ตอนที่ 1305
บทที่ 1305 คลุ้งคลั่งในยามดึก
October 28, 2026
หลังจากที่กินอาหารเสร็จหลี่ฝางหยิบโทรศัพท์ออกมาหวังจะโทรไปหาพวกฉินวี่เฟย แต่ปรากฏว่าที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อย เขาจึงทำได้เพียงต้องเก็บโทรศัพท์กลับลงไปในกระเป๋ากางเกงดังเดิมอย่างเอือมระอา ก่อนจะเอนตัวลงนอนไปบนก้อนหิน พลางเอาหัวหนุนมือทั้งสองเอาไว้มองดูดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า
“ดาวที่สวยขนาดนี้ ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว” ในขณะที่มองดูหมู่ดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า หลี่ฝางก็พึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้
และด้วยความที่ไม่มีความบันเทิงอื่นใดอีกแล้ว ทุกคนจึงนอนลงไปบนหินแบบเดียวกับหลี่ฝางในหินก็อนถัดๆ ไปแล้วเหม่อมองดวงดาวบนฟ้า
“หลี่ฝาง ลูกของนายก็คลอดแล้ว เมื่อไหร่ถึงจะจัดงานแต่งสักที?” กู่ยี่เทียนถามอย่างสงสัย
อันที่จริงหลี่ฝางเองก็กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน ตอนนี้ลูกของตัวเองก็คลอดออกมาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้จัดงานแต่งให้กับทั้งหยางฉงและฉินวี่เฟยเลย เรื่องนี้คงจะพูดด้วยเหตุผลและความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้
งานแต่งไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องจัด แต่จะทำอย่างไรก็กลับเป็นอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา
ทั้งตระกูลหยางและตระกูลฉินล้วนนับว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง แน่นอนว่าการแต่งงานของฉินวี่เฟยและหยางฉงจะต้องดึงดูดความสนใจจากสื่อต่างๆ
ซึ่งหากปล่อยให้คนอื่นรู้ว่าพวกเธอสองคนแต่งงานกับผู้ชายคนเดียว คาดว่าคงจะเกิดข่าวซุบซิบนินทาในสังคมแน่นอน แต่หลี่ฝางไม่ได้อยากให้ฉินวี่เฟยและหยางฉงต้องได้รับผลกระทบจากคำพูดไร้สาระพวกนี้
“เห้อ ฉันเองก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดการยังไงดีแล้ว งานแต่งของฉันกับฉินวี่เฟยและหยางฉง เรื่องนี้จะต้องกลายเป็นจุดสนใจแน่นอน นายเองก็รู้ดีว่าพวกนักเลงคีย์บอร์ดวันๆเอาแต่แซะเรื่องคนอื่นทั้งที่ไม่รู้เรื่องจริงเท็จอะไรเลย ฉันกลัวว่าถึงนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นโดยไม่จำเป็น”
เมื่อคิดถึงเรื่องการจัดงานแต่ง หลี่ฝางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เขาถอนหายใจอย่างหนัก บนใบหน้าเผยให้เห็นความเศร้าหมองที่ปรากฏขึ้นมา
“อะไรนะ?หลี่ฝางนี่คุณจะแต่งงานกับผู้หญิงสองคนงั้นหรอ?แม่เจ้า!คิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะเจ้าชู้ขนาดนี้!”
เสี่ยวหลินตังที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ก็ถึงกับดีดตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วพูดด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจากความตกใจ
หลี่ฝางที่เดิมทีอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ยิ่งมาได้ยินคำพูดของเสี่ยวหลินตังสีหน้าของเขาก็ยิ่งหมองลงไปอีกจนสุดขีด เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับฉินวี่เฟยและหยางฉงจะต้องเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากยอมรับไม่ได้ แต่ในตอนที่ถูกคนอื่นด่าว่าเป็นผู้ชายเจ้าชู้ ในใจของเขาราวกับมีหอกแหลมคมอันหนึ่งแทงเอาไว้แล้วมีหอกอีกอันหนึ่งแทงซ้ำเข้าไปอีก ทั้งเจ็บปวดทั้งโมโห
“อะแฮ่ม เสี่ยวหลินตัง เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบที่เธอคิดหรอกนะ เธออย่าพูดอีกเลยนะ” เมื่อหันไปเห็นสีหน้าของหลี่ฝางหมองลงอย่างกะทันหัน กู่ยี่เทียนก็รีบดึงตัว เสี่ยวหลินตังลงมาอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะหันไปพูดขอโทษกับหลี่ฝาง
“เหล้าหลี่ เสี่ยวหลินตังเธออายุยังน้อย ยังไม่รู้ความ พูดจาตรงไปตรงมา นายอย่าเอาไปใส่ใจเลยนะ”
ผ่านไปสักพัก หลี่ฝางถึงค่อยถอนหายใจออกมายาวๆ แล้วสะกดความเดือดดาลที่อยู่ในใจเอาไว้
“เอ่อ ฉันว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ทุกคนรีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้เดินทางกันต่อ”
ในสถานการณ์แบบนี้ บทสนทนานี้ไม่สามารถที่จะพูดคุยกันต่อไปได้อีกแล้ว กู่ยี่เทียนจึงรีบหาข้ออ้างแล้วผลักหลี่ฝางให้เข้าไปในเต็นท์
ด้วยความที่เต็นท์มีจำนวนจำกัด ผู้ชายอย่างพวกเขาจึงต้องแบ่งเป็นสองคนต่อหนึ่งเต็นท์ หลี่ฝางกับกู่ยี่เทียนพักอยู่ด้วยกัน สองพี่น้องไขจี๋เออก็อยู่ด้วยกันในเต็นท์อีกอันหนึ่งในขณะที่ส้าวส้วยได้อยู่ร่วมเต็นท์เดียวกันกับอูหลิงอย่างจำใจ ส่วนเสี่ยวหลินตังเพราะว่าเป็นผู้หญิง จึงได้พักในเต็นท์ของตัวเองเพียงคนเดียว
และเนื่องจากอยู่ในป่าดึกดำบรรพ์ ดังนั้นในตอนกลางคืนจึงต้องมีคนมาคอยเฝ้ายาม พวกหลี่ฝางได้มีการตกลงกันเอาไว้แล้วว่านอกจากเสี่ยวหลินตังที่ไม่ต้องเฝ้ายามแล้ว พวกเขาที่เป็นผู้ชายจะยึดหลักผลักกันเฝ้ายามไปเรื่อยๆ ในทุกครึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งคน