ตอนที่ 96
บทที่ 102
October 28, 2026
“หรือว่าจะหาที่กันใหม่ แล้ววางแผนต่อสู้กับคนสำนักจ้านอู่ต่อ ?” เมี่ยวคงถาม
“วิธีนี้ก็พอใช้ได้” จื่อเฉินพูด
แต่จางเฮ่าเทียนกลับส่ายหัวพูดขึ้นว่า “วิธีนี้ใช้ไม่ได้ สำนักจ้านอู่ในตอนนี้คงไม่มีใครมาหรอก”
“ทำไมหรือ ?” ทั้งสองคนหันไปมองจางเฮ่าเทียนด้วยความสงสัย
“หลิงเฉินกำลังทำเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือของคนสำนักจ้านอู่จำนวนมาก ส่วนคือเรื่องอะไรนั้น ตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆคือเขาทิ้งมันไปไม่ได้ รวมถึงชี้แท้ชั้นสิบอีกหลายคนก็ทิ้งมันไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน ตอนที่เจิ้งฮัวและคนอื่น ๆ มาที่นี่ได้ ถือว่าเหนือความคาดหมายของข้ามากแล้ว” จางเฮ่าเทียนพูด
“ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว งั้นพวกเรามาหายาวิเศษกันก่อน ให้พลังทะลุขั้นกันก่อนดีกว่า” จื่อเฉินพูด “จางเฮ่าเทียน ไม่ใช่ว่าเจ้ามาถึงขีดจำกัดชี้แท้ชั้นแปดขั้นสูงสุดแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ลองกลืนยาวิเศษสักสองสามต้นก็น่าจะทะลุขั้นได้แล้วล่ะมั้ง”
“ทะลุขั้นมันง่ายขนาดนั้นซะเมื่อไหร่ ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าตัวเองจะทะลุขั้นได้แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ายังอยู่ที่ชั้นแปดขั้นสูงสุดแทน” จางเฮ่าเทียนฝืนยิ้มออกมา คำพูดของจื่อเฉินนั้นทำให้เขาไม่กล้าวางมาดเท่ ๆ อีก
“งั้นเจ้าก็กลืนยาวิเศษเยอะขึ้นอีกหน่อย ที่นี่มีอย่างอื่นไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ยาวิเศษมีอยู่เยอะแยะเชียวล่ะ” จื่อเฉินพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ลองดูแล้วกัน” จางเฮ่าเทียนแบะมือออก แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสไม่ได้มีมากเท่าไหร่นัก ถ้าหากยาวิเศษร้อยปีเพียงพอที่จะทำให้เขาทะลุขั้นไปเป็นชี้แท้ชั้นเก้าได้ล่ะก็ หวังสงในตอนนั้นคงจะไม่โหยหาโสมหิมะห้าร้อยปีของจื่อเฉินมากขนาดนั้นหรอก
“อย่าเพิ่งท้อแท้ ที่นี่มียาวิเศษอีกเยอะ ห้าร้อยปีขึ้นไปก็มีอยู่ไม่น้อย แถมยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ พวกเราไม่ลองตามหากันดูก่อนล่ะ” เมี่ยวคงหัวเราะเบา ๆ
ในที่สุดทั้งสามก็เดินจากไป
.........
สวีเหยียนวิ่งหนีไปอย่างบ้าคลั่ง บินออกไปไกลกว่าร้อยไมล์ก่อนจะหยุดลง
“เจ้าสอง เจ้าสาม.......!”
สวีเหยียนเอนพิงเข้ากับต้นไม้ใหญ่ หยดน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา
นานเท่าไหร่แล้ว ที่สวีเหยียนไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ เขาถึงกับถูกเด็กสามคนไล่ต้อนจนจนมุม แถมพี่น้องทั้งสิบคน ก็ตายกันไปแล้วถึงเก้าคน
“ตายแล้ว ตายกันหมดแล้ว”
น้ำตาผสมกับน้ำมูกไหลรวมกัน สวีเหยียนเสียใจจนแทบขาดใจ ร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด
“จื่อเฉิน จางเฮ่าเทียน พวกเจ้าจะต้องตายด้วยน้ำมือของข้า”
ภายในป่า ปรากฏเสียงร้องไห้ของตายคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องนี้ดังนานกว่าครึ่งคืน
ครึ่งคืนให้หลัง สวีเหยียนหยุดร้องไห้ลง ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงจนหาอะไรเปรียบไม่ได้ ดูคลับคล้ายกับสัตว์อสูรคลั่ง เขาหันกลับไป มองไปยังตำแหน่งทางหุบเขา ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงกระแทกพื้น จากนั้นโขกศีรษะลงพื้นอย่างแรงเก้าครั้ง จนกระทั่งรอยเลือดปรากฏขึ้นบนหน้าผาก
“พี่น้องข้า ข้าสาบานว่าจะแก้แค้นให้กับพวกเจ้า” หลังจากโขกศีรษะแล้ว สวีเหยียนก็ลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปในป่าลึก