ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 อ้อมกอดของเขา
September 30, 2026
ซูเจี่ยวเจี่ยวกลั้นหายใจ รีบหมุนตัวเพื่อจะเดินออกไป
“หยุดอยู่ตรงนั้น”
เสียงทุ้มต่ำแฝงอำนาจดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เต็มไปด้วยแรงกดดันและน้ำเสียงที่ออกคำสั่งโดยห้ามโต้แย้งใด ๆ
หัวใจของซูเจี่ยวเจี่ยวกระตุกวูบ นางค่อย ๆ หันกลับไป พยายามทำเสียงให้ฟังดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าคงเข้ามาผิดที่”
ชายหนุ่มวางพู่กันลง ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์
นั่นซ่งฉือนี่!
ทั้งคู่สบตากัน สายตาลึกซึ้งของซ่งฉือทำให้ซูเจี่ยวเจี่ยวใจสั่นระรัว
ให้ตายสิ รัศมีรอบตัวของผู้ชายคนนี้แข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวเกินไป
“เจ้าเป็นใคร”
เขาถามเสียงหนักแน่น ราวกับกำลังสอบสวนอาชญากร
ซูเจี่ยวเจี่ยวรีบตอบอย่างนอบน้อม “ข้าเป็นเจ้าของร้านจินโหลว ซูเจี่ยวเจี่ยวเจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่ให้ข้ามาวัดตัวตัดชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงให้คนในจวนเจ้าค่ะ”
นางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วรีบเสริม “คงเพราะคนรับใช้นำมาผิดทาง ข้าถึงได้เผลอเข้ามาที่นี่”
เพียงไม่กี่คำ ก็ปัดความผิดออกจากตัวจนเกลี้ยง
สีหน้าของซ่งฉือยังคงเรียบนิ่ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
ซูเจี่ยวเจี่ยวเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “ท่านคือ...ท่านอ๋อง?”
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าเป็นท่านอ๋อง แล้วเหตุใดถึงยังกล้าใส่ผ้าคลุมหน้า”
ซูเจี่ยวเจี่ยวชะงักไปเล็กน้อย และพึ่งนึกได้ว่าการสวมผ้าคลุมหน้าเมื่อพบเจอกับผู้มีเกียรตินั้นถือเป็นการไม่เคารพ นางจึงแอบแลบลิ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัว ก่อนรีบถอดผ้าคลุมหน้าออกทันที
“โปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะท่านอ๋อง ข้าเผลอลืมตัวไป”
ซ่งฉือจ้องมองใบหน้าของซูเจี่ยวเจี่ยวอย่างไม่ละสายตา สีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าปลายนิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะกลับค่อย ๆ ขยับเบา ๆ
ผิวพรรณของนางขาวราวหิมะ เขาเคยพบผู้คนมามากมาย แต่ไม่เคยเจอใครที่ผิวขาวได้ถึงเพียงนี้
ดวงตากลมใสเปี่ยมชีวิตชีวา ริมฝีปากแดงระเรื่ออิ่มสวย ทั้งยั่วยวนทั้งไร้เดียงสาในเวลาเดียวกัน
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อวานถึงต้องใส่หมวกคลุมศรีษะ และวันนี้ถึงใช้ผ้าคลุมปิดบังใบหน้า
เพราะมีหน้าตาเช่นนี้นี่เอง...หึ
ซูเจี่ยวเจี่ยวไม่ได้ยินเสียงตอบสนองอยู่นาน จึงเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ ก็พบว่าซ่งฉือยังคงจับจ้องมาที่นางอยู่ นางจึงได้แต่กัดฟันเอ่ยออกไปว่า
“ท่านอ๋อง ข้ายังต้องไปวัดตัวให้คนอื่นต่อ ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
การอยู่ในห้องเดียวกับขุนนางผู้กุมอำนาจยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทำให้บรรยากาศกดดันหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก
ซ่งฉือเอื้อนเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มานี่”
“หา?”
“คนที่ต้องวัดตัว…ก็คือข้า”
“อะไรนะ”
ซูเจี่ยวเจี่ยวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ศีรษะเล็กเอียงไปเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก “แต่ ข้าให้บริการวัดตัวเฉพาะสตรีและเด็กเท่านั้นนะเจ้าคะ”
คนที่วัดตัวผู้ชาย มีช่างตัดเสื้อชายคอยทำอยู่แล้ว
ซ่งฉือยืนขึ้น เดินอ้อมโต๊ะหนังสือและค่อย ๆ เดินมาตรงหน้าซูเจี่ยวเจี่ยว มองลงมาที่นาง
แววตาลึกล้ำดุจสระน้ำเย็น
ซูเจี่ยวเจี่ยวได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้จันทน์จากร่างเขา ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนยุคใหม่และเคยชินกับการสบตากับคนอื่นมาแล้ว ในตอนนั้นนางพบว่าชายคนนี้สูงมาก และนางยังสูงไม่ถึงไหล่ของเขาด้วยซ้ำ
ผ่านไปไม่กี่วินาที นางถึงได้เริ่มรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ราวกับแววตาของซ่งฉือแฝงแรงกดดันและการครอบครองจนใจนางสั่นระรัว
“วัดสิ”
เขาพูดสั้น ๆ แต่ไม่มีช่องให้ปฏิเสธ
ซูเจี่ยวเจี่ยวไม่กล้าพูดอะไรอีก รีบเปิดกระเป๋าเครื่องมือ หยิบสายวัดออกมาแล้วเริ่มวัดตัวให้เขา
ตอนวัดรอบอกร่างนางแทบจะแนบชิดกับเขา แขนสองข้างโอบรอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ระยะห่างใกล้จนได้ยินลมหายใจ กลิ่นไม้จันทน์อบอวลทั่วใบหน้า ถึงแม้ไม่เงยหน้าก็รู้ได้ว่าดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องนางอยู่
บรรยากาศเงียบสงัด แต่กลับมีความร้อนรุ่มชวนให้ใจเต้นระหว่างทั้งสอง
ตอนวัดรอบเอว ซ่งฉือก้าวเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว ร่างทั้งคู่แนบชิดสนิท ซูเจี่ยวเจี่ยวไม่ทันระวัง น้ำหนักเอนไปด้านหลังจนร่างเกือบจะล้มลง แต่ซ่งฉือกลับยื่นแขนโอบเอวนางไว้แล้วดึงเข้ามาแนบอกทันที
ใบหน้าของซูเจี่ยวเจี่ยวชนเข้ากับอกกว้างแข็งแรงของชายหนุ่มเข้าเต็ม ๆ
แย่แล้ว นี่มันเรื่องขายหน้าในยุคโบราณชัด ๆ!
ซูเจี่ยวเจี่ยวรู้สึกเสียใจ รีบถอยออกมาสองสามก้าวและกล่าวขอโทษอย่างว่าง่าย
“ขออภัยเจ้าค่ะท่านอ๋อง เป็นข้าเองที่เสียมารยาท”