ตอนที่ 290
บทที่ 296
October 28, 2026
“มันก็ไม่แน่ บางในคนหลายพันคนนี้ อาจมีอัจฉริยะอยู่คนสองคนก็ได้” ชายหนุ่มชุดขาวชางเหอพูดออกมาอย่างใจเย็น เขาเป็นคนของตระกูลชาง อยู่ที่นี่ตำแหน่งค่อนข้างสูง มีหญิงสวสองคนนั่งอยู่ข้างๆ คนหนึ่งชุดขาวอีกคนชุดเขียว ทั้งสองงดงามสง่า น่าหลงใหลเกินคน
“อัจฉริยะ อัจฉริยะคนไหนบ้างที่ไม่ถูกเลี้ยงดูด้วยทรัพยากร ไม่มีทรัพยากรอะไรลำพังฝึกฝนด้วยตนเองอัจฉริยะคนไหนบ้างที่อายุยืน” หลีหั่วเบะปากอย่างดูแคลน ดูยโสมาก
“มันก็ไม่แน่ ช่วงที่ผ่านมา มีจื่อเฉินที่สร้างความโกลาหลไปทั่ว ก็ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยไม่ใช่รึ?” ชางเหอพูดด้วยรอยยิ้ม
“จื่อเฉิน? ที่มาจากสำนักหลิงอู่ที่มีเรื่องกับสามกองกำลัง จนถูกบีให้เข้าไปตายในป่าทึบไร้เสียงนะเหรอ?” หลีหั่วเบะปาก
“ถูกต้อง ว่ากันว่าเขาอยู่แค่แดนฟ้า กลับทำให้กองกำลังทั้งสามเสียท่าอย่างหนัก เรื่องนี้ คิดว่าอู่ฉงน่าจะมีสิทธิ์พูดที่สุด!” ชางเหอพูด
สายตาของทุกคน ต่างมองมาที่อู่ฉง เพื่อของล้ำค่าชิ้นหนึ่ง สำนักบู๊ฆ่าล้างสำนักหลิงอู่ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้กันดี แถมเดิมทีสำนักหลิงอู่ยังเป็นสำนักย่อยของสำนักบู๊ ถูกทำลายก็ทำลาย ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม
“ข้าจะไม่มีสิทธิ์พูดอะไร ข้ายังไม่เคยเจอมันด้วยซ้ำ แต่คนของสำนักหลิงอู่สิที่สามารถพูดได้ ตรงนี้ก็มีกันตั้งหลายคนที่มีความเกี่ยวข้องกับจื่อเฉิน” อู่ฉงพูดอย่างมีเลศนัย จากนั้นก็มองไปข้างๆ
ในที่ไม่ไกล เฉินเฟิงนั่งอยู่ตรงนั้น ตอนที่เกิดเรื่องกับสำนักบู๊ เขาโชคดีรอดมาได้ แล้วหนีกลับมาที่เมืองชางหลี
เฉินเฟิงกวาดตามองชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ทำเสียงฮึดฮัด แล้วพูดอย่างดูแคลนว่า “หึ ข่าวลือเชื่อไม่ได้ ตอนนั้นจื่อเฉินที่อยู่ในสำนักหลิงอู่ไม่เป็นที่รู้จักเลย แค่นิ้วเดียวข้าก็สามารถฆ่ามันได้แล้ว ลือกันว่ามันทำให้กองกำลังทั้งสามเสียท่าอย่างหนัก ข้าเป็นคนแรกที่ไม่เชื่อ แถมเรื่องที่ว่ามันฆ่าแดนจิตแท้ไม่น้อย เรื่องนี้ยิ่งเหลวไหลสิ้นดี”
เดิมทีเฉินเฟิงก็ไม่ได้ชอบจื่อเฉินอยู่แล้ว พอตอนนี้จึงพูดย่างไม่เกรงใจสักนิด พอเขาพูดจบ ก็มีสายตาที่ไม่พอใจสามคู่มองมา
“เฉินเฟิง เจ้าพูดจาใหญ่โตไปแล้ว ตอนนั้นใครกันที่คิดจะทำร้ายจื่อเฉิน ถูกประมุขหอลงโทษกักบริเวณแม้แต่ปู่สองของเจ้าออกโรง ก็ยังทำอะไรไม่ได้?” ชายหนุ่มคนหนึ่งทำเสียงฮึดฮัด คนคนนี้มีดวงตาที่เล็กมาก หน้าตาไม่ได้โดดเด่น ถ้าไม่ใช่เพราะพูดออกมาอย่างกะทันหัน ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นแน่นอน
“จื่อเฉินข้าก็เคยเจอ เป็นแค่มดปลวก ไมได้มีผลกระทบอะไรเลย ตอนนั้นข้าสามารถฆ่ามันได้ด้วยนิ้วเดียวคนชั่วแบบนี้ จะไปทำให้กองกำลังทั้งสามเสียท่าได้ยังไง ข่าวลือมันเชื่อไม่ได้จริงๆ” ในตอนนั้นเอง หลิงหยุนที่อยู่ข้างๆ เฉินเฟิงก็ได้เปิดปากพูด
หลิงหยุน ศิษย์สำนักจ้านอู่ ว่าที่เจ้าสำนักของสำนักจ้านอู่ อายุยังน้อยก็บรรลุถึงอดนฟ้ากำหนดระยะปลายแล้ว ถึงจะเทียบระดับสุดยอดอัจฉริยะทั้งหลายไม่ได้ แต่ก็สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะมานั่งอยู่ที่ชั้นเจ็ดได้
วันนั้นที่สวนยาวิเศษ ก็ได้จื่อเฉินนี่แหละทำลายแผนของเขา ฆ่าน้องชายแท้ๆ ของเขา ทำให้เขาต้องถูกทางสำนักลงโทษ ดังนั้นเขาจึงเกลียดจื่อเฉินเข้ากระดูกเลย ต่อให้อีกฝ่ายจะตายไปแล้ว ก็ยังไม่อยากพูดดีด้วย
“พูดจาใหญ่โต ถ้าเจ้ามีปัญญา ก็คงไม่ถูกทางสำนักกักบริเวณแล้ว” ชายหนุ่มก่อนหน้าสบถออกมาอีกครั้ง
หลิงหยุนกับเฉินเฟิงแสดงแววตาที่ไม่ชอบใจออกมาแวบหนึ่ง แต่กลับไม่กล้าทำอะไร ราวกับจะหวาดกลัวฐานะของชายตาเล็กมาก
“อู๋หง วันนั้นเจ้าก็ได้เจอจื่อเฉิน ไม่รองพูดความรู้สึกที่มีต่อเจ้านั่นหน่อยล่ะ?” ชางเหอไปยังอู๋หงที่นั่งเงียบอยู่ที่ไกลๆ
อู๋หงมาจากสำนักเสวียนอู่ เงียบมาโดยตลอด เป็นคนเรียบง่าย ตอนนี้ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า “เคยเจอแค่ครั้งเดียว ไม่มีอะไรน่าพูด แค่เคยฟังเหล่าศิษย์น้อยพูดมาบ้าง หมอนี่ใจกล้าแต่ละเอียดอ่อน เป็นคนที่มีคุณธรรม สามารถต่อกรกับคนที่แดนสูงกว่าได้ น่าจะถือเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งได้”