ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 คืนนี้ก็เข้าห้องหอเลย
September 30, 2026
เดิมทีซูเจี่ยวเจี่ยวตั้งใจรีบกลับบ้าน เพื่อให้เรื่องแต่งงานถูกกำหนดแน่นอนเสียที แต่กลับบังเอิญมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาที่ร้าน แถมยังเป็นสองสะใภ้ที่ไม่เคยลงรอยกัน ต่างก็ชอบผ้าผืนเดียวกัน แบบเดียวกันพอดีอีก
เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ หากไม่คว้าไว้ ซูเจี่ยวเจี่ยวคงอึดอัดตาย
นางรีบก้าวเข้ามาระหว่างสองสะใภ้ ยิ้มกว้างอย่างจริงใจที่สุด “ฮูหยินทั้งสองช่างตาแหลมจริง ๆ แบบนี้เป็นสินค้าขายดีที่สุดของร้านเราเลย”
สะใภ้ทั้งสองต่างก็ร้องขึ้นพร้อมกัน “ข้าเห็นก่อน!”
ซูเจี่ยวเจี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจเย็น “ตามบุคลิกของท่านทั้งสองแล้ว แม้ผ้าและแบบนี้จะงดงาม แต่ยังไม่คู่ควรกับพวกท่านนักหรอกเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันให้ทั้งคู่เอ่ยค้าน ซูเจี่ยวเจี่ยวก็รีบจูงคนหนึ่งเข้าไปด้านใน
“ฮูหยินหน้าตาสะสวยงดงามอยู่แล้ว หากใช้ผ้าสีเขียวกาฝากนี้จะยิ่งขับความสง่างาม อีกทั้งถ้าตัดด้วยแบบที่ไม่เหมือนใคร รับรองว่าทุกคนบนโลกต้องอิจฉาตาร้อนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
พูดพลางหยิบแบบร่างที่ตัวเองวาดขึ้นมาให้ดู พร้อมร่ายย้ำอย่างมั่นใจ “นี่เป็นลายที่มีเพียงชิ้นเดียว! ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน! สวมแล้วจะทำให้คนต้องตะลึงแน่นอน! หากพลาดไปแล้วจะไม่มีอีกแล้วนะเจ้าคะ! เอาแบบนี้เถิดเจ้าค่ะฮูหยิน!”
น้ำเสียงและถ้อยคำของนาง ชวนคล้อยตามราวกับพ่อค้าเจ้าเล่ห์กำลังตะโกนว่า ซื้อเลย ซื้อเลย ผลสุดท้ายฮูหยินท่านนั้นจึงรีบตกลงซื้อทันที แถมราคายังสูงกว่าด้วย
ส่วนอีกคนหนึ่งก็ถูกซูเจี่ยวเจี่ยวพาไปยังผ้าชิ้นอื่น ใช้วิธีเดียวกันจนขายออกไปอีกแบบหนึ่ง สุดท้ายสะใภ้ทั้งสองก็จ่ายเงินเรียบร้อย ต่างก็พอใจและเดินออกไปอย่างสบายใจ
แววตาของซ่งฉือที่ยืนอยู่นอกประตูยิ่งลึกล้ำเข้าไปอีก ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อย
ส่วนเจียงหุยที่อยู่ข้างๆ ถึงกับตะลึงอ้าปากค้าง
นายท่านของพวกเขาหมายตาแม่นางซูท่านนี้ ที่วาจาลื่นไหลเสียจนคนฟังเหมือนถูกหลอกเอาได้ง่าย ๆ!
เมื่อซูเจี่ยวเจี่ยวหันกลับมา ก็เผชิญเข้ากับดวงตาสีดำสนิทของซ่งฉือทันที และชะงักค้างไป
แข็งทื่ออยู่สองวินาที ก็รีบแค่นยิ้มออกมา “ท่านอ๋อง เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเจ้าคะ”
ซ่งฉือสวมอาภรณ์ไหมสีน้ำเงิน คาดสายรัดหยกไว้ที่เอว ไหล่กว้างเอวคอดทำให้ดูหล่อเหลาสง่างามยิ่งขึ้น ทว่ารัศมีแห่งความน่าเกรงขามและอุปนิสัยที่เคร่งขรึมจนเกินไปก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
สีหน้าของซ่งฉือเรียบเฉยเย็นเยียบ “ออกมาเดินเล่นเฉย ๆ”
เจียงหุยฟังเจ้านายพูดเรื่องเท็จก็ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ซูเจี่ยวเจี่ยวเมินท่าทีที่เหมือนรอให้ใครเชื้อเชิญของซ่งฉือ แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นก็...เชิญท่านเดินเล่นต่อเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งฉือ “…”
สตรีนางนี้ ไม่รู้ว่าควรเชิญเขาเข้าไปนั่งสักหน่อยหรือ
เจียงหุยที่เห็นแววตาคมกริบจากเจ้านาย รีบชิงเอ่ยขึ้นทันที “นายท่าน ออกมาเดินนานแล้ว กระหายน้ำหรือไม่ขอรับ”
ไม่รอให้ซูเจี่ยวเจี่ยวเอ่ยอะไรต่อ “แม่นางซู ชั้นบนมีห้องรับรองหรือไม่ รีบเตรียมน้ำชามาให้ท่านอ๋องเร็ว!”
ซูเจี่ยวเจี่ยวแอบกัดฟันแน่น
คนในจวนอ๋องเจียงหนานนี่ล้วนแต่คิดเข้าข้างตัวเองกันทั้งนั้นหรือไง
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ซูเจี่ยวเจี่ยวจึงได้แต่ฝืนยิ้มแห้ง ๆ แล้วพาซ่งฉือขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นสอง
ซ่งฉือนั่งอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาทว่าทอแววเย็นชาจับจ้องไปที่ซูเจี่ยวเจี่ยวซึ่งกำลังชงชาให้
สายตานั้นราวกับมีเผยธาตุแท้จนทำให้ขนลุกไปทั้งตัว
ความกดดันบ้าบอนี่!
ทำเอาอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก
เมื่อยกถ้วยชาไปวางตรงหน้าซ่งฉือ ซูเจี่ยวเจี่ยวก็เอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ “เป็นเพียงชาธรรมดา ๆ เท่านั้น ขอท่านอ๋องโปรดอภัย”
ซ่งฉือไม่ใส่ใจนัก จิบชาไปหนึ่งอึกแล้วพลันถามขึ้นว่า “ชอบชาเขียวหรือชาขาว”
หญิงสาวตอบออกไปอย่างไม่คิดอะไรมาก “ชาเขียวเจ้าค่ะ”
ซ่งฉือหันมองไปเจียงหุย “ไปเอาชาเขียวหลงจิ่งสองกระปุกที่เพิ่งได้มามาให้หน่อย”
เจียงหุยรีบวิ่งออกไปทันที
ซูเจี่ยวเจี่ยวถึงกับกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
คนรวยนี่นะ จะทำไรทีก็ใจกว้างจริง ๆ
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ขณะที่ในใจซูเจี่ยวเจี่ยวกำลังคำนวณว่าเรื่องหมั้นหมายกับหลินชิงหยวนคงใกล้จะเรียบร้อยแล้ว สายตาของนางเหม่อลอยไม่ทันสังเกตเลยว่าชายหนุ่มตรงข้ามกำลังจ้องมองอยู่
ทันใดนั้นเสียงจากอีกฝั่งก็ดังขึ้นมา “จะรับเจ้าเข้าจวนให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรีบร้อน”
ซูเจี่ยวเจี่ยวแทบสำลักน้ำชาออกมา “หา อ้อ”