ตอนที่ 1273
บทที่ 1273 ขายหน้า, เสด็จอาเก้าล้มลงพื้น
October 21, 2026
ด้วยความตรงไปตรงมาของเฟิ่งชิงเฉิน ความลำบากใจฉายออกมาจากใบหน้าของเจ้าหญิงหมิงเว่ย จากนั้นก็พยายามอธิบายออกมา “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วย แต่เสด็จอาเก้าไม่รับน้ำใจจากข้า”
หากเสด็จอาเก้ายอมรับความหวังดีจากนาง เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ในดินแดนหนานหลิงนานถึงเพียงนี้ และนางก็สามารถโน้มน้าวเจ้าสำนักได้ตั้งนานแล้ว
“งั้นหรือ?” ความเย้ยหยันในดวงตาของเฟิ่งชิงเฉินชัดเจนยิ่งขึ้น “ที่แท้องค์หญิงก็ต้องการให้เสด็จอาเก้ารับน้ำใจด้วยความขอบคุณก่อนแล้วถึงให้ความช่วยเหลือ ข้าคิดว่าองค์หญิงไม่ได้ต้องการสิ่งใดเสียอีก และทำทุกสิ่งลงไปโดยไม่หวังผลตอบแทน”
“ข้าก็ไม่ได้ต้องการผลตอบแทนแต่อย่างใด” ในตอนที่เจ้าหญิงหมิงเว่ยพูดประโยคนี้ออกมา เสียงของนางดังกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่านางขาดความมั่นใจ
“องค์หญิงช่างเป็นคนมีเมตตาและซื่อสัตย์อย่างที่ร่ำลือกันจริง ๆ” เฟิ่งชิงเฉินเบะปากและกล่าวออกมาอย่างไม่จริงใจ
หากเจ้าหญิงหมิงเว่ยต้องการให้เรื่องราวเป็นอย่างที่ตนเองพูด ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่นนั้นเหตุใดนางถึงไม่เกลี้ยกล่อมเจ้าสำนัก และปล่อยให้เสด็จอาเก้าเสียเวลาอยู่ที่นี่
จากการเคลื่อนไหวของเจ้าหญิงหมิงเว่ย มันคือการรอให้เสด็จอาเก้าหมดหนทาง นางถึงปรากฏตัวออกมาให้ความช่วยเหลือเสด็จอาเก้า เพื่อให้เสด็จอาเก้าซาบซึ้งให้บุญคุณ
ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน นี่เป็นเพียงการหลอกตัวเองเท่านั้น แต่ในตอนที่นางช่วยเสด็จอาเก้าในตอนนั้น นางไม่เคยต้องการความรู้สึกซาบซึ้งหรือความรักของเสด็จอาเก้าเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นนางแค่อยากช่วยเสด็จอาเก้า พยายามอย่างหนักเพื่อให้เสด็จอาเก้าสามารถทำทุกอย่างได้เต็มที่ ต่อให้เสด็จอาเก้าไม่สำนึกบุญคุณก็ไม่เป็นไร เนื่องจากนางก็ไม่ได้ต้องการให้เสด็จอาเก้าซาบซึ้งในบุญคุณของนางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงหมิงเว่ยยังอยากจะพูดอะไรออกมาอีก แต่เสด็จอาเก้าได้เก็บดอกบัวและเดินกลับมาแล้ว เจ้าหญิงหมิงเว่ยจึงรีบเงียบเสียงของนาง จ้องมองไปยังเสด็จอาเก้าอย่างลึกซึ้ง ราวกับเป็นใบหน้าของภรรยาที่รอคอยการกลับมาของสามี
แต่น่าเสียดายที่ในสายตาของเสด็จอาเก้านั้นไม่เคยมีนางอยู่เลย เสด็จอาเก้าแสดงสีหน้าไม่ชอบใจ นำเม็ดบัวออกมาและวางไว้บนมือของเฟิ่งชิงเฉิน “กิน”
ให้เขามานำเม็ดบัวออกมาเช่นนี้ ช่างน่าอายยิ่งนัก
“ขอบคุณ” เฟิ่งชิงเฉินยิ้มออกมา ทิ้งเจ้าหญิงหมิงเว่ยไว้ด้านข้างอย่างไม่สนใจ
ที่นางกล้าทำตัวโอหัง อวดดี และมั่นใจในตัวเองต่อหน้าของเจ้าหญิงหมิงเว่ยถึงเพียงนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะในใจของเสด็จอาเก้ามีแต่นางเท่านั้น ขอแค่ไม่ล้ำเส้นของเสด็จอาเก้า นางก็สามารถทำทุกอย่างได้อย่างสบายใจ
เจ้าหญิงหมิงเว่ยแทบจะแสร้งยิ้มออกมาไม่ได้ นางอิจฉา อิจฉาเฟิ่งชิงเฉินอย่างสุดหัวใจ แต่เสด็จอาเก้าอยู่ที่นี่ นางจึงไม่มีวันแสดงตัวตนที่ก้าวร้าวของนางออกมาให้เห็น
เมื่อเห็นเฟิ่งชิงเฉินทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าหญิงหมิงเว่ยก็เลิกคิดเกี่ยวกับสิ่งที่พูดคุยกับเฟิ่งชิงเฉินเมื่อครู่ นางยิ้มและกล่าวออกมาว่า “เมล็ดบัวพวกนี้ดูน่าอร่อยยิ่งนัก ข้าเองก็อยากชิมบ้าง”
ในตอนที่พูดออกมา นางก็ยื่นมือมายังมือของเฟิ่งชิงเฉิน แต่คิดไม่ถึงว่าเสด็จอาเก้าจะเข้ามาขวางเอาไว้ “องค์หญิงอยากกิน เช่นนั้นก็ให้คนไปเก็บให้” เขาไม่ได้เอามันมาเพื่อให้องค์หญิงกิน
มือของเจ้าหญิงหมิงเว่ยแข็งทื่ออยู่กลางอากาศ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเขินอาย แต่คำพูดดังกล่าวออกมาจากปากของเสด็จอาเก้า ต่อให้นางโกรธก็ไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้
เจ้าหญิงหมิงเว่ยแอบถอนหายใจ ดึงมือกลับเข้ามาอย่างสงบ จากนั้นก็กล่าวด้วยใบหน้าแห่งความอิจฉา “ชิงเฉิน เสด็จอาเก้าช่างดีกับเจ้ายิ่งนัก น่าอิจฉาเสียจริง”
ผู้หญิงคนนี้หน้าหนายิ่งนัก ภายใต้สถานการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้ นางยังยิ้มออกมาได้ เฟิ่งชิงเฉินจ้องมองไปที่เจ้าหญิงหมิงเว่ยอย่างมีความหมาย จากนั้นก็ดึงชายเสื้อของเสด็จอาเก้า “ไปนั่งในศาลากันเถอะ ข้าอยากปอกเมล็ดบัว”
“อ่า” เสด็จอาเก้าไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นแขกผู้มาเยือนเลยแม้แต่น้อย เขาทิ้งเจ้าหญิงหมิงเว่ยไว้ตรงนั้นอย่างไม่ไยดี
เฟิ่งชิงเฉินคร่ำครวญถึงเจ้าหญิงหมิงเว่ยในใจอย่างเงียบ ๆ
นางมั่นใจแล้วว่า ในสายตาของเสด็จอาเก้า เจ้าหญิงหมิงเว่ยเป็นเพียงแค่ฝุ่นควันในอากาศเท่านั้น และเป็นฝุ่นควันที่ไม่ได้รับความสำคัญเลยแม้แต่น้อย
เฟิ่งชิงเฉินอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก นั่งปอกเมล็ดบัวอยู่ในศาลาอย่างสุขใจ ไม่นานก็ปอกเมล็ดบัวได้จำนวนหนึ่ง หลังจากที่เจ้าหญิงหมิงเว่ยระงับอารมณ์ของตนเองได้แล้ว นางก็เดินตามเข้ามา เห็นเสด็จอาเก้าและเฟิ่งชิงเฉินต่างคนต่างนั่งอย่างไร้อารมณ์ คนหนึ่งนั่งเฉย ๆ อีกคนนั่งปอกเม็ดบัว ทั้งสองไม่มีปฏิสัมพันธ์กันแต่อย่างใด และพวกเขาก็ไม่แม้แต่จะสบสายตากันเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นฉากดังกล่าว เจ้าหญิงหมิงเว่ยเริ่มรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เสด็จอาเก้าไม่ได้เป็นเหมือนที่กับเฟิ่งชิงเฉินบอกไปทั้งหมด เขาไม่ได้ใส่ใจเฟิ่งชิงเฉิน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ปล่อยให้เฟิ่งชิงเฉินนั่งอยู่เพียงลำพังโดยที่ไม่เข้ามาช่วยปอกเมล็ดบัวเป็นแน่
จิตวิญญาณแห่งการสู้รบของเจ้าหญิงหมิงเว่ยกลับมาอีกครั้ง นางเดินเข้ามานั่งข้างกายของเฟิ่งชิงเฉิน รอจนเฟิ่งชิงเฉินปอกเมล็ดบัวทั้งหมดเรียบร้อย นางก็สั่งให้คนรับใช้ของนางนำถุงใบเล็ก ๆ มาให้อย่างใจดี “เมล็ดบัวมากมายถึงเพียงนี้ ชิงเฉินคงกินไม่หมดในคราเดียว เก็บใส่ถุงนี้ไว้แล้วค่อย ๆ กิน อย่าปลอบให้ความหวังดีของเสด็จอาเก้าต้องสูญเปล่า”