ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 หวังให้เขากับหลินหว่านฉิงครองคู่อยู่ด้วยกัน
September 21, 2026
เมื่อลู่เจาหนิงได้ยินว่ากู้ฉางยวนจะค้างที่นี่ หัวใจของนางก็พลันจมดิ่ง
โดยเฉพาะท่าทีที่สูงส่งเหนือกว่าผู้ใดของเขา ราวกับว่านี่คือการประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่ให้แก่นาง
...เขาคิดว่าตัวเองเป็นของหอมหวานที่ใคร ๆ ก็ต้องการนักหรือ
นางอยากให้เขาไปอยู่ที่เรือนสดับพิรุณทั้งวันทั้งคืน ไปครองคู่รักใคร่กับหลินหว่านฉิง แล้วมีทายาทด้วยกันไว ๆ เสียมากกว่า
กู้ฉางยวนเห็นนางนิ่งเงียบไป ก็นึกว่านางดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแล้ว... อย่างไรเสีย นางก็รอคอยวันนี้ มาร่วมสองปีเต็มแล้ว
ทว่า ลู่เจาหนิงกลับเงยหน้ามองเขา แผ่นหลังตั้งตรง แววตาสงบนิ่งราวกับผืนน้ำที่ไร้คลื่นลมใด ๆ
“ร่างกายของพี่ใหญ่กำลังเน่าเปื่อยลงทุกวัน ท่านแม่ทัพควรจะไปทุ่มเทกำลังกายกำลังใจให้พี่สะใภ้จะดีกว่านะเจ้าคะ ทางข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
นางช่างรู้จักมองภาพรวมเสียจริง...
แต่ไม่รู้เหตุใด กู้ฉางยวนกลับรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจอย่างประหลาด
เขาสะบัดชายชุดคลุมนั่งลง เหลือบมองอาหารบนโต๊ะ ซึ่งนับว่าอุดมสมบูรณ์ยิ่ง มีทั้งไก่นึ่งตุ๋นยาจีน ปลาแปดวิเศษ ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่เขาเรียกชื่อไม่ถูก แต่ดูก็รู้ว่าราคาสูงลิบลิ่ว
เขายังไม่ได้กินข้าว แต่ก็ไม่เห็นสาวใช้ยกชุดถ้วยตะเกียบมาเพิ่มให้
คนของเรือนหลานนี่ ช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย
พลันก็นึกถึงอาหารที่เรือนสดับพิรุณ เมื่อเทียบกันแล้ว ช่างเรียกว่า ‘แร้นแค้น’ เสียจริง กู้ฉางยวนพลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่า เจ้าจะซื้อเครื่องบำรุงให้พี่สะใภ้ นางชอบกินรังนกของตรอกตงซาน ก็ซื้อไปให้มากหน่อยเถิด”
“อีกอย่าง ต่อไปนี้มาตรฐานอาหารของเรือนสดับพิรุณ ให้ยึดตามมาตรฐานเรือนของเจ้าทั้งหมด จะได้ไม่ถูกมองว่าลำเอียง เดี๋ยวคนจะนินทาได้ว่าจวนโหวของเราปฏิบัติต่อแม่ม่ายอย่างพี่สะใภ้ไม่ดี...”
อาหมานรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนคุณหนู ท่านผู้เฒ่าเป็นผู้กุมอำนาจการเงิน เงินแต่ละเดือนที่จัดสรรให้แต่ละเรือนก็มีเพียงน้อยนิด ที่อาหารในเรือนหลานอุดมสมบูรณ์ได้ ก็เพราะคุณหนูควักเงินส่วนตัวมาโปะทั้งนั้น แล้วเหตุใดเรือนสดับพิรุณถึงมีสิทธิ์มาให้เรือนหลานรับผิดชอบด้วยเล่า!
“ท่านแม่ทัพ ในบัญชีไม่มีเงินมากขนาดนั้นเจ้าค่ะ” ลู่เจาหนิงปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา
เสียงของกู้ฉางยวนแหลมสูงขึ้นทันที “เป็นไปได้อย่างไร?”
“ไม่เชื่อท่านก็ลองตรวจสอบบัญชีดูได้เจ้าค่ะ”
“ไหนว่ามีกำไรมาตลอดมิใช่หรือ?”
ลู่เจาหนิงตอบกลับอย่างใจเย็น “ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพได้ยินมาจากที่ใดนะเจ้าคะ?”
“แต่ความจริงก็คือ ที่มีกำไรล้วนเป็นร้านค้าในนามของข้าทั้งสิ้น ร้านค้าไม่กี่แห่งของจวนโหวทำได้เพียงแค่ประคองตัวให้พออยู่รอดเท่านั้น เมื่อเดือนก่อน ท่านพ่อสามีได้รับบัญชาให้ลงใต้ไปตรวจสอบราชการ ก็ยังเบิกเงินก้อนใหญ่ไปก้อนหนึ่ง ตอนนี้จึงมีแต่รายจ่ายมากกว่ารายรับ แถมยังติดหนี้ค่าแรงคนงานอีก...”
กู้ฉางยวนรังเกียจการคิดบัญชีเป็นที่สุด
“อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดกับข้า! คนครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องแบ่งแยกชัดเจนถึงเพียงนี้ ในเมื่อบัญชีของจวนโหวไม่มีเงิน บัญชีของเจ้าก็ควรจะมีมิใช่หรือ ก็เอาเงินก้อนนั้นมาสำรองจ่ายไปก่อน วันหน้า ‘ค่อยคืนให้เจ้า’ แล้วกัน... ตอนนี้เรื่องของพี่สะใภ้สำคัญที่สุด”
ลู่เจาหนิงยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนหวานไว้บนใบหน้า
“ท่านแม่ทัพคงไม่ทราบ... เงินในบัญชีของข้าก้อนนั้น ข้าเอาไปซื้อโลงหยกเย็นกับน้ำแข็งให้พี่ใหญ่หมดแล้วเจ้าค่ะ”
กู้ฉางยวนขมวดคิ้วมุ่น ไม่รอให้เขาได้เอ่ยปากซักถาม ลู่เจาหนิงก็กล่าวต่อ
“นอกเหนือจากนั้น ข้ายังนำไปใช้ในการวิ่งเต้นกับขุนนางใหญ่หลายท่าน หวังว่าพวกเขาจะช่วยให้ท่านแม่ทัพได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้จึงไม่เหลือเงินแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ”
พอได้ยินเช่นนั้น กู้ฉางยวนก็โกรธจนแทบระงับไม่อยู่
“เรื่องซื้อโลงศพให้พี่ใหญ่ก็แล้วไปเถิด แต่เจ้าไปวิ่งเต้นกับขุนนางใหญ่ที่ไหนอีก! เรื่องในราชสำนัก ลูกสาวพ่อค้าเช่นเจ้าจะไปเข้าใจอะไร?”
“เงินที่เจ้าเอาไปเสียเปล่า ยังสู้คำพูดไม่กี่คำของท่านเสนาบดีที่ทูลต่อหน้าฝ่าบาทไม่ได้เลย! ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องการเลื่อนบรรดาศักดิ์ของข้า ก็มีท่านเสนาบดีคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว... จำเป็นต้องให้เจ้ามาทำเรื่องสิ้นเปลืองเช่นนี้หรือ!”
ลู่เจาหนิงยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ “ท่านแม่ทัพพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ”