริงของจวินหวาเทียน
แต่เมื่อคิดดูอีกที เวลาก็ผ่านไปสี่ปีกว่าแล้ว บางทีจวินฉีเซิ่งอาจคิดมิถึงว่าจวินหวาเทียนยังมีชีวิตอยู่ และยังกลับมายังพระราชวังเพื่อแก้แค้นเขา
อวี้ฉือจ้านโอบกอดกู้ชิวเหลิ่งจากทางด้านหลัง เขาเอ่ยถามว่า “เจ้าคิดเรื่องใดอยู่กัน?”
กู้ชิวเหลิ่งหันไปมองดูทางฟากฟ้า ตอบว่า “ข้ากำลังคิดว่า ข่าวนั้นส่งไปยังเหมียวเจียงแล้วหรือไม่”
“เรื่องที่วี่เฟยสิ้นใจ? หรือเรื่องจดหมายที่เขียนโดยวี่เฟย?”
“ทั้งสองเรื่อง”
เหมียวเจียงเป็นชนเผ่าที่เก่าแก่ที่สุด ที่แห่งนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับมนตรามากมายเท่าไร นางเองก็มิได้รู้เรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก เกรงว่าแม้แต่เซียนพิษเมิ่งจิ่วเองก็มิรู้ แต่ที่แห่งนี้มียาพิษที่ทำให้จวินฉีเซิ่งต้องตายทั้งเป็นได้อย่างแน่นอน
กู้ชิวเหลิ่งเพียงหวังว่าวินาทีนี้จะมาเร็วสักหน่อย เร็วเท่าไรยิ่งดี
ในวันที่มู่หรงอี๋ถูกกักตัวเอาไว้ในวันที่ห้า และเป็นวันฝังศพของฉินเฟยกับวี่เฟย ฉินเฟยถูกจัดงานให้ตามตำแหน่งของกุ้ยเฟย วี่เฟยก็เช่นกัน ในวันนี้ทั่วแคว้นต่างพากันไว้อาลัย นี่เป็นครั้งแรกที่พระราชวังหลวงมีพระสนมสิ้นใจในระยะเวลาใกล้เคียงกันถึงสามคน
จวินฉีเซิ่งใจดำโหดร้ายเพียงใด กู้ชิวเหลิ่งรู้และเคยเห็นมัน
เมื่อกู้ชิวเหลิ่งสวมชุดสีขาวเดินตรงเข้ามาในตำหนักเย็น มู่หรงอี๋ดูหมดเรี่ยวแรง มิมีวี่แววของหญิงงามแม้แต่น้อย แม้นางจะอายุเพียงยี่สิบกว่าปี แต่มองไปราวกับหญิงบ้าอายุสามสี่สิบปี
กู้ชิวเหลิ่งนั่งยองๆ ลงที่พื้น นางมองไปยังท่าทางของมู่หรงอี๋แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “นี่เพิ่งจะกี่วันเท่านั้น เจ้ากลัวแล้วหรือ? เหตุใดเล่า เจ้ามิอยากส่องกระจกดูสภาพตนเองหน่อยหรือไร?”
“เจ้า......เจ้าอย่าได้เข้ามา! จงออกไป!”
น้ำเสียงของมู่หรงอี๋แหบแห้งมิน่าฟัง น้ำเสียงนี้มิอาจดังออกไปด้านนอกตำหนักเย็นได้
กู้ชิวเหลิ่งหัวเราะขึ้นกล่าวว่า “มู่หรงอี๋ ด้วยความสามารถของเจ้าเพียงเท่านี้ ในตอนนั้นเจ้าแย่งชิงจวินฉีเซิ่งไปจากข้างกายข้าได้อย่างไร? เพียงแค่สี่ปีเท่านั้น ความเย่อหยิ่งของเจ้าเล่า?”
มู่หรงอี๋ราวกับมิได้ยิน หลายวันมานี้นางใช้ชีวิตมิแตกต่างจากหมูหมา ผู้ที่นำอาหารการกินมาให้หาใช่นางในและขันที แต่เป็นคนที่กู้ชิวเหลิ่งพาเข้ามา ในบัดนี้นางจึงได้รู้ว่า นับแต่แรกจนบัดนี้ ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นกู้ชิวเหลิ่งบงการอยู่เบื้องหลัง
“ยอดสาวงาม ใบหน้าที่เจ้าภูมิใจเป็นนักหนา บัดนี้ได้ถูกทำลายลงแล้ว บัดนี้สิ่งที่เจ้าทำได้นั่นก็คือเชื่อฟังข้า เจ้าควรร่วมมือตอบคำถามข้าแต่โดยดี มิเช่นนั้น เจ้าคงมิอาจแม้แต่รักษาชีวิตไว้ได้ ข้ารับรองว่าเจ้าจะตายอย่างไร้ร่องรอย”
มู่หรงอี๋ร่างกายสั่นสะท้าน ก่อนหน้านี้สิ่งที่นางกลัวที่สุดก็คือมู่หรงชิว พี่สาวในสายเลือดคนนี้ แต่ต่อมานางมิได้เกรงกลัวอีก เพราะในตอนนั้นจวินฉีเซิ่งอันเป็นที่รักของมู่หรงชิวถูกนางแย่งไปได้ ดังนั้นนางจึงนำโอ้อวด ทว่าบัดนี้นางกลัวยิ่ง เพราะนางมิได้ทำให้ลูกของมู่หรงชิงต้องตาย แต่นางยังแย่งสามีของหล่อนมา ท้ายที่สุดได้ทำลายล้างตระกูลมู่หรงไปจนสิ้น