ตอนที่ 5
บทที่ 5
September 18, 2026
“ทานข้าวที่ไหนกันดีอะ อยากได้บรรยากาศแบบทานข้าวไปด้วยแล้วนั่งมองผู้ชายไปด้วยอะ”
อันนี้ไม่ใช่ฉันพูดนะ แต่เป็นยัยพริกไทยที่พูดด้วยสีหน้าดี๊ด๊าตามปกติของมันต่างหากละ ซึ่งแตกต่างจากฉันกับยัยสวยที่ดมยาดมกันอยู่สองคน
คือตอนนี้พวกเราเรียนคาบเช้าเสร็จแล้ว ใช่ ย้ำว่าเรียน มาวันแรกก็เรียนเลย ฉันนึกว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นเหมือนมัธยมที่มาวันแรกก็นั่งคุยไร้สาระไปก่อน แต่มหาวิทยาลัยไม่ใช่จ้ะ ถามไถ่ที่มาที่ไปและเกริ่นเรื่องพอเป็นพิธีเท่านั้นหลังจากนั้นก็ลากพวกฉันลงทะเลเลยจ้ะ ดำน้ำกันสนุกสนานเลย ตอนนี้เลยรู้สึกเหมือนพวกไร้วิญญาณเดินออกมาแบบนี้ไง
“อยากมองผู้ชายก็ต้องโรงอาหารวิศวะปะ ฉันได้ยินพวกข้างหลังคุยกันเมื่อกี้ว่าอาหารก็อร่อยด้วย”
“เรียลลี้? งั้นโกวๆ เลยจ้ะ”
ฉันแนะนำจบยัยพริกไทยก็เดินนำฉันกับยัยสวยไปเลยโดยไม่รอพวกฉันสองคนที่มาด้วยกัน ละพอถึงโรงอาหารวิศวะสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นก็ทำพวกฉันอ้าปากค้างตะลึงกันเลยทีเดียวเมื่อโรงอาหารแห่งนี้เต็มไปด้วยคนหล่ออย่างอปป้าสาขาเกาหลีเดินกันให้ควั่ก
โอ๊ย นี่มันสวรรค์ชัดๆ ทำไมมีแต่เทพบุตรเดินถือจานข้าวแกงเยอะขนาดนี้!
“พิ้งค์ แกแนะนำที่ได้ดีมากเพื่อน...ฉันรักโรงอาหารวิศวะ ไอเลิฟเฮียร์!” ยัยพริกไทยหันมาพรรณนาโวหารกับฉันด้วยสายตาคลั่งไคล้ก่อนจะเดินนำเข้าไปในโรงอาหารทันที ฉันก็เลยรีบคว้าแขนยัยสวยที่ยืนเอ๋ออยู่ไปด้วยอย่างไว
พวกฉันสามคนเดินผ่านเหล่าหนุ่มๆ ที่นั่งมองอยู่ที่โต๊ะด้วยความมาดมั่น ประหนึ่งที่ตรงนี้คือรันเวย์สำหรับพวกฉัน ยกเว้นยัยสวยคนเดียวมันเดินก้มหน้าก้มตามองพื้นอย่างเดียวเลย
ยัยสวยนี่จริงๆ เลยมีใบหน้าที่สวยแท้ๆ แต่กลับไม่เอาออกมาใช้ ดูอย่างฉันกับพริกไทยสิเชิดจนคอเกร็งหมดแล้ว
“แกงส้มราดข้าวจานหนึ่งค่ะ” เสียงหวานเชียวนะยัยพริกไทย
“ข้าวมันไก่ทอดจานหนึ่งค่ะ” เอากับมันด้วย
“เอ่อ…ของหนูข้าวหมูแดงค่ะ” ยัยสวย
พอมาถึงร้านปุ๊บพวกฉันทั้งสามคนก็สั่งข้าวกับป้าที่อยู่ในร้านทันที แต่ป้าแกกลับมองพวกฉันอย่างงงๆ ก่อนจะเหลือบตามองไปที่อีกฝั่งของพวกฉันแทน พวกฉันก็เลยมองตามป้าแกด้วย...
“อุ๊ย!”
ก็เลยสะดุ้งตกใจพร้อมกันเมื่อหันไปแล้วดันเจอสายตาประชาชีที่กำลังเข้าแถวรอซื้ออาหารร้านป้าแกมองจิกอยู่ และหนึ่งในนั้นก็มีคนที่ฉันรู้จักอย่างพี่ทามยืนเข้าแถวอยู่ด้วย
ฟุ่บ!
ฉันเลยรีบก้มหน้าหลบสายตาพี่ทามทันทีที่พี่เขายืนจ้องฉันด้วยสายตาเรียบนิ่งอย่างที่ชอบทำ เอาแล้วไงฉันโดนดุอีกแน่ๆ ที่มาแซงคิวแบบนี้
“น้องปีหนึ่งคณะแพทยศาสตร์นี่หว่า มาทานข้าวถึงที่นี่เลยเหรอวะ” คนที่พูดน่าจะเป็นหนึ่งในเพื่อนของพี่ทามแน่ๆ เพราะเสียงมันอยู่ใกล้ฉันแค่นี้เอง
“ใช่ค่ะ ปีหนึ่งจากคณะแพทย์ ขอโทษนะคะไม่ได้ตั้งใจจะแซงคิวพี่ๆ พอดีไม่ทันเห็น” เป็นยัยพริกไทยที่ออกโรงแก้ตัวแทนแล้วยกมือขอโทษพวกพี่ๆ เขาก่อนจะดึงมือฉันกับยัยสวยเดินไปเข้าแถวข้างหลังสุด
“สวยทำไมแกไม่บอกว่ามีคนอื่นเข้าแถวอยู่”
“พวกแกเดินเชิดฉันเดินก้มหน้าฉันจะเห็นได้ไงเล่า” ยัยสวยรีบตอบเมื่อโดนยัยพริกไทยว่า
“เอาน่าๆ ไม่ต้องเถียงกันไม่มีใครผิด” ฉันรีบปรามยัยพริกไทยกับยัยสวยที่ทำท่าจะวางมวยกัน นี่แค่เพิ่งรู้จักกันแค่ครึ่งวันนะพวกมันสองคนก็จะวางมวยกันแล้ว ไม่อยากนึกถึงอีกสามปีที่ยังไม่มาถึงเลยว่าจะเละขนาดไหน
หมับ!
“เฮ้ย!” ฉันที่กำลังยืนหันหน้าคุยกับเพื่อนอยู่ จู่ๆ ก็โดนลากออกมาโดยใครบางคนแต่พอเห็นหน้าคนลากเท่านั้นแหละฉันก็ถามเขาทันที
“พี่ทามพี่จะลากพิ้งค์ไปไหนเนี่ย”
“...” แต่คนถูกถามอย่างพี่ทามกลับไม่ตอบฉันแต่เดินหน้านิ่งลากฉันไปไหนสักที่ ก่อนจะผลักฉันไปนั่งที่โต๊ะแล้ววางจานข้าวมันไก่ทอดที่ฉันสั่งก่อนหน้านี้ลงมาตรงหน้าฉันและไม่นานเพื่อนๆ ฉันก็เดินตามมาพร้อมถาดอาหารที่ตัวเองสั่งไปก่อนหน้านี้เหมือนกัน
“วันหลังก็ใช้ระดับสายตาให้เหมือนคนปกติทั่วไปจะได้เห็นว่าคนอื่นเขาเข้าแถวกันอยู่”
จึ๊ ฉันเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่พี่ทามทันทีที่ว่าฉันแต่คนถูกถลึงตาใส่กลับไม่สะทกสะท้านอะไรก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเองซึ่งอยู่ถัดไปจากโต๊ะฉันหนึ่งตัวแถมพอไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนแล้วยังนั่งหันหน้าเข้าหาฉันอีก
แล้วใครมันจะทานข้าวลงล่ะ
( - -) (- - )
“พิ้งค์...พิ้งค์...วอเตอร์พิ้งค์!!”
!!!
“อะไรของแกยัยพริกไทยเรียกซะฉันตกใจเลย” ฉันละสายตาจากพี่ทามที่กำลังจ้องหน้าอยู่หันไปเหลือบมองยัยพริกไทยที่เรียกฉันซะเสียงดังลั่นจนโต๊ะอื่นๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หันมามองกันหมด ถามจริงเถอะยัยนี่มันรู้จักคำว่าอายผู้คนบ้างไหมเนี่ย
“ไม่ตกใจสิแปลกฉันเรียกแกตั้งสามรอบกว่าจะได้ยิน...อธิบายหน่อยว่าพวกพี่เขาเป็นใครแล้วแกรู้จักได้ไง”
“เอ่อ…พี่ชายฉันเองอะ” ฉันตอบยัยพริกไทยด้วยความเลิ่กลั่กเล็กน้อย เพราะลืมวางแผนเรื่องนี้
“ฮะ พี่ชาย! แกมีพี่ชายเรียนอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” ยัยพริกไทยทำหน้าตกใจที่ฉันบอกมันว่าพี่ทามคือพี่ชายฉันส่วนยัยสวยที่นั่งอ้าปากจะยัดข้าวเข้าปากก็ถึงกับชะงักหันขวับมาหาฉันเหมือนกัน
อะไรของพวกมันเนี่ยแค่บอกว่าพี่ทามเป็นพี่ชายฉันทำไมรีแอ็กชันมันต้องตกใจเว่อร์ขนาดนั้นด้วย หรือว่าฉันโกหกไม่เนียน ต้องเนียนสิเพราะหน้าฉันกับหน้าพี่ทามมีแต่มีคนบอกว่าคล้ายกันตั้งแต่เด็ก
“อืม เรียนวิศวะปีสาม” ฉันตอบนิ่งๆ ทำหน้าเฉยๆ พลางเหลือบมองพวกมันสองคน
“แก...พี่ชายแกหล่อมาก...เพื่อนๆ พี่แกก็หล่อมากด้วยแถมยังเลี้ยงข้าวฉันกับยัยสวยด้วย”
เฮ้อ ฉันถึงกับแอบลอบถอนหายใจออกมาเมื่อได้ยินที่ยัยพริกไทยพูดออกมา นึกว่าพวกมันจะไม่เชื่อฉันแล้ว คือฉันเลือกที่จะโกหกเพื่อนก็เพราะว่าฉันไม่อยากมานั่งอธิบายเหตุผลที่ฉันโดนจับแต่งไงล่ะ มันดูนิยายมากเลยนะที่โดนจับแต่งงานเพราะเหตุผลน่าถอนหายใจของแม่อะ
“จริงดิ” ฉันแกล้งทำหน้าตื่นเต้นกับพวกมันไป
“เออ! แกเห็นพี่ที่นั่งข้างพี่ชายแกปะ ฉันจอง” ยัยพริกไทยหันไปข้างหลังตัวเองแล้วแอบชี้ที่พี่ผู้ชายซึ่งนั่งอยู่ข้างพี่ทาม ซึ่งหน้าตาหล่อเหลาเอาการมากดูเป็นผู้ชายที่หล่อและอบอุ่นในเวลาเดียวกันซึ่งแตกต่างจากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างสิ้นเชิง
นั่นไง...มีการหันมายิ้มให้ฉันกับยัยพริกไทยด้วย
“เชี่ยพี่เขายิ้มให้กูด้วยอะ...เขินว่ะ” ฮะ? ฉันหันขวับมองยัยพริกไทยทันทีที่มันพูดคำว่าเขินออกมา คือคนอย่างมันนี่นะรู้จักใช้คำว่าเขิน ถ้ามันเขินแล้วคุณสวยที่นั่งหน้าแดงตอนนี้ล่ะเรียกว่าอะไร
“สวย เป็นไรปะหน้าแดงทำไม” ฉันถามยัยสวยที่นั่งอมยิ้มเขินเล็กเขินน้อยหลังจากที่หันกลับมาทางเดิม